http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

สถานการณ์โลกก่อนเข้าสู่รอบพันปีที่สาม

สถานการณ์โลกก่อนเข้าสู่รอบพันปีที่สาม
 
สถานการณ์โลก
ก่อนเข้าสู่..รอบพันปีที่สาม
 
กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visitsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่  www.visitsurin.com
 
สถานการณ์โลก
ก่อนเข้าสู่รอบพันปีที่สาม
และผลกระทบต่อประเทศไทย
 
 
บทนำ
 
แรงบันดาลใจที่เขียนหนังสือเล่มนี้ สืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทย มันเป็นปรากฎการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในขณะที่ผู้คนกำลังหลงระเริง กับเม็ดเงินที่ไหลทะลักเข้ามา อย่างขาดไร้วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ทำให้เกิดความงุนงงและไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่ประจันหน้าอยู่ ผู้บริหารประเทศ,นักวิชาการ,สื่อมวลชน,นักธุรกิจ,ต่างไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความตื่นตระหนก และยากที่จะเข้าใจในสถานการณ์ทางสากล จึงขาดวิสัยทัศน์ในการที่จะกำหนดท่าทีและวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการตัดตอนประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดช่องว่างสำหรับนักฉวยโอกาสที่จะกอบโกยผลประโยชน์ ในขณะที่ประเทศชาติกำลังจะล่มจมล้มละลาย 
ขณะที่ประเทศ มาเลเชีย การประกาศมาตรการป้องกันการโจมตีค่าเงินริงกิต ของมหาเธร์ นายกรัฐมนตรี แห่งมาเลเซีย ด้วยวิธีง่ายๆเพียงเมื่อมีการพยายามโจมตีค่าเงิน ก็นำมาตรการควบคุมการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเงิน และระงับการเปิดเสรีทางการเงินชั่วคราว เท่านั้นเอง นักเก็งกำไรก็หมดภูมิปัญญาที่จะโจมตีค่าเงิน ผู้เขียนยังจำได้ติดหูติดตา มหาเธร์ ถูกผู้นำไทยเย้ยหยัน ว่าเป็นเด็กดื้อที่ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการของ IMF ซึ่งจะนำไปสู่ การล่มสลายทางเศรษฐกิจของมาเลเซีย ภายใน ๔ เดือน เพราะต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น ขณะที่ผู้บริหารไทยได้ภาพว่าเป็นเด็กดีของ IMF และเดินมาถูกทางแล้ว มาตรการแก้ปัญหาของมาเลเซียผ่านระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑๘ เดือน ในต้นเดือนกันยายน ๒๕๔๒ รัฐบาลมาเลเซียก็สามารถประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมทางการเงิน อย่างสง่าผ่าเผย ขณะที่เด็กดีของ IMF ระยะเวลา ๒ ปี ของการเดินตามก้นของ IMF กำลังจะนำไปสู่การขายประเทศในราคาถูกๆให้ต่างชาติพร้อมแถมพรีประชากรไทยอีก ๖๐ ล้านคน
ผู้เขียนหวังเพียงว่า การเข้าใจในกระแสโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ที่สังคมโลกจะก้าวสู่รอบพันปีที่ ๓ ของประชาชนไทยเท่านั้นที่จะผลักดันให้ผู้นำประเทศ เกิดวิสัยทัศน์ในการนำสังคมไทยให้รอดพ้นจากวิกฤษติเศรษฐกิจ และ จุดยุทธศาสตร์สงครามของโลกได้ 
 
ปรีชา  วรเศรษฐสิน
๑๑ / ๙ / ๒๕๔๒
  
 
กระแสโลก
การสิ้นสุดของระบอบทุนนิยม
 
วิวัฒนาการ ของระบบทุนนิยมโลก ที่พัฒนามานานราว ๕๐๐ ปี กำลังจะผ่านสู่ช่วงวัยชราภาพ หรือการพัฒนาการสูงสุดของระบบทุนนิยม โดยมีอภิมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังก้าวไปสู่ความเป็นอภิมหาจักรวรรดินิยม ลัทธิครองความเป็นจ้าวโลกอย่างสมบูรณ์แบบ 
 
บทที่ ๑
วิกฤติเศรษฐกิจโลก จุดจบของระบอบทุนนิยม
การผลิตล้นโลก(ตลาด) ภายใต้ระบบทุนนิยม ที่มีปัจจัยการผลิตที่เป็น ทุน – เครื่องจักรอุตสาหกรรม - แรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อการแสวงหากำไรสูงสุด จากส่วนต่างระหว่าง ต้นทุนการผลิต กับ ราคาขาย อุดมการณ์สูงสุดภายใต้การผลิตของระบบทุนนิยม ก็คือการผลิตเพื่อสนองตอบต่อ ความต้องการของตลาด และพัฒนาไปสู่จักรวรรดินิยม
อย่างไรก็ตามการผลิตในยุคทุนนิยม ได้ปฏิวัติระบบการผลิตแบบกสิกรรมไร่นา ที่ล้าสมัย ไม่สามารถสนองตอบต่อการเพิ่มขึ้นของประชากร เครื่องจักรอุตสาหกรรมป่องควันไฟได้เข้ามาแทนที่ การผลิตแบบกสิกรรมไร่นา และพัฒนา ไปสู่เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ทันสมัยพร้อมๆกับการพัฒนาของระบบทุนนิยมในยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ เมื่ออังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ฮอลันดา สามารถประดิษฐ์คิดค้น เครื่องจักรกลได้ จากเรือไวกิ้ง ที่เดินทางในระยะสั้นๆ ก็ได้พัฒนาเป็นเรือกลไฟที่มีเครื่องจักรไอน้ำเป็นตัวขับเคลื่อนแทนแรงงานคน ทำให้สามารถแล่นเรือผ่านจากมหาสมุทรหนึ่งไปยังอีกมหาสมุทรหนึ่ง 
การล่าเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจในยุคต้นจึงได้แก่งแย่งแข่งขันกันแผ่ขยายอาณานิคมออกไปทั่วโลก เช่นอังกฤษ ที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นประเทศที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน และเป็นประเทศผู้นำมหาอำนาจจักรวรรด์นิยมในยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ 
หลังปี ๑๙๘๐ ระบบทุนนิยม ได้พัฒนาสู่ความสมบูรณ์แบบ ของการล่าเมืองขึ้นยุคใหม่ด้วยรูปแบบ ทุน – เครื่องจักร -ตลาด – กำไร จากปัจจัยการผลิตที่เป็นเครื่องจักรอุตสาหกรรม ที่ทำการผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาดภายในประเทศอย่างเหลือล้น และด้วยเงื่อนไขของระบบทุนนิยม ประเทศมหาอำนาจอุตสาหกรรมหรือกลุ่ม G7 ที่นำโดยจักรวรรดินิยม อเมริกา ทุน – เครื่องจักรอุตสาหกรรม    เริ่มเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ   เพื่อแสวงหา ตลาด – กำไร กระจายไปยังประเทศต่างๆที่เรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา 
 
เนื่องด้วยประสิทธิภาพการผลิตโดยเครื่องจักรอุตสาหกรรม ที่พัฒนาแล้วซึ่งเทคโนโลยี สามารถทำการผลิตได้อย่างล้นเหลือ จึงไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์การผลิตของระบบทุนนิยม ที่การผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด – กำไร เมื่อกำไรเป็นตัวดูดกลืนโภคทรัพย์จากสังคม (ตลาด) โครงสร้างสามเหลี่ยม ปิรามิดของสังคม เริ่มขอดกลาง ยอดปิรามิดมั่งคั่งด้วยทุน ขณะที่ ฐานล่างของปิรามิดขยายกว้าง เต็มไปด้วยความอดอยากยากจน 
 
ดังผลงานวิจัยของนาย ริชาร์ด จอนลี นักวิจัยจาก โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ [ UNDB ] ที่เผยแพร่ผลวิจัยในเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๒ จากผลการวิจัยพบว่า ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยแตกต่างกันราว ฟ้ากับดิน เช่น
 
ทรัพย์สินของนาย บิล เกตต์ นายวอร์เรน บัดเฟ่ต์ นายพอล อัลเลน แห่ง บริษัท ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟต์ เมื่อนำทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั้ง ๓ คนมารวมกันมีมหาศาลถึง ๑๕๖,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.( หรือ ๕,๗๗๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท ) มากกว่ารายได้ประชาชน ๖๐๐ ล้านคน (รายได้ประชาชาติ GDP) ที่อาศัยอยู่ในประเทศยากจนที่สุดทางตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ในทวีปแอฟริกา
และทรัพย์สินของเศรษฐี ๒๐๐ คน ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับถึง สิ้นปี ๒๕๔๑ ยังเพิ่มพูนมากกว่า ๔ ปีที่ แล้ว ถึง ๒ เท่า หรือคิดเป็นรายได้ ๔๑ % ของประชากรโลกทั้งหมด (ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านคน )
ความแตกต่างรายได้ของประเทศร่ำรวย กับ ประเทศยากจน เช่นชาวบังคลาเทศต้องออมเงินถึง ๘ ปี จึงสามารถ ซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้ ๑ เครื่อง ขณะที่ ชาวอเมริกา ทำงานเพียง ๑ เดือน ก็ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ได้แล้ว
 
ด้วยโครงสร้างดังกล่าวทำให้กำลังซื้อในตลาดหายไป ขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรม สามารถทำการผลิตอย่างล้นเหลือ ต่อความต้องการของตลาด (แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของสังคม )
 
ระบบการผลิตในระบบทุนนิยม   กำลังมาถึงยุคสุดท้ายแล้ว เมื่อกลไกการผลิตภายใต้ระบบทุนนิยม ฟันเฟืองของระบบทุนนิยมได้สะดุดลง   ปัญหาที่จะต้องค้นหากันต่อไปว่า หลังการสิ้นสุดของยุคทุนนิยม   จะมีระบบเศรษฐกิจรูปแบบใดเข้ามาแทนที่ระบบทุนนิยม ที่ได้พัฒนามาถึงจุดสูงสุดของระบบแล้ว
 
 
 
 
การเติบโตสูงสุดของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
 
สหรัฐอเมริกา อภิมหาจักรวรรดินิยม
หลังจากการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรที่ นอร์มังดี ตอนเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๙๔ และเยอรมันยอมแพ้สงคราม ในวันที่ ๗ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ สงครามในยุโรปสิ้นสุดลง
ต่อมาในวันที่ ๖ และ วันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ สหรัฐอเมริกา ได้หย่อนระเบิด ปรมาณู ๒ ลูก ลงที่ เมืองฮิโรชิมา และ นางาซากิ ของญี่ปุ่น ทำให้ องค์จักรพรรดิญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ ยุติสงครามรุกรานโดยทันที
 
สหรัฐอเมริกาฐานะที่เป็นผู้นำของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม ได้ก้าวขี้นสู่การเป็นผู้นำโลกแทนที่จักรวรรดินิยมเก่าที่เสื่อมอำนาจลง   ขณะที่ร่างเงาของจักรวรรดินิยมใหม่ ปรากฏร่างขึ้น ของโลกทุนนิยม    อีกซีกโลกหนึ่งที่เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ระบบทุนนิยมคือ ระบบสังคมนิยมที่นำโดย สหภาพโซเวียต – จีน จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เวทีการเมืองโลกได้ถูกแบ่งออกเป็นสองค่าย และนำไปสู่ยุคสงครามเย็น                     
 
สหรัฐอเมริกา ได้รีบเร่งจัดส่ง CIA เข้าไปยังประเทศต่างๆเพื่อแทรกแซงและจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนขึ้น ในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก เพื่อควบคุมพื้นที่ ( ตลาด ) แสวงหากำไร ( การดูดกลืนโภคทรัพย์ รูปแบบใหม่ของการล่าเมืองขึ้น ) จากทางการค้า เทคโนโลยี อุตสาหกรรม วิเทศธนกิจ ตลอดจนการค้าอาวุธสงคราม จากภาวะสงครามเย็นในแต่ละภูมิภาค และแผ่ขยายออกไปในทุกภูมิภาคทั่วโลก สร้างความมั่งคั่งให้กับสังคมอเมริกัน
 
การเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาช่วงหลังปี ค.ศ. ๑๙๘๐ เป็นต้นมา ได้พัฒนาสู่การเป็นจักรวรรดินิยม ลัทธิครองความเป็นจ้าวอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่ออีกค่ายหนึ่งที่เชื่อในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ที่บริหารประเทศโดยพรรคคอมมิวนิตส์ ได้พังทลายลง เป็นอันสิ้นสุดยุคสงครามเย็น อเมริกากำลังจะก้าวสู่ความเป็นจักรวรรดินิยมจ้าวโลก
เศรษฐกิจทุนนิยมกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ ดังรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศทุนนิยม ต่อไปนี้
ปี ๑๙๙๐ ระบบทุนของอเมริกา ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด
- เครื่องจักรอุตสาหกรรม สามารถผลิตสินค้าได้เป็น ๒๕ % ของโลก หรือ ๑ ใน ๔ ของโลก
- บริษัทของอเมริกาในญี่ปุ่น สามารถผลิตสินค้าขายในญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่า ๘,๑๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.
- บริษัทสาขาในต่างประเทศของทุนอเมริกา ขายสินค้า และ บริการ ๗๒๐,๐๐๐ ล้าน ดอลลาร์ สรอ.
- การพัฒนาตลาดทุนของอเมริกาที่พัฒนามากว่า ๑๐๐ ปี ตั้งแต่ปี ๑๘๘๕   ถึง ปี๑๙๘๖ ดรรชนี ตลาดหุ่นดาวน์โจน โตไม่ถึง ๒๐๐๐ จุด และ ๔๐๐๐ จุด ในปี๑๙๙๕ เพียงระยะเวลา ๓ ปี ถึง ปัจจุบัน ตลาดหุ้นดาวน์โจนทะยานขึ้นทะลุ กว่า ๑๐,๐๐๐ จุด
- ๑๕ สิงหาคม ๑๙๗๑ ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกมาตรฐานการพิมพ์พันธบัตรที่ สำรองด้วยทองคำ ๑๐๐% แต่เงินสกุลดอลลาร์ สรอ. ก็ยังได้รับการยอมรับในตลาดโลกอย่างแข็งแรง แม้เงินสกุลดอลลาร์ สรอ. จะมีคุณค่าเพียงกระดาษเปื้อนหมึกก็ตาม ทั้งนี้เนื่องมาจาก เงินทุนสำรองหลักของแต่ละประเทศทั่วโลก ล้วนถือเงินสกุลดอลลาร์ สรอ.ทั้งสิ้น
เขตเศรษฐกิจยุโรป(EEC = European Economic Area )
อดีตของกลุ่มประเทศใน EEC ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประเทศจักรวรรดินิยมเก่า เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน ปอร์ตุเกต ฮอลันดา เป็นต้น มีประชากร ๓๗๒ ล้านคน มีการค้าระหว่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๒   ของการค้าโลก EECได้พยายามที่จะ    รักษาตลาดเดิมของตนไว้อย่างเต็มที่        ด้วยการรวมกลุ่มเขตเศรษฐกิจขึ้น เพื่อป้องกันตลาดภายในกลุ่มของตน และการรักษาตลาดเดิมเพื่อให้รอดพ้น จากการถูกดูดกลืนตลาดจาก อภิมหาจักรวรรดินิยมอเมริกา    
 
ด้วยการพยายามที่จะผนวกยุโรปตะวันออก เข้าสู่เขตเศรษฐกิจยุโรป ทำข้อตกลงทางการค้ากับ   ประเทศต่างๆในแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง อันได้แก่ มอร๊อคโค ตูนีเซีย อัลจีเรีย ลิเบีย อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย เลบานอล อิสราเอล   กลุ่ม MERCOSER ( Common Market of the south )ในละตินอเมริกา และ APEC ( The Asia Pacific Economic cooperation ) กลุ่มประเทศในย่านเอเซียแปซิฟิก
 
ไต้หวัน   ตั้งอยู่บนเกาะ มีพื้นที่ ๓๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ประมาณ ๒๐,๓๐๐,๐๐๐ คน มีรายได้เฉลี่ยคนละไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ ดอลลาร์(๒๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท)ต่อปียอดมูลค่าการค้ากับต่างประเทศ(ทั้งนำเข้าและส่งออก)มีมากกว่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ๑๙๘๘ มากเป็นอันดับสิบสองของโลก ได้เปรียบในด้านการค้ากับต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าถึง ๑๐,๙๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ.๑๙๘๘ ทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศมากถึง ๗๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ. มากเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น(๘๗,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ สรอ.) ไต้หวันมีประชากร หนึ่งใน หกของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ ไต้หวันมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม ถึง ๓๑๖,๗๑๒ แห่ง 
เกาหลีใต้   มีพื้นที่ ๙๘,๔๘๔ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๔๓,๖๖๓,๐๐๐ คนปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ยอดการส่งออกสินค้าของเกาหลีใต้พุ่งสูงถึง ๕๙,๗๐๐ ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกมีทั้งรถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และกล้องถ่าย วีดีโอ ร้อยละ ๔๐ ของสินค้าส่งออก ทะลักเข้าสู่ตลาดของสหรัฐ นับตั้งแต่ปี ๑๙๖๕ จนถึงปัจจุบัน การผลิตอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นถึง ๕๐ เท่า ยอดการส่งออกเพิ่มถึง ๑๐๐ เท่า เฉพาะระหว่างปี ๑๙๘๖ และปี ๑๙๘๗ ยอดการส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึง ๓๐%   ในปี ๑๙๘๗ เกาหลีใต้ผลิตรถยนต์ ได้ ๘๐๐,๐๐๐  คัน หรือ ๘ เท่าของปี ๑๙๘๒ ปี ๑๙๘๗ ยอดผลิตเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้มีมากถึง ๑๗,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ มากกว่าปี ๑๙๘๖ ถึง ๔๔ %และมียอดส่งออกถึง ๑๑,๒๐๐ ล้านดอลลาร์ ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตเฉลี่ยปีละ ๑๐ %
สิงคโปร์ มีพื้นที่ ๕๘๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๒,๘๑๒,๐๐๐ คน เศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็ว( ๑๐ % ในปี ๑๙๘๘ ) ไม่มีเงินเฟ้อ ไม่มีคนตกงาน มีอัตราเงินออมที่สูงที่สุดในโลก ( ๔๒ % ในปี ๑๙๘๘) คนสิงคโปร์ มีรายได้สูง อัตราค่า จีเอ็นพี ต่อหัวในช่วง ๑๐ ปี เพิ่มจาก ๒,๘๑๐ ดอลลาร์ เป็น ๗,๕๐๐ ดอลลาร์ และเพิ่มเป็น ๘,๗๗๒ ดอลลาร์ ในปี ค.ศ. ๑๙๘๘
 
จีน   มีพื้นที่ ๙,๕๙๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๑,๑๘๗,๙๙๗,๐๐๐ คน ในปี ๑๙๗๙ เติ้ง เซี่ยวผิง ประกาศนำระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่การเป็น หนึ่งประเทศ สองระบบ และได้นำนำเอาเศรษฐกิจแบบการตลาดมาใช้ในจีน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (จีเอ็นพี) ในบางปีสูงถึง ๑๐ %   มูลค่าการส่งออกของจีนในปี ๑๙๘๘ สูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ 
 
ในปี ๑๙๘๘ คณะวิจัยแห่งหนึ่งของสหรัฐ ทำนายว่า ภายเวลาเพียง ๒ ทศวรรษ เศรษฐกิจจีนจะเป็นรองก็เพียงสหรัฐเท่านั้น   การเติบโตของรายได้ประชาชาติ(จีเอ็นพี) ระหว่างปี ๑๙๘๖ – ๑๙๙๑ โตถึง ๖๒๑.๗๙ % เมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษ (จีดีพี) ๑๔.๖๖ %  สหรัฐ (จีเอ็นพี) ๑๔.๒๔ % ปริมาณการค้าของจีน ในปี ๑๙๙๑ สูงถึง ๔๖๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ดอลลาร์ สรอ. นับเป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจาก สหรัฐ , เยอรมนี , และญี่ปุ่น และมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ มากถึง ๑๕๙ พันดอลลาร์ สรอ. ขณะที่ญี่ปุ่นมี ๗๒ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ๖๗ พันล้านดอลลาร์ สรอ. เยอรมนี ๖๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
 
การเมืองระหว่างประเทศ
จากการที่ประเทศต่างๆในค่าย สังคมนิยม ได้ปรับเปลี่ยน ระบบเศรษฐกิจของตน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบการตลาด   และจากการเคลื่อนย้ายทุนในเขตประเทศในย่านแปซิฟิกกริม ที่นำโดยญี่ปุ่น เกาหลี ใต้หวัน สิงค์โปร์ เข้าไปในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์   ทำให้การพัฒนาทุนของประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย กำลังจะกลายเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ทางการตลาดของประเทศมหาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกได้ หดแคบลงไปอีก 
 
การรวมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดูเหมือนว่าการแข่งในตลาดโลกเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อประเทศผู้ซื้อในเขตเศรษฐกิจต่างๆในแต่ละภูมิภาค ต่างพยายามเบนเข็มมุ่งสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) และหรืออย่างน้อยก็ทำการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า เมื่อสภาพทางการตลาดแคบลงและเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเกิดขึ้นของกลุ่มความร่วมมือทางการค้าในแต่ละภูมิภาค จึงเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก เช่น กลุ่ม AFTA ,EU, EEC, NAFTA, MERCOSER, เป็นต้น การปรากฎขึ้นของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆดังกล่าว ก็คือ กระแสภาคีนิยม หรือการเริ่มต้นของลัทธิกีดกันทางการค้า โดยอาศัยเวทีการเมืองโลก องค์การสหประชาชาติ (UNCTAD) ผลักดันให้เกิด องค์การค้าโลก เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ ( WTO = World Trade Organization ) การต่อสู้ระหว่างประเทศยากจน,ประเทศกำลังพัฒนา,และประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ บนเวทีการค้าโลก   จึงดุเดือดแหลมคม            
ยุทธศาสตร์ – ยุทธวิธี ทางการทหาร หลัง ปี ๒๐๐๐
ประวัติศาสตร์ บ่งชี้ชัดว่าการเข้าควบคุมปัจจัยการผลิต-วัตถุดิบสังคมใดก็ตาม ล้วนต้องอาศัยปัจจัยสงครามเพื่อเข้าความคุมพื้นที่ทั้งสิ้น แม้ว่าในปัจจุบัน การเข้าควบคุมปัจจัยการผลิตในยุคทุนนิยมจะเปลี่ยนไป ด้วยรูปแบบการหลอกลวงที่ดูสลับซับซ้อนมากขึ้น ทุน-เครื่องจักร-ตลาด-กำไร ดูเหมือนว่าจะเป็นม่านควันอันทรงฤิทธิ์ ที่สังคมโลกไม่อาจมองผ่านทะลุม่านควันการดูดกลืนโภคทรัพย์ ทำให้ดูคล้ายเป็นความชอบธรรม ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หลังจากที่อเมริกาสามารถควบคุม ด้านทุน ธุรกิจการเงิน การสื่อสาร ฮาร์ดแวร์ ซอพแวร์ องค์กรทางสากล ทางด้านการทหารย่อมเป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้นที่ อเมริกาจำต้องดำเนินการ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาที่กำลังจะก้าวสู่ลัทธิครองความเป็นจ้าว
สงครามในยุคกสิกรรมไร่นา มนุษย์เพียงอาศัยการพึ่งพาธรรมชาติในการดำรงชีวิต ปัจจัยการผลิตในยุคกสิกรรมไร่นา ได้แก่ ที่ดิน จอบเสียม มีด วัว ควาย ม้า เป็นต้น ดังนั้นกรอบของยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีในการทำสงคราม อันได้แก่ มีด ดาบ ธนู หอก การเคลื่อนพลเคลื่อนทัพทางบก ก็อาศัย ช้าง ม้า วัว ควาย การเคลื่อนทัพทางเรืออาศัย เรือพาย เรือใบ การสื่อสารทำได้ก็เพียง นกพิราบ ม้าเร็ว การเคลื่อนทัพเข้าตีศัตรู ทำได้ก็เพียงปะทะกันในแนวหน้า เช่น เมื่อขงเบ้งยกทัพไปปราบ ก๊กวุย ถึง ๒ ครั้ง โจโฉเพียงส่งสุมาอี้ เคลื่อนทัพมายันชายแดน ที่ยุทธการเขาจิสาน ขงเบ้ง ปราชญ์ผู้มากด้วยกลยุทธ์ ก็ถึงกับสิ้นบุญแตกทัพ  
สงครามในยุคอุตสาหกรรม เมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานจากไอน้ำ ประดิษฐ์เครื่องจักรกลได้ ทำให้การผลิตก้าวหน้ากว่ายุคกสิกรรมไร่นา แบบปฏิวัติระบบการผลิต ทำให้วิวัฒนาการสังคมเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบสังคม ทั้งด้าน เศรษฐกิจ การเมือง-การทหาร และวัฒนะธรรม ทางการทหาร ในยุคอุตสาหกรรม มนุษย์ได้นำเอาเครื่องจักร ประดิษฐ์รถยนต์ รถถัง เครื่องบิน เรือกลไฟ เพื่อใช้เป็นยุทธปัจจัย ในการทำสงคราม จักรวรรดินิยมยุคต้น อาศัยเครื่องจักรกล สร้างเรือกลไฟ ออกล่าเมืองขึ้นไปในภูมิภาคต่างทั่วโลก เช่น
เมื่อบริษัท อีสต์อินเดีย จำกัด (British East india company)ที่ได้รับสัมปทาน ผูกขาดการค้า ในย่านตะวันออกไกล จากรัฐบาลอังกฤษ โดยรัฐบาลอังกฤษยึดเอาประเทศอินเดีย เป็นศูนย์กลาง ได้นำเอาฝิ่นจากอินเดียเข้าไปจำหน่ายในจีน ในปี ค.ศ.๑๘๓๔ ในรัชกาล    เต้ากวง ( ค.ศ.๑๘๒๐-๑๘๕๐ ) และเมื่อทางการจีน และประชาชนผู้รักชาติจีน ได้มองเห็นภัยวิบัติอันร้ายแรงของฝิ่น จึงเกิดกระแสการต่อต้านฝิ่น จนเกิดขบวนการ กบฎนักมวย ขยายตัวออกไปเป็นสงครามฝิ่นและกดดัน รัชกาลเต้ากวง ประกาศ ห้ามนำเข้าฝิ่นของอังกฤษ ทำให้รัฐบาลบริตีส เป็นโกรธเป็นแค้นจีนอย่างรุนแรง 
รัฐบาลบริติส กล่าวหาจีนว่า ไม่เปิดเสรีทางการค้า โดยมิได้คำนึงถึงสินค้าของตนขัดต่อหลักจริยธรรมในสังคมหรือไม่ และอาศัยเป็นข้ออ้าง ส่งกองเรือ เข้าปิดล้อม หนิงปอ ยึดติ๋งไห่ นอกฝั่งทะเลเจ๋อเจียงทำให้เรือจีนไม่สามารถเข้าออกบริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำฉางเจียง กองเรือบริตีสออกแล่นไปยังปากแม่น้ำเหอเป่ย แล้วยึดโจวซาน ในเดือนมิถุนายนปี ๑๘๔๒ เข้ายึด เซี่ยงไฮ้ ๕ สิงหาคม ๑๘๔๒ และ บุกตะลุยเข้ายึดนานกิง ทำให้องค์จักรพรรดิ เต้ากวง ประกาศยอมแพ้สงคราม ยอมเจรจาสงบศึกทันที และจีนต้องยอมเซ็นสัญญาชดใช้ค่าเสียหายแก่อังกฤษ ๑๒ มาตรา หนึ่งในนั้นก็คือ การยกเกาะฮ่องกง ให้แก่ สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียและกษัตริย์หรือราชินีผู้สืบต่อจากพระนางตลอดไป
จะเห็นได้ว่าเมื่ออังกฤษนำเอา ยุทธศาสตร์ยุทธปัจจัยของสงครามในยุคอุตสาหกรรม เข้าทำสงครามกับจีน ที่อยู่ในยุคกสิกรรมไร่นา แม้ว่าจีนจะอุดมไปด้วยตำราพิชัยสงครามที่ขึ้นชื่อกระเดื่องนามมากมายก็ตาม   อังกฤษอาศัยกำลังพลเพียงน้อยนิด ก็สามารถพิชิตจีนที่มีประชากรเป็น ๑๐๐ ล้านคนได้อย่างง่ายดาย การที่อังกฤษนำเอารูปแบบยุทธ์ศาสตร์-ยุทธ์วิธีการสงครามในยุคอุตสาหกรรม ทำสงครามฝิ่นกับจีน ทำให้สิ้นสุดยุคสามก๊ก เรือไวกิ้ง และกลายเป็นตำนานตลอดไป
 
สงครามในยุค IT (Information technology) อภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จักรวรรดินิยมอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำโลกทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี จากการค้นคว้าเทคโนโลยีด้านอวกาศ ทำให้อเมริกาสามารถ ควบคุมการสื่อสารผ่านดาวเทียมอย่างสมบูรณ์
 
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นอภิมหาอำนาจทางการทหาร แต่ที่สุดต้องมาพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม สร้างความอัปยศอดสูอับอาย แก่อเมริกาเป็นอย่างยิ่ง ปี ค.ศ.๑๙๗๐ ดอน   สตาลี่ และดอน เมอเรลลี สองนายทหารอเมริกาผู้เคยผ่านสมรภูมิรบในเวียตนาม เกาหลี ได้พยายามลำดับเหตุการณ์ ศึกษาและวิเคราะห์ จากประสบการณ์ในสมรภูมิ เวียตนาม เกาหลี ตลอดจนการเดินทางสู่ เทลอาวิฟ เพื่อศึกษาสงคราม อียิปต์-อิสราเอล ในสงคราม ๖ วัน
 
หลังจากที่ ดอล สตารี่ ได้ค้นพบรูปแบบของสงคราม IT แล้ว เขาได้พยายามเสนอ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ทฤษฎีใหม่ชื่อ “การตั้งรับอย่างมีเขี้ยวเล็บ” ทฤษฎีนี้เสนอให้ “เจาะลึกเข้าไป “ ในสนามรบ โจมตีแนวหน้าของข้าศึก ใช้อาวุธไฮเทคที่มีวิถียิงไกลเข้าทำลายแนวกองหนุนที่ ๑ – ๒ - ๓ ลึกเข้าไปกระทั่งถึงกองบัญชาการรบของศัตรูในเวลาเดียวกัน เข้าสู่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา กระทั่งปี ๑๙๗๗ สตารีได้ถูกส่งเข้าไปเป็นผู้บัญชาการ TRADOC [ The Training and Doctrine Command ] แนวความคิด ของ ดอน สตารี ก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในกองทัพของสหรัฐอเมริกา รถถัง M-1Abrams ,เฮลิคอปเตอร์อปาเช่, ยานรบแบรดลีย์,และขีปนาวุธ แพตริออท จรวดโทมาฮอคที่นำทางด้วยแสงเลเซอร์ ฯลฯ ถูกออกแบบและสร้างอย่างลับสุดยอด 
 
ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ โลกต้องตลึงกับภาพบนจอโทรทัศน์ เมื่อกองทัพกระจ้อยร่อย ใช้กำลังทหารปฏิบัติเพียง ๒๐๐๐ นาย พร้อมอาวุธไฮเทคตาม ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีการรบรูปแบบของ ดอน สตารี่ เปิดฉากสงครามอ่าวกับอิรัก แสงไฟจากระเบิดของสหรัฐ พุ่งเข้าทำลายที่มั่นทางการทหารตลอดจนศูนย์บัญชาการรบของอิรัก วูบวาบยามราตรี สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้ชมทั่วโลก สงครามอ่าวสิ้นสุดลงด้วยเวลาเพียง ๔๒ วัน สร้างความปราชัยอย่างยับเยินแก่ อิรัก
 
อย่างไรก็ตามเบื้องหลังชัยชนะของสหรัฐที่มีต่ออิรัก ในสงครามอ่าว ที่ใช้ทหารปฏิบัติการเพียง ๒๐๐๐ นาย คงไม่แตกต่างกับสงครามฝิ่น ที่อังกฤษอาศัยกองเรือไม่กี่ลำ นายทหารไม่กี่นาย ด้วยรูปแบบ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ที่ถูกกำหนดขึ้นจากยุคอุตสาหกรรม ไปทำสงครามฝิ่นกับจีนที่มีรูปแบบ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีการรบแบบยุคกสิกรรมไร่นา
 
สงครามอ่าว สหรัฐอเมริกาใช้รูปแบบยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี การรบ ในยุค IT บนพื้นฐานที่นำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อปัจจัยการผลิตในยุคดังกล่าว ขณะที่อิรัก ใช้รูปแบบ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีการรบแบบยุคอุตสาหกรรม อาวุธยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐใช้ในสงครามอ่าว ล้วนอาศัยปัจจัยการผลิตยุค IT ทั้งสิ้น กองทัพฝ่ายอิรักถูกสะกดให้หยุดนิ่ง ด้วยการถูกสะกดรอยด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไหลเทจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง และวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้ความลับการเคลื่อนไหวของกองทัพอิรักถูกเปิดเผยอย่างละเอียดยิบ ขณะที่เครื่องมือสื่อสารอันโบราณคล่ำครึในยุคอุตสาหกรรมของกองทัพอิรักไม่สามารถจับความเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐที่รวดเร็วและแม่นยำได้                  
 
AWACS (ระบบควบคุมภัยทางอากาศ) สามารถสแกนฟ้าในมุม ๓๖๐ องศา สามารถตรวจสอบเครื่องบินรบและขีปนาวุธของศัตรู พร้อมส่งข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายลงมายังภาคพื้นดิน 
 
J-STARS ( ระบบเรดาร์เพื่อร่วมระวังภัย ) เพื่อนซี้ของ AWACS ก็ทำหน้าที่สแกนภาคพื้นดิน ตรวจสอบที่ตั้ง และช่วยทำลายกองหนุนภาคพื้นดินของข้าศึก J-STARS ส่งภาพความเคลื่อนไหวของข้าศึกภาคพื้นดินในระยะไกล ๑๕๐ ไมล์ได้ในทุกสภาพอากาศ เครื่องบิน ๒ ลำที่ติดตั้ง J-STARS เป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการของ ๔๙ ฝูงบิน ระบุเป้าหมายกว่า ๑๐๐๐ จุด และควบคุมเครื่องบินรบอีก ๗๕๐ ลำ เครื่องที่ควบคุมด้วย J-STARS มีความถูกต้องในการควบคุมเป้าหมายถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ในการบินผ่านเที่ยวแรก
 
ไพโอเนียร์ RPVs ฉายาหุ่นยนต์ทะเลทราย เป็นฝูงบินลำน้อยๆ ที่ไม่ติดอาวุธ ไม่มีคนขับ แต่เคลื่อนที่ไปโดยผู้ควบคุมภาคพื้นดิน มันทำหน้าที่ลาดตะเวนตรวจสอบความเสียหายของข้าศึก ตรวจจับความเคลื่อนไหวภาคพื้นดินของศัตรู ฐานขีปนาวุธ เป็นต้น

AWACS: Taking spy technology to new heights. From: DailyPlanetClips

 

J-STARS

 

The Pioneer drone (developed by the Israelis and produced in the U.S.)

 
จากรูปแบบยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีดังกล่าวทำให้ประวัติศาสตร์ ต้องปิดตำนานชัยชนะของแรมโบ้ ไม่มีเรือไวกิ้ง เรือกลไฟ คงไว้แต่ปรัชญาพิชัยสงครามของ ซุนหวู่ “ รู้เขารู้เราร้อยศึกบ่พ่าย “ เมื่อระบบการผลิตในสังคมใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ ระบบการผลิตในยุคอุตสาหกรรม ที่มี คอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐานของปัจจัยการผลิต IT จะเข้ามามีบทบาททางการทหาร ดังนั้นนักรบแบบแรมโบ้ ที่ร่างใหญ่ ผมสั้น ล่ำสันบึกบึน ผิวเกรียน จะหายไป นักรบยุคใหม่ในยุค IT คือมันสมองที่เพรียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความชำนาญในด้านคอมพิวเตอร์ นักวิจัย และวิศวกร เอวบางร่างน้อย ผิวเนียน บัญชาการรบในห้องปฏิบัติการ ที่เพรียบพร้อมไปด้วย Information technology
 
 
 
บทที่ ๒
การปรากฏขึ้น ของอภิมหาจักรวรรดินิยม
 
หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ร่างเงาของอภิมหาจักรวรรดินิยมเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกากลายเป็นศูนย์กลางการนำของโลกทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนะธรรม อเมริกาพยามปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของอเมริกา ความพยายามที่จะทำลายกำแพงกีดขวาง การก้าวสู่ลัทธิครองความเป็นจ้าวของอเมริกา ด้วยการสร้างกระแสโลกให้ก้าวด้วยทฤษฎี โลกาวิวัฒน์ (GLOBALIZATION) หรือโลกไร้พรมแดน เพื่อให้ทุกประเทศเปิดประตูอย่างล่อนจ้อน ให้แก่ทุนของอเมริกาเข้าไปกอบโกยทรัพย์กรของแต่ละประเทศอย่างไร้ขอบเขตและชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษสุดท้าย ของรอบพันปีที่สอง สหรัฐอเมริกาพยายามที่เข้าควบคุมโลก   ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง ระหว่างประเทศดังนี้
 
ด้านเศรษฐกิจ  อเมริกาได้ออกกฏหมายเพื่อควบคุมเวทีการค้าโลก เช่น
๑๙๘๘ กฎหมายให้อำนาจอเมริกาพิพากษาคู่ค้าไม่เป็นธรรม ในปี ๒๕๓๑รัฐสภาอเมริกาก็ผ่านกฎหมายการค้าชื่อ Onibus Trade and Competitiveness Act of ๑๙๘๘ [ OTCA ] มาตรที่อเมริกานำมาใช้บ่อย ได้แก่ มาตรา ๓๐๑ , Special 301, Super ๓๐๑
 
กฏหมายว่าด้วยชาติที่ควรได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง MFN [ The most Favourd-Nation Priciple ] เป็นกฎหมายที่ดูดี แต่อัดแน่นไปด้วยผลประโยชน์ ของอเมริกา เช่น การพยายามนำกฎหมาย ฉบับนี้ มาใช้ในการเจรจาต่อรองทางการค้ากับรัฐบาลจีนเป็นต้น
 
กฎหมายดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นกฎหมาย ที่ออกโดยรัฐสภาอเมริกา แล้วนำไปบังคับให้ประเทศต่างๆปฏิบัติตาม แม้จะขัดต่อกฎหมายสากลที่อเมริกาได้ลงนามร่วมก็ตาม
 
ด้านการเมือง
ความพยายามของ สหรัฐอเมริกาในอันที่จะยึดองค์กรสากลให้เป็นสมบัติของอเมริกาแต่ผู้เดียวตลอดไป เช่น IMF [ International Menetary Fund ] กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ใช้หลักการลงมติ “ตามสัดส่วนเงินที่ลงขัน” มิใช่หลักการ “หนึ่งประเทศหนึ่งคะแนนเสียง” ซึ่งอเมริการ่ำรวยจากการดูดกลืนโภคทรัพย์จากทั่วโลก เป็นประเทศที่ร่ำรวย ย่อมที่จะสามารถลงขันมากกว่าประเทศอื่นใด และสามารถควบคุมการบริหารงานของ IMF ให้เป็นไปในทิศทางที่อเมริกาต้องการ
 
การเจรจารอบอุรุกวัย เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๘ ยุติลงด้วยฉันทามติ ให้มีการจัดตั้งองค์การค้าโลก WTO [ World Trade Organization ] เพื่อจัดการปัญหาข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามความโกลาหลของการสรรหาผู้อำนวยการองค์การค้าโลก คนแรกก็ปั่นป่วนแทบจะหาข้อยุติไม่ได้เมื่อ สหรัฐอเมริกา ต้องการส่งคนของตนเข้าควบคุม WTO จากหลักการคัดเลือก ผู้อำนวยการ WTO ที่ยึดหลักการการสรรหาด้วย ฉันทามติ เมื่อมีผู้แสดงเจตจำนงรับตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO อยู่ 3 ท่านได้แก่..
, นาย เรนาโต รุกเจียโร อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์อิตาลี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศACP [ African,Caribbean,and Pacific Countries ] อันประกอบด้วยบรรดาประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของยุโรปตะวันตก
 
, นาย คาร์ลอส ซาลินาส เดอ กอร์ตาริ อดีตประธานาธิบดี เม็กซิโก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศละตินอเมริกา
 
, นายกิม ชุน ซู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศ ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิก
 
จากการประเมินคะแนนเสียงในเดือนมกราคม ๒๕๓๘ นายรุกเจียโรมี มีคะแนนเสียงนำโด่งทิ้งคู่แข่งทั้งสองท่าน โดยที่นาย ซาลินาส มีคะแนนเป็นอันดับสาม แต่สหรัฐยังยืนกรานที่จะสนับสนุนนาย ซาลินาส ต่อไป ทำให้กระบวนการสรรหายืดเยื้อจนเลยกำหนด วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๘ 
 
ระหว่างการสรรหาผู้อำนวยการ WTO การเมืองภายในประเทศเม็กซิโก เมื่อนาย ราอูลซาลินาส พี่ชายของนายคาร์ลอส ซาลินาส ถูกจับในข้อหาฆ่าปรปักษ์ทางการเมือง เรื่องนี้ได้สร้างความเสื่อมเสียให้กับนาย คาร์ลอส ซาลินาส อย่างยิ่ง ขณะที่นายคาร์ลอส ซาลินาส ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การลดค่าเงินเปโซ ซื่งก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา 
 
ในที่สุดนายคาร์ลอส ซาลินาส ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครรับตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO ในต้นเดือนมีนาคม ๒๕๓๘ และต่อมาได้อพยพลี้ภัยไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา
 
แม้ว่านายคาร์ลอส ซาลินาส จะได้ถอนตัวแล้วก็ตาม แต่เส้นทางสู่ตำแหน่งของนาย รุกเจียโร หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ๒๕๓๘ นายรุเจียโรต้องเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อพบปะกับนาย มิกกี้ แคนเตอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ [ USTR ] และบรรดาผู้นำรัฐบาลคลินตันเพื่อขอเสียงสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดก็มีการเจรจาในประเด็นสำคัญบางประเด็น จนเป็นที่พอใจ รัฐบาลคลินตันจึงประกาศรับรองนายรุกเจียโร 
 
อย่างไรก็ตามยังคงเหลือคู่แข่งอีกหนึ่งท่าน นายกิม ชุน ซู คู่แข่งจากเอเซียแปซิฟิก หากนาย กิม ชุน ซู ยังคงต้องการที่จะแข่งขันต่อไปอีก กระบวนการสรรหาผู้อำนวยการ WTO ก็จะยืดเยื้อต่อไปอีก การที่การสรรหายุติลงได้ ก็เพราะมีการเสนอให้ นายกิม ชุน ซูดำรงค์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ WTO พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการซื้อเสียงหรือไม่ เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป
 
และเมื่อครบวาระการดำรงค์ตำแหน่งของนาย เรนาโต รุกเจียโร ในปี ๒๕๔๒ การสรรหาผู้ที่จะมาดำรงค์ตำแหน่งแทนนาย รุกเจียโร ในเดือนมกราคม ๒๕๔๒ ได้มีผู้สมัครเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO สองท่าน ได้แก่
 
, ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ญี่ปุ่นมีกลุ่มประเทศในย่านเอเซียแปซิฟิก และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป อย่างน้อยในช่วงแรกของกระบวนการสรรหา
 
, นาย ไมค์ มัวร์ อดีตนายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์ ที่ไดัรับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าจากการประเมินคะแนนเสียง นายศุภชัย ได้รับเสียงสนับสนุน นำนายไมค์ มัวร์มาโดยตลอด เนื่องจากหลักการการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงค์ตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO ด้วยหลักการฉันทามติ ทำให้ทั่วโลกเกิดความเอือมระอาต่อสหรัฐอเมริกาที่มักจะอ้างตนว่าเป็นประเทศผู้นำด้านเสรีประชาธิปไตยมาตลอด 
 
เมื่อสหรัฐอเมริกา ดื้อดึง และใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะกีดกันไม่ให้ นายศุภชัย ได้ขึ้นดำรงค์ตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO และยังดึงดันที่จะสนับสนุนนาย ไมค์ มัวร์ ต่อไป ด้วยการส่ง นาง เมเดลิน อันไบรท์ ออกวิ่งพล่านไปทั่วโลก เสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับประเทศอื่นๆเพื่อหาเสียงสนับสนุน นาย ไมค์ มัวร์ 
 
การสรรหาผู้มาดำรงค์ตำแหน่งผู้อำนวยการ WTO ในครั้งนี้ เต็มไปด้วยความสกปรกเลอะเทอะของอเมริกา ในเดือนพฤษภาคม 2542 นับเป็นเดือนแห่งความวุ่นวายที่สุดของการสรรหาผู้อำนวยการ WTO โดยคณะกรรมการสรรหาของ WTO ได้ออกมายืนยันว่าจากการซาวเสียง นายไมค์ มัวร์ ที่มีแกนนำการสนับสนุนโดย อเมริกามีคะแนนเสียงนำ
 
.ร.ศุภชัย ที่มีแกนนำการสนับสนุนโดยญี่ปุ่น และถึงกับเสนอให้ดร.ศุภชัย ถอนตัวจากการสมัครในครั้งนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้าไม่กี่วัน ดร.ศุภชัย มีคะแนนสนับสนุนมากกว่า ทำให้ฝ่ายสนับสนุนดร.ศุภชัย     ขอให้มีการซาวเสียงแบบยกมือเรื่องดังกล่าวจึงเงียบไปขณะที่เขียนเรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติ                                           
 
การต่อสู้ในเวทีทางการเมืองระหว่างประเทศ จะยังดำรงค์อยู่ต่อไป และจะทวีความดุเดือดแหลมคมมากยิ่งขึ้น      บทเรียนของประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจาก จักรวรรดินิยมอเมริก จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องและแสวงหาความเป็นธรรมในเวทีการเมืองรหว่างประเทศ เป็นที่น่าสังเกต ทั้งญี่ปุ่น และ สหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ถึงกับต้องออกโรงเพื่อขัดขวางไม่ให้อเมริกา เข้าไปควบคุมองค์การค้าโลก ได้สะท้อนภาพจักรวรรดินิยมอเมริกาชัดเจนมากขึ้นที่กำลังกระทบกระเทือน ต่อผลประโยชน์ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลาย
 
อย่างไรก็ตามองค์การสากลล้วนแล้วแต่เป็น องค์การเสือกระดาษทั้งสิ้น   กฎระเบียบที่ออกมาจะมีผลบังคับในทางปฏิบัติก็แต่ประเทศที่อ่อนแอ หามีผลบังคับต่อประเทศมหาอำนาจแต่อย่างใด จักรวรรดินิยมอเมริกา ต้องการควบคุมองค์กรทางสากลก็เพียงเพื่อการเข้าไปสร้างระเบียบต่างๆที่เป็นผลประโยชน์ต่ออเมริกา ไปบังคับให้ประเทศที่อ่อนแอกว่าปฏิบัติตามเท่านั้น และเพื่อให้การเอารัดเอาเปรียบของอเมริกาดูชอบธรรมมากขึ้น โดยปกติอเมริกาจะมีการออกกฎหมายโดยรัฐสภาอเมริกา และนำไปใช้ให้ประเทศอื่นๆปฏิบัติตาม อยู่แล้ว ซึ่งบางอย่างขัดต่อกฎหมายทางสากลที่อเมริกาได้ร่วมลงนามด้วย
 
IMF กับประเทศไทย
นับตั้งแต่เดือน กันยายน ๒๕๓๖ รัฐบาลชวน หลีกภัย โดยร.ม.ต.กระทรวงการคลัง นาย ธารินทร์ นิมนานเหมินท์ ได้ผ่านความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี ให้เปิดเสรีทางการเงิน (BIBF=Bangkok International Banking Facilities)อย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อกระแสโลกาวิวัฒน์ อย่างไม่มีขอบเขต กล่าวคือ ได้มีการอนุมัติให้สถาบันการเงินต่างๆกว่า ๖๐ สถาบันสามารถดำเนินวิเทศธนกิจได้ โดยมิได้มีมาตรการ ควบคุม - ติดตามการไหลเข้าของเงิน      ทำให้เงินที่ไหลเข้าไปอยู่ในส่วนของการเก็งกำไร ในตลาดทุน, ที่ดิน, อหังสาริมทรัพย์, และส่วนใหญ่จะเป็นเงินกู้ระยะสั้น ๒- ๓ ปี   ดังรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย
 
ในปีพ.ศ.๒๕๓๘ การขาดดุลการชำระเงินเดินสะพัดของไทยได้ขยายตัวไปถึงระดับร้อยละ ๘.๒ ของรายได้ประชาชาติ   
 
ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ การลงทุนภายในประเทศเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของรายได้ประชาชาติได้พุ่งสูงขึ้นถึง ร้อยละ ๔๑ อนึ่งเงินทุนที่ไหลเข้าในอัตราที่สูงมากนี้ เป็นการลงทุนของนักลงทุนจากต่างชาติแต่เพียงส่วนน้อย และไปลงทุนในส่วนที่ก่อให้เกิดผลผลิตเป็นส่วนน้อยนิด ส่วนใหญ่จะเป็นเงินกู้ระยะสั้นที่ไปลงทุนในส่วนของการเก็งกำไรแทบทั้งสิ้น
 
จากการเปิดวิเทศธนกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นมา ระดับหนี้สินเริ่มขยายตัวเร็วกว่ารายได้ประชาชาติอย่างต่อเนื่อง และในปีพ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ขึ้นไปถึง ร้อยละ ๕๐.๑๔ ของรายได้ประชาชาติ (เกินร้อยละ ๔๐ ถือว่าเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว)
 
การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศ ได้เพิ่มการปล่อยสินเชื่ออย่างรวดเร็ว ทำให้อัตราส่วนของการปล่อยสินเชื่อต่อปริมาณเงินฝากสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ได้เพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวจากต่ำกว่า ๑ ใน พ.ศ. ๒๕๓๓ สูงขึ้นจนถึง ๑.๓๕ เมื่อสิ้นไตรมาสที่สองของปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยมีการขยายตัวในอัตราสูงเป็นพิเศษในปี พ.ศ. ๒๕๓๗
 
เมื่อถึงจุดที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว เนื่องจากเงินที่ไหลเข้าไม่ได้ไปลงทุนในส่วนที่ก่อให้เกิดผลผลิต   ปี ๒๕๓๗-๒๕๓๘ สัญญานทางการคลังเริ่มบ่งชี้ถึงอันตรายทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อเงินทุนสำรองของประเทศ ผูกแขวนอยู่กับการลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์   และเงินกู้จากต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น    
จากการขาดไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ   รัฐบาล ชวน   หลีกภัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธารินทร์   นิมมานเหมินท์ ไม่ทราบว่าเบาปัญญามองไม่เห็นถึงความเปราะบางฐานะทางการคลังของประเทศหรือต้องการฉวยโอกาสสร้างภาพ   กลับโหมโฆษณาถึงความสำเร็จ ของนโยบาย เปิดเสรีทางการเงิน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด อัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ ๘.๖ ต่อปี การสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ มีโครงสร้างที่มั่นคงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน        
 
ทั้งๆที่ความเป็นจริง การสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศ หากเป็นผลมาจาก ระบบเศรษฐกิจที่ดี กล่าวคือได้มาจากการส่งออกสินค้าและบริการ ทุนสำรองระหว่างประเทศ จึงมีโครงสร้างมั่นคง เมื่อผู้บริหารขาดวิสัยทัศน์ จึงไม่มีนโยบายหรือมาตรการ ที่จะป้องกันบ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะทางการคลัง และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ 
 
วิกฤติทางการเงิน ๑๑-๑๓ มกราคม ๒๕๓๘ ได้ส่งผลสะเทือนทางการเงินอย่างรุนแรงเพียงเมื่อถูกทดสอบโดย บทวิเคราะห์ “ Could a Mexican Peso happen in Asia ? Not Likely For Now “ ของนาย จิม วอล์คเกอร์ แห่ง Credit Lyonnais (Asia) LTD. ในฮ่องกง
 
จากเหตุดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึง บ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะฐานะทางการคลังของประเทศ แต่แทนที่ผู้บริหาร ต้องขอบคุณ นายจิม วอล์คเกอร์      แล้วหามาตรการมาเสริมความมั่นคงทางการคลัง กลับกล่าวหา นาย จิม วอล์คเกอร์ ว่าเป็นต้นเหตุวิกฤติทางการเงินในขณะนั้น สัญญานของเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่ฟองสบู่กำลังเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ 
 
ได้เกิดวิกฤติทางการเงินอีกครั้งระหว่าง วันจันทร์ที่ ๒๙ กรกฎาคม ถึง ๒ สิงหาคม ๒๕๓๙ เมื่อเงินบาทถูกเทขายในตลาดการเงินต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ตลอดจนการเทขายเงินบาทในตลาดการเงินภายในประเทศด้วย หลังจากวิกฤติการเงินในเดือน กรกฏาคม ๒๕๓๙ แต่ก็หาได้ผ่านไปอย่างราบเรียบไม่ 
 
ข่าวลือเรื่องค่าเงินบาทยังสะพัดอย่างต่อเนื่อง ในวงการการเงินระหว่างประเทศ ว่าค่าเงินบาทยังสูงกว่าความเป็นจริง (Overvaluation) ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็แทบจากหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาข่าวลือเรื่องการลดค่าเงินบาทไม่ได้ เนื่องจากฐานะดุลบัญชีเดินสะพัด และภาวะเงินเฟ้อไม่กระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด 
 
การขยายตัวของการส่งออกตกต่ำลง เป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลง เป็นผลให้อีก ๖ เดือนต่อมาฟองสบู่ก็แตก เมื่อได้มีการโจมตีค่าเงินบาทอีกครั้งในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ และการโจมตีค่าเงินบาทครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือน พฤษภาคม ๒๕๔๐ จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ค่าเงินบาทอย่างรุนแรง 
 
เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในระหว่างการเข้าโจมตีค่าเงินบาท ที่นำโดย จอร์จช โซรอสซ์ ในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ และ เดือน พฤษภาคม ๒๕๔๐ นั้น สถาบันการจัดอันดับ เครดิต มูดดี้   กับ S&P ได้ออกมาจัดลดอันดับเครดิตของประเทศไทย และสถาบันการเงินไทย สลับกัน หัวเดือนท้ายเดือนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า ๙ ครั้ง
 
ทำให้กระแสจิตวิทยาการเก็งกำไรทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ทัพของนักเก็งกำไรในตลาดการเงิน ถาโถมนำเงินบาทในตลาดการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศไปสู่การเก็งกำไร ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะปกป้องค่าเงินบาท จนกลายเป็นวิกฤติที่รุนแรง อย่างต่อเนื่อง 
 
ขณะที่วิกฤติค่าเงินบาททวีความรุนแรง ตามแรงกระตุ้นจากการจัดลดอันดับเคริดิต เศรษฐกิจ-การเงิน-สถาบันการเงินไทยของ มูดดี้ส์ สลับ กับ S&P วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปิด ๑๖ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ 
 
วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องประกาศนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้ค่าเงินบาทลอยตัว และทำให้ประเทศไทยจำต้องเข้าขอรับความช่วยเหลือจาก ”กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๐ อย่างจนตรอก และจำต้องยอมรับเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย (Policy onditionalities) อย่างเชื่องๆ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ โดยเป็นเงื่อนไขอันเข้มงวด รวมทั้งการประกาศปิดกิจการธุรกิจเงินทุนอีก ๔๒ บริษัทในวันเดียวกัน ทำให้สถาบันการเงินของไทยถูกปิดไปรวม ๕๘ แห่ง
 
IMF (I’m American Fund ) องค์การบาป ในคราบของอเมริกา
จากยุทธศาสตร์ของอเมริกาที่ต้องการ หยุดยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกกริม และเพื่อการเข้าควบคุมทุน ประเทศไทยถูกคัดเลือกให้เป็นประเทศ จุดเริ่มต้นของการเข้าโจมตีเนื่องจากเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ (ที่เปิดเสรีทางการเงินปล่อยให้เงินใหลเข้าโดยขาดมาตรการควบคุม ทำให้เงินที่ใหลเข้าไม่ได้ไปอยู่ในส่วนของการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิต แต่ไปลงทุนในส่วนขอการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ) ด้านการเมือง ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ของพรรคเป็นหลัก ชาติเป็นรอง  
 
แผนการเข้าโจมตีประเทศไทยถูกแบ่งออก ๓ ภาค
 
ภาคที่ ๑ โจมตีเศรษฐกิจเพื่อเข้าควบคุมทุน (๒๕๓๙- กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๑)
เริ่มต้นปี ๒๕๓๙ สร้างผลทางด้านจิตวิทยาในตลาดการเงินระหว่างประเทศให้เห็นว่าฟองสบู่กำลังก่อตัวขึ้นที่ประเทศไทย เมื่อ Moody’s ได้เปิดแถลงข่าวที่จะจัดลดอันดับเครดิตประเทศไทย ในเดือน พฤษภาคม ๒๕๓๙ และ ในเดือน กันยายน ๒๕๓๙ ได้จัดลดอันดับเครดิตระยะสั้นประเทศไทย
 
จากนั้นในเดือนมกราคม และพฤษภาคม ๒๕๔๐ จอร์จช โซรอสซ์ ได้เข้าโจมตีค่าเงินบาท เพื่อกระตุ้นกระแสค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าความเป็นจริง เสริมรายงานงานของ Moody’s กับ S&P ที่ได้ออกมาจัดลดอันดับเครดิตของประเทศไทย และสถาบันการเงินไทย สลับกัน หัวเดือนท้ายเดือนอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า ๙ ครั้ง ระหว่างเดือน มกราคม-เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐
 
ทำให้กระแสจิตวิทยาการเก็งกำไรค่าเงินทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ทัพของนักเก็งกำไรในตลาดการเงิน ถาโถมนำเงินบาทในตลาดการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศไปสู่การเก็งกำไร วิกฤติสถาบันการเงินเริ่มส่งผลอย่างรุนแรง เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปิด ๑๖ สถาบันการเงินในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ ในที่สุดรัฐบาลหมดปัญญาที่จะปกป้องค่างินบาท 
 
รัฐบาลไทยไม่มีทางเลือกต้องประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว และขอรับความช่วยเหลือจาก IMF ในวันที่ ๒๗ กรกฏาคม ๒๕๔๐ และในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ต้องสั่งปิดสถาบันการเงินอีก ๔๒ แห่งตามแรงบีบของIMF(นโยบาย Policy Conditionnalities ) จากนั้น IMF ได้บีบให้ไทย ออกพระราชบัญญัติทางการเงิน ๖ ฉบับ เพื่อรองรับเปิดโอกาสการเข้าเก็บเกี่ยวทุนของต่างชาติ ในเดือนตุลาคม ๒๕๔๐ และปิดการโจมตีภาคที่ ๑ ด้วยการจัดแยก Good Bank และ Bad Bank ภายในเดือน กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๑
สรุปผลการโจมตีภาคที่ ๑
 
-    รัฐบาลตกอยู่ในวังวนไม่สามารถควบคุมกระแสการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ ต้องประกาศค่าเงินบาทลอยตัว
-    สั่งปิด ๕๖ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มูลค่ากว่า ๘๐๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท
-    ออกพระราชบัญญัติทางการการเงิน ๖ ฉบับ ที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเข้าเก็บเกี่ยวทุน และลงทุนในสถาบันการเงินได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
-    จัดแยกทรัพย์สิน ๕๖ สถาบันการเงิน Good Bank Bad Bank
 
ภาคที่ ๒ การเข้าเก็บเกี่ยวทุน (มีนาคม ๒๕๔๑ – ธันวาคม ๒๕๔๒)
หลังจากการโจมตีภาคที่ ๑ ที่ กดดันให้มีการสั่งปิด ๕๖ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ที่มีทรัพย์สินรวมกันไม่ต่ำกว่า ๘๐๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท (แปดแสนล้านบาท) พร้อมออกกฎหมายรองรับการเข้าเก็บเกี่ยวทุนแล้ว ในภาคที่ ๒ เป็นขั้นตอนที่ กดดันให้เศรษฐกิจของประเทศพังทะลายทั้งระบบเพื่อเข้าเก็บเกี่ยวทุนในราคาได้ฟรี 
 
โดย IMF (I’m American Fund ) ได้สั่งการให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข ม่านควันอันสวยหรู “เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินไทยเข้าสู่มาตรฐานสากล “ ด้วยการให้ ธนาคารตั้งสำรองหนี้เสีย NPLs ( Non Performing Loan ) โดยรัฐบาลประกาศมาตรการ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๑ เพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน กำหนดให้ธนาคารตั้งสำรองหนี้เสีย NPLs ภายในเดือน ธันวาคม ๒๕๔๑
จากมาตรการ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๑ ดังกล่าวได้นำไปสู่การพังทะลายของเศรษฐกิจไทย ที่ไม่มีV U L (วัน) ฟื้นตัว ดังนี้
 
,ธนาคารพาณิชย์ต้องเร่งระดมเงินฝาก ดอกเบี้ยสูง ๑๗-๒๐ % เพื่อเตรียมตั้งสำรองหนี้เสีย
 
,ต้นทุนดอกเบี้ยธนาคารสูง จาก รายรับที่ลดลง (ลูกหนี้ NPL) ,ดอกเบี้ยเงินฝากสูง, ตั้งสำรองหนี้เสีย , ทำให้ธนาคารต้องคิดอกเบี้ยจากลูกค้าปกติสูงถึง ๑๙-๒๒ %
 
,จากการตั้งสำรองหนี้เสียกลุ่มลูกค้า NPL ทำให้เม็ดเงินในตลาดหายไป ธนาคารไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้
 
,โครงสร้างการผลิต การตลาด พังทลาย กำลังซื้อไม่มี ยอดขายลดลงรองรับจุดคุ้มทุนไม่ได้ การขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการไม่สามารถหยุดการไหลออกของเงิน, ปลดคนงาน, คนตกงานมากขึ้นเรื่อยๆไปกระตุ้นให้กำลังซื้อลดลงรุนแรงมากขึ้น ขณะที่พืชผลทางการเกษตรตกต่ำขายไม่ออก, ดอกเบี้ยสูง, รัฐเร่งรัดภาษี, การซื้อขายเครดิตสั้นลง-เงินสด-เช็คเด้ง, สารพันปัญหากับการเผชิญบ่วงวิบากกรรมของผู้ประกอบการ  นำไปสู่การขาดสภาพคล่อง และกลายเป็นกลุ่มลูกหนี้ NPL
 
,ป.ร.ส. Thailand Grand Sell ๘๐% การนำทรัพย์สินของ ๕๖ สถาบันการเงินออกประมูลขาย ให้ต่างชาติ (ปรส.กำหนดเงื่อนไขให้ต่างชาติประมูลเท่านั้น คนไทยไม่มีสิทธิประมูล) ด้วยราคาต่ำเพียง ๑๘- ๒๐ % ท่ามกลางกลิ่นคลุ้งฉาวโฉ่ของความไม่โปร่งใสในการประมูล
 
,จากการที่ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้เสียจากกลุ่มลูกหนี้ NPLs ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การดิ้นรนของธนาคารที่จะขายหุ้นเพิ่มทุนกับต่างชาติในราคาถูกๆ ก่อนที่จะถูกรัฐบาลเข้ายึดกิจการ (เพื่อขายให้ต่างชาติ ) วิ่งกันให้วุ่นสับสนอลหม่านกันไปหมด
 
,การออกพระราชบัญญัติ ๑๑ ฉบับเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายใต้การสั่งการของ IMF เช่นกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวต่างชาติ ที่ให้สิทธิ์ครอบครองได้ถึง ๑๐๐ ปี   ให้สิทธิชาวต่างชาติสามารถประกอบอาชีพได้เท่าเทียมกับคนไทย(ไม่มีอาชีพสงวนสำหรับคนไทย) จะส่งผลให้อนาคตของเยาวชนไทย จะไม่มีโอกาสขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจ หมดยุคเฒ่าแก่สำหรับธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกสำหรับคนไทยอีกต่อไป เพราะไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทจากต่างชาติได้เช่น เซเว่นอีเลเว่น แมคโคร เป็นต้น กฎหมายล้มละลาย ซึ่งต่อแต่นี้ไปเมื่อต่างชาติเข้าควบทุนหมดแล้ว คนไทยก็คือลูกหนี้ กฎหมายดังกล่าวมุ่งให้สิทธิ์แก่เจ้าหนี้มากกว่าการให้ความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ เป็นต้น
 
,รัฐวิสาหกิจ (ที่มีกำไร) ที่เป็นองค์กรจัดการเรื่อง สาธารณูประโภคบริการแก่ประชาชน ก็จะถูกนำออกขายให้แก่ต่างชาติ เพื่อใช้หนี้ต่างชาติ โดยอ้างว่ารัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรที่เทอะทะ เต็มไปด้วยคอรัปชั่น หากขาดทุนก็จะต้องนำเงินภาษีประชาชนไปชดเชย ฟังดูเหมือนกับมีเหตุผลอันชอบธรรม แต่หากจะมองให้ลึกลงไป ก็จะพบว่า แม้ว่าการบริหารรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาจะมีปัญหาดังกล่าวจริง แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลพอที่จะกล่าวอ้างเพื่อขายให้ต่างชาติ 
 
แม้ว่าการที่รัฐวิสาหกิจใช้พนักงานมากเกินไป แต่นั่นก็เป็นการที่คนไทยมีงานทำ หรือ พอใจที่ต้องการให้ต่างชาติมาปลดพนักงานเพื่อให้คนไทยตกงานเพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ จะขาดทุนจากการบริหารงานของคนไทย แต่เงินก็ไม่ได้รั่วไหลออกนอกประเทศ แต่กลับจะเป็นกระแสเงินที่หมุนเวียน เกิดกำลังซื้อขึ้นภายในประเทศ และการมีงานทำของคนไทย 
 
อย่างไรก็ตามไม่ได้เห็นด้วยกับการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจแบบที่ผ่านมา เพียงแต่ต้องการเปรียบเทียบกับการขายให้ต่างชาติ ที่เมื่อขายให้ต่างชาติแล้วแน่นอนที่สุดการปลดพนักงานย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ประการที่สอง หากขาดทุน ย่อมต้องบีบให้รัฐยอมให้ขึ้นราคาค่าบริการจนเกิดกำไร และหากมีกำไรจะมีหลักประกันอย่างไรว่าเงินจะไม่ไหลออกนอกประเทศ   และอีกทางออกหนึ่งยังสามารถที่จะปรับปรุงรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือขายให้เอกชนไทย อย่างน้อยที่สุดเงินจะหมุนเวียนภายในประเทศ 
 
สรุปผลการเข้าโจมตีภาค ๒ 
 
๑,กดดันให้ออกจากมาตรการ ๑๔ เมษายน ๒๕๔๒ เพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินด้วยการให้ธนาคารจัดชั้นลูกหนี้ NPLs และการตั้งสำรองหนี้เสีย ได้ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อระบบธนาคารไทย จากการตั้งสำรองหนี้เสียจากกลู่มลูกหนี้ NPL ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเพิ่มทุนของธนาคารไม่มีวันจบสิ้น การดิ้นรนของธนาคารที่จะขายหุ้นเพิ่มทุนกับต่างชาติ ก่อนที่จะถูกรัฐบาลเข้ายึดกิจการ( เพื่อขายให้ต่างชาติ ) แต่ถึงที่สุดแล้วคาดกันว่า ระบบสถาบันการเงินไทยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศจะถูกต่างชาติ เข้าซื้อและควบคุมกิจการทั้งระบบ อาจเหลือธนาคารที่เป็นของคนไทยไม่มากกว่า ๒ ธนาคาร นับเป็นการสูญเสียเอกราชทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย 
๒,จากการที่ประเทศไทยถูกควบคุม ทางด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และวัฒนธรรม ภายใต้การกำหนดของต่างชาติ 
๓,การผ่านกฏหมายเพื่อให้รัฐบาล สามารถที่จะขายรัฐวิสาหกิจแก่ต่างชาติได้
๔,ปิดการโจมตีภาคที่ ๒ ด้วยการถูกบีบให้ออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับ เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อันนำไปสู่การเปิดโอกาสให้สิทธิแก่ต่างชาติ ในอันที่จะเข้าควบประเทศไทย 
                    
ภาคที่ ๓ การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ๒๕๔๓ เป็นต้นไป 
หลังจากการเข้าควบคุมทุนโดยเบ็ดเสร็จของต่างชาติภายใต้การนำของ สหรัฐอเมริกาแล้ว ผลประโยชน์จากการลงทุน ของผู้ประกอบการทั้งหมดในประเทศ จะถูกปันผลในรูปของ ดอกเบี้ย ให้กับธนาคารซึ่งถูกควบคุมโดยต่างชาติ ตามรูปแบบใหม่ของการดูดกลืนโภคทรัพย์ของนักล่าเมืองขึ้น ดูเหมือนเป็นความชอบธรรม แต่รังษีอำหิต ดุดันกว่าการล่าเมืองขึ้นในยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟยิ่งนัก
เมื่ออเมริกาสามารถควบคุมประเทศไทยทางด้านเศรษฐกิจแล้ว การควบคุมทางการเมือง จะนำประเทศไทยไปสู่ จุดยุทธศาสตร์ทางการทหารหากอเมริกาที่ขัดแย้งกับจีนทางเศรษฐกิจ และต้องการปิดล้อมจีนทางการทหาร ตามยุทธศาสตร์ลัทธิครองความเป็นจ้าวของอเมริกา 
 
 
 
 
 
บทที่ ๓
สงครามและสันติภาพ
 
สงครามประชาชาติ
ปัญหาในเรื่องของชนชาติ หลังจากจักรวรรดินิยมยุคเก่าออกล่าเมืองขึ้นไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ได้มีการแบ่งแยกดินแดนตามอำเภอใจ   และจงใจที่จะสร้างปัญหาความขัดแย้งทางประชาชาติให้เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ โดยมิได้คำนึงถึง ชุมชนที่อยู่อาศัยของแต่ละชนชาติ อยู่กันอย่างไรในขณะนั้น เพื่อง่ายต่อการปกครอง เช่นการแบ่งเขตแดนของประเทศต่างๆ ทั้งในอาฟริกา เหนือ - อาฟริกาใต้ ด้วยการขีดเส้นตรงแบ่งแยกดินแดนให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งต่อมาได้เกิดปัญหาสงครามประชาชาติ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก   
 
ระบอบเศรษฐกิจ-การเมือง 
   James Watt
ปี ค.ศ. ๑๗๖๙-๑๗๘๑ เมื่อ เจมส์ สวัตต์ นำเอาเครื่องคอนเดนเซอร์ ประกอบเข้ากับเครื่องจักรไอน้ำ และดัดแปลงเครื่องยนต์ไอน้ำดีขึ้นจนเป็นรถยนต์ไอน้ำขับได้และทำให้ อังกฤษกลายเป็นประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรม   ในยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ
ในขณะที่อังกฤษกำลังปฏิวัติระบบการผลิต ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ ก็ได้กำเนิดแนวคิดทฤษฏีใหม่ เกี่ยวกับการวัฒนาการท่านแรก คาร์ลมาร์กซ์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็น “ นักวิทยาศาสตร์สังคม “ และชาร์ล ดาร์วิน เป็นอีกท่านหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ที่นำเสนอทฤษฏี “ กฏแห่งการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต “ ซึ่งได้สร้างผลสะเทือนเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจ,การเมือง,และวัฒนธรรม สังคมโลกอย่างก้าวกระโดด
    
Darwin's Dangerous Idea           
ปี ค.ศ. ๑๘๕๙ ชาร์ล ดาร์วิน ได้ออกหนังสือ ชื่อ “ The Origin of Species “ ชื่อเต็ม ( On the Origin of Species By Means of Natural Selection or the Preservation of Favoured Reac in the Struggle for life ) หลังจากหนังสือถูกตีพิมพ์ออกเผยแพร่ ก็พบกับพายุของการถูกประณาม อย่างรุนแรง ว่า “ เป็นมนุษย์ที่อันตรายที่สุดในอังกฤษ “ เป็นผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เป็นศัตรูกับศาสนา และจริยธรรม เพราะทฤษฏีของดาร์วินคัดค้านการสร้างโลกนี้โดยพระเจ้า ซึ่งสร้างเสร็จภายใน ๖ วัน ตามที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล 
    Charles Darwin 1803-1873
ในการเสนอแนวความคิดของดาร์วินได้สร้างผลสะเทือนอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ดาร์วินจึงเป็นนักปฏิวัติเช่นเดียวกับมาร์กซ์ และเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ที่จะมองเห็นความโกรธแค้นที่ประชาชนในยุคนั้นแสดงออก เมื่อทราบว่าตัวมนุษย์เองนั้น ได้วิวัฒนาการมาจากสัตว์ระดับต่ำๆ แต่ก็เช่นเดียวกันกับนิวตัน คือ ดาร์วินได้เปลี่ยนแปลงทัศนะของมนุษย์ ในเรื่องเกี่ยวกับตัวมนุษย์เองกับจักรวาลที่เขาอยู่ และเมื่อดาร์วินถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. ๑๘๘๒ ศพของเขาถูกนำมาฝังไว้ที่เวสต์มินสเตอร์ใกล้ๆกับหลุมฝังศพของ เซอร์ไอแซค นิวตัน
 
ชาร์ล ดาร์วิน ปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีวิต”
 
ก่อนหน้านั้นจนกระทั่งถึงประมาณช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๘ คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ คงมีความเชื่อว่าชีวิตมนุษย์คงต้องดำเนินต่อไปเหมือนอย่างที่เป็นมา คือประชากรส่วนใหญ่ของโลก ดำรงค์ชีวิตอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรม และพลังงานส่วนใหญ่ที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ จะต้องเป็นพลังงานจากลม จากน้ำ จากกล้ามเนื้อของมนุษย์และสัตว์ต่อไปเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา
 KarlMarx  Friedrich Engels
ปี ค.ศ. ๑๘๔๘ หนังสือ Communist Manifestoของ คาร์ล มาร์กซ์ กับ ฟรีดริซ เองเกลส์ ซึ่งทั้งสองเป็นชาวเยอรมัน ที่ไปทำงานอยู่ในอังกฤษ หนังสือดังกล่าว ได้เขียนถึงกฏแห่งการวิวัฒนาการของสังคม ที่เริ่มจาก
สังคมบุพกาล การดำรงค์ชีวิตของมนุษย์ เพียงอาศัยพึ่งพาธรรมชาติ ในการดำรงชีวิต 
 
สังคมครองทาส เมื่อชุมชนมนุษย์เติบโตขึ้นกลายเป็นสังคมชนเผ่าต่างๆที่แต่ละชนเผ่ามีประชากรเพิ่มมากขึ้น การพี่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงค์ชีวิต ทำให้เริ่มมีการผลิตแบบกสิกรรมไร่นา ในยุคนี้มนุษย์อาศัยปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน , จอบ , เสียม , วัวควาย เพื่อใช้ในการผลิต ต่อมาได้เกิดการต่อสู้ระหว่างชนเผ่าต่างๆเพื่อแย่งที่ดินที่เป็นพื้นฐานของปัจจัยการผลิต ผู้ชนะก็จะกวาดต้อนผู้แพ้มาเป็นข้าทาสไปทำการผลิตกสิกรรมไร่นาแทนนายทาส นายทาสจะได้รับผลตอบแทนจากส่วนเกินของการผลิต ขณะที่ข้าทาส ได้รับผลตอบแทนเพียงการกินอยู่เพื่อรับใช้นายทาสต่อไป ทาสต่อต้านนายทาสด้วยการเฉื่อยงาน
 
สังคมทุนนิยม เมื่อมนุษย์ประดิษฐ์เครื่องจักรกลแทนแรงงานจากคน มาใช้ในการผลิต โรงงานอุตสาหกรรม ได้กลายเป็นพื้นฐานของปัจจัยการผลิตในยุคทุนนิยมแทนปัจจัยการผลิตในยุคกสิกรรมไร่นา นับเป็นการปฎิวัติการผลิตครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ จากการแลกเปลี่ยนสินค้าในยุคกสิกรรมไร่นา เปลี่ยนมาเป็นการใช้เงินตราในการแลกเปลี่ยนสินค้าแทน กระบวนการผลตอบแทนของนายทุนที่กุมปัจจัยการผลิต ได้แก่ ทุน-เครื่องจักรอุตสาหกรรม-ตลาด-กำไร-จักรวรรดินิยม อุดมการณ์สูงสุดของยุคทุนนิยมคือ “การผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด“ 
 
สังคมนิยม เมื่อวิวัฒนาการของระบบทุนนิยมได้สร้างคุณูประการอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาปัจจัยการผลิตเครื่องจักรอุสาหกรรม เครื่องคอมพิวเตอร์ได้เข้ามาแทนที่ คอนเดนเซอร์ ของเจม สวัตต์ ที่ทำให้ปฎิวัติการผลิตจากกสิกรรมไร่นา สู่การผลิตแบบอุตสาหกรรมป่องควันไฟ และได้พัฒนาสู่อุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี เมื่อคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อระบบการผลิตในยุคทุนนิยมในทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง ทำให้การผลิตล้นเหลือต่อความต้องการของตลาด และวิวัฒนาการของการผลิตสู่        การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ในยุค สังคมนิยม โดยมีอุดมการณ์สูงสุดของการผลิตที่ “แต่ละคนตามความสามารถให้แก่แต่ละคนตามความสามารถ“ 
 
สังคมคอมมิวนิสต์ เมื่อสังคมมนุษย์วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ถึงขั้นสูงสุดในยุคสังคมนิยมแล้ว การวิวัฒนาการก็จะเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์ ที่มีอุดมการสูงสุด “แต่ละคนตามความสามารถให้แก่แต่ละคนตามความต้องการ”
 
คาร์ล มาร์กซ์ ปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สังคม”
 
ปี ค.ศ. ๑๙๘๕ หนังสือ THE THIRD WAVE เขียนโดย ALVIN TOFFLER ชาวอเมริกัน กันได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมพร้อมๆกับการเกิดขึ้น ของเครื่องคอมพิวเตอร์ติดตั้งในเครื่องจักรอุตสาหกรรม Toffler เชื่อว่า วิวัฒนาการสังคมมนุษย์ แบ่งออก เป็น ๓ ยุค อันได้แก่ คลื่นลูกที่หนึ่ง ยุกสิกรรมไร่นา คลื่นลูกที่สอง ยุคอุตสาหกรรมป่องควันไฟ และคลื่นลูกที่สาม จะ เป็นยุคแห่งการพัฒนาแล้วซึ่งเทคโนโลยี โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในปัจจัยการผลิต จะส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนธรรม Toffler เชื่อว่า “ ต่อแต่นี้ไปโลกจะวิวัฒนาการไปแบบเส้นตรง “ Supper Computer จะสามารถแก้ปัญหาอุปสรรคทั้งหมดทั้งปวงได้
 
จากความเชื่อที่ขัดแย้งแตกต่างของแต่ละประเทศ ว่าระบบเศรษฐกิจ สังคมการเมืองรูปแบบใดที่จะสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ดีกว่า ฝ่ายหนึ่งที่เชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี จะยังคงตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้ดีกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่สามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้ดีกว่า ระบบทุนนิยมเสรี จากความเชื่อที่แตกต่างดังกล่าวจะกลับมาเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง หลังจากสิ้นสุดยุคสงครามเย็นเมื่อ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา
  Dome of the Rock mosque (คลิกที่ภาพชมภาพที่ใหญ่ขึ้น)
  Golden Temple - Amritsar
สงครามศาสนา
ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่าง คริสตจักร กับ อิสลาม ที่กรุงเจรูซาเล็ม ในประเทศ อิสราเอล และความขัดแย้งของ มุสลิม กับ ซิกข์ที่วิหารทองคำ แคว้นปัญจาบในอินเดีย             
ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์ กับศาสนาอิสลาม   อันยาวนานถึง ๒๓๖ ปี ในสงครามครูเสด ระหว่างปี ค.ศ. ๑๐๕๕ – ๑๒๙๑ เมื่อพวก เซลจุ๊คเติร์ก (Seljuk Turk) ที่มานับถือศาสนาอิสลามได้บุกเข้ายึดกรุงแบกแดด ศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลาม ในปี ค.ศ.๑๐๕๕ แล้วเข้ายึดครองซีเรีย ปาเลสไตน์ และได้เข่นฆ่าสังหารประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์ หรือไม่ก็จับตัวไปขายเป็นทาส ตัดเส้นทางจาริกแสวงบุญของนักบวชในศาสนาคริสต์ จากยุโรปที่จะมายัง กรุงเจรูซาเล็ม
 
เดือดร้อนถึงองค์สันตะปาปาเออร์บานที่ ๒ ในกรุงโรมต้องส่งอัศวินชาวแฟรงค์ซึ่งเป็นทหารม้าที่ดีที่สุดในโลก และขอความร่วมมือจาก กษัตริย์ และเจ้าชาย ทั่วยุโรป จัดส่งทหารกล้าจัดทัพเพื่อไปปราบพวก “ ไม่นับถือศาสนา “ (ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นพวกไม่นับถือศาสนา) และยึดเอา กรุงเจรูซาเล็ม “ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์” จากฝ่ายอิสลามที่ยึดครองไปคืนมา ต่อมาได้จัดตั้ง ราชอาณาจักรครูเสเดอร์ (Crusader Kingdoms) ขึ้นมา สี่ อาณาจักร เรียกว่าราชอาณาจักร เอ้าท์เทรเมอร์ (Outremer แปลว่า “โพ้นทะเล”) อันได้แก่ Kingdom of Jerusalem, Country of Tripoli, Principality of Antiock, และ Country of Edessa”
 
หลังจากนั้นได้เกิดสงครามครูเสด อีกอย่างน้อย ๗ ครั้ง ที่การรบพุ่งได้พลัดกันแพ้พลัดกันชนะ กระทั่งยุโรปได้จัดทัพครั้งยิ่งใหญ่ นำโดย กษัตริย์และนักรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น พระเจ้าริชาร์ด ใจสิงห์แห่งอังกฤษ ก็ไม่สามารถยึด กรุงเจรูซาเล็ม กลับคืน ภายหลังจากที่ ซาลาดิน ได้นำกำลังยึดเอานครเจรูซาเล็มกลับคืนจากพวกคริสต์ในปี ค.ศ.๑๑๘๗ และในปี ค.ศ. ๑๒๐๔
 
กองทัพของนักรบครูเสด เปลี่ยนเป้าหมายเดิมซึ่งกำหนดเดินทางจากยุโรปมายังอียิปต์ ให้เป็นการเดินทางมายัง กรุงคอนสแตนติโนเบิ้ล สงครามครูเสด สองครั้งที่กองทัพนักรบครูเสด ได้เดินทางมายังอียิปต์เพื่อบุกเข้าไปปาเลสไตน์  แต่ไม่สามารถเข้ายึดกรุงไคโรได้สงครามครูเสดปี ค.ศ. ๑๒๑๒ จบลงด้วยความเศร้าของฝ่ายคริสต์ แต่พระเจ้าเฟดเดอริคที่ ๒ จักรพรรดิ โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ทรงพระปรีชาจนได้พระนาม “สิ่งมหัสจรรย์ของโลก” สามารถส่งกำลังเข้ายึดกรุงเจรูซาเล็มกลับคืนมาได้  แต่ไม่ช้าก็ต้องเสียกรุงเจรูซาเล็มให้กับมุสลิมอีก ราชอาณาจักรทั้ง ๔ แห่ง ที่พวกครูเสดได้จัดตั้งขึ้น ค่อยๆยอมแพ้พวกมุสลิม และเมื่อเมืองแอดรีแตกในปี ค.ศ.๑๒๙๑ สงครามครูเสดก็ได้สิ้นสุดลง  
 
นอกจากความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่าง ศาสนาคริสต์ กับศาสนาอิลาม ในสงครามครูเสดแล้ว ในพระคัมภีร์ ยังได้ระบุถึงข้องขัดแย้ง อันจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้ง ตามคำพยากรณ์ ที่จะต้องสร้างวิหารใหม่ ในกรุงเจรูซาเล็ม นครอันศักดิ์สิทธิ์ ตาม นิมิต ของดาเนียล ดังนี้
 
จากพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับการเกิด ประเทศอิสราเอล   คือ สดุดีบทที่ ๔๘ การสร้างวิหารใหม่ พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ปัญหาที่ชาวยิวยังไม่สามารถก่อสร้างวิหารใหม่ได้นั้น เนื่องจากพระวิหารใหม่จะต้องสร้าง ณ ที่เคยเป็นวิหารเดิม บนภูเขาพระวิหาร (The Temple Mount ) เดิม และที่ตรงนั้นขณะนี้เป็นสถานที่ศาสนาอิสลามใช้อยู่ คือ Dome of the Rock Mosque หรือมัสยิดของอิสลาม อิสราเอลจึงจำเป็นต้องรอ “เวลานั้น” พระเจ้าคงจะเป็นผู้จัดการให้เอง 
 
เหตุผลที่สนับสนุนคำพยากรณ์ที่จะต้องสร้างพระวิหารใหม่ก็คือ ในนิมิต หรือคำพยากรณ์ของดาเนียลเรื่อง ๗๐ สัปตะ ได้ระบุว่าในช่วง กลียุค ๗ ปีนั้นเมื่อถึง ๓ ปี ครึ่ง (ประมาณปี ๑๙๙๗) Antichrist จะเข้าไปในพระวิหารและกระทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียนด้วยสร้างตัวเองไว้ในพระวิหารและประกาศว่าตัวเองเป็นพระเจ้า บังคับให้ทุกคนกราบไหว้และเคารพ ถ้าไม่มีการสร้างพระวิหาร คำพยากรณ์ตอนนี้ก็จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย
 
นอกจากนั้นยังมีคำพยากรณ์สำหรับพระวิหารที่จะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าจะต้องสร้างอย่างไร มีอะไรบ้าง ขนาดเท่าใด อย่างละเอียดปรากฏอยู่ในพระธรรมเอเสเคียลตั้งแต่บทที่ ๔๐- ๔๔ ซึ่งจากคำพยากรณ์ดังกล่าว
 
ปัจจุบันชาวยิวกำลังเตรียมที่จะสร้างพระวิหารใหม่ แทนวิหารเดิมที่ถูกทำลายการรื้อพื้นระบบการถวายเครื่องบูชาและการปรนิบัติรับใช้ในพระวิหารใหม่ การเตรียมปุโรหิต เครื่องใช้ในพระวิหาร และแม้กระทั่งวัวพันธุ์พิเศษ สำหรับใช้เป็นเครื่องบูชา แบบแปลนสำหรับการก่อสร้าง งบประมาณ ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอแต่เพียงการลงมือก่อสร้าง พระวิหารใหม่เท่านั้น
 
จะเห็นได้ว่าตามความเชื่อคำพยากรณ์ในพระคำภีร์ ดังกล่าว ย่อมที่จะก่อให้เกิดข้อขัดแย้งต่อชาวมุสลิมอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบัน Dome of the Rock Mosque ในกรุงเจรูซาเล็ม เป็นศาสนสถานอันศักดิ์ของชาวมุสลิม ขณะที่ชาวยิวได้เตรียมการพร้อมที่สร้าง พระวิหารใหม่ ในจุดที่ตั้งเดียวกันกับ Dome of the Rock mosque ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม
 
ขณะเดียวกัน ที่แคว้นปัญจาบในประเทศอินเดีย กรณีวิหารทองคำ ของชาว ซิกข์ ตามความเชื่อของชาวมุสลิมว่า จุดที่ตั้งดังกล่าวเดิมเป็นจุดที่ตั้งมัสยิด ของชาวมุสลิม ซึ่งก็ได้สร้างปัญหาข้อขัดแย้งทางศาสนามาโดยตลอดระหว่างชาวซิกข์ กับ ชาวมุสลิม
 
ระหว่างค.ศ. ๑๖๕๘ - ๑๗๐๗ ออแรงแกบ จักรพรรดิโมกุลองค์ที่6 แห่งอินเดีย ได้ขยายจักรวรรดิอินเดียลงไปทางใต้ กว้างไกลยิ่งกว่าสมัยพระเจ้า อัคบาร์ มหาราช( ค.ศ. ๑๕๕๖ – ๑๖๐๕ ) ออแรงแกบ (เป็นนัดดาของพระเจ้า อัคบาร์) ได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อศาสนาอิสลาม พระองค์ทรงกวาดล้างทำลายผู้ที่มิได้นับถือในศาสนาอิสลาม อย่างโหดเหี้ยมป่าเถื่อนทำให้เกิดการเกลียดชังในหมู่ประชาชน   ได้เกิดการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของออแรงแกบ โดยชนเผ่าน้อยใหญ่ทั่วไปในอินเดีย  
 
ซิกข์ เป็นหนึ่งในชนเผ่าที่จงเกลียดจงชังพวก ออแรงแกบ พวก ซิกข์ ( มาจากคำภาษาบาลี ว่า สิกขา ซึ่งแปลว่า ศึกษา ) เป็นชนเผ่านักรบที่อาศัยอยู่ในปัญจาบ บริเวณเชิงเขาหิมาลัย   ที่บริเวณนี้พวกซิกข์ ได้จัดตั้งนครอันศักดิ์สิทธิ์ มี สุวรรณวิหาร กรุง อัมฤษษา ในแคว้นปัญจาบ ซึ่งเป็นดินแดนที่พระเจ้า อัคบาร์มหาราช ทรงประทานให้กับชนเผ่าซิกข์   แต่การที่ คุรุองค์ ศาสดาในศาสนาซิกข์ถูกสังหารทำให้ชาวซิกข์ ลุกฮือขั้นก่อการกบฎ ในที่สุดกำลังของ ออแรงแกบ ก็หมด ออแรงแกบต้องหนีไปตายในต่างแดน ทิ้งความวุ่นวายไว้บนแผ่นดินอินเดีย จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่าง ชาวมุสลิม กับ ชาวซิกข์ ในแคว้น ปัญจาบมาโดยตลอด
 
นอกจากนั้นแล้ว ในแต่ละศาสนายังจะเกิดการแตกแยกออกเป็นนิกายใหม่ๆอีกเช่นกัน จากการขัดแย้งแตกแยกทางลัทธิศาสนาดังกล่าว จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นโดยทั่วไป ทั้งนี้ความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อแบบ จิตนิยม ดังนั้นความรุนแรงในอันที่จะเกิดขึ้น ย่อมไม่มีขอบเขตจำกำกัด เช่นในรูปแบบของการก่อการร้ายดังที่ผ่านมาในสังคมยุคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการก่อการร้ายจากความขัดแย้งทางการเมือง ผู้ก่อการร้ายมีเป้าหมายข้อเรียกร้องที่ชัดเจน มีความระมัดระวัง ในเรื่องของภาพพจน์ความชอบธรรมขององค์การ เด็ก ผู้หญิง คนชรา หรือประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง มักจะไม่ได้รับอันตรายจากการก่อการร้าย  
 
หากแต่เป็นการก่อการร้ายโดย กลุ่มความเชื่อใน จิตนิยม การก่อการร้ายจะไม่มีขอบเขตจำกัดในการทำลายล้าง ดังเช่น การฆ่าตัวตายของศานุศิษย์ สาธุคุณ จิมโจน ในกายานา ที่ดื่มไซยาไนท์ตายหมู่เป็นร้อยคนในเวลาเดียวกัน หรือการก่อการร้ายของ ลัทธิ โอมเกียวชิมบุน ในญี่ปุ่น ที่ปล่อยแก๊สพิษทำลาย ประชาชน ในอุโมงค์รถไฟใต้ดิน ทำให้ประชาชน ในอุโมงค์ ทั้งผู้หญิง เด็กเล็ก คนชรา และประชาชนทั่วไป บาดเจ็บล้มตายกันเป็นร้อยคน
 
จักรวรรดินิยมจ้าวโลก  
การปรากฏร่างเงาของ ลัทธิจักรวรรดินิยมจ้าวโลก   ซึ่งจะนำไปสู่ทุรภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น แก่มวลมนุษย์ชาติทั้งหลายบนโลกนี้   ความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ความหลงใหลคลั่งไคล้ในอำนาจ ของมนุษย์เพียงไม่กี่คน ที่กำลังจะทำให้สังคมแห่งมวลมนุษยชาติ กำลังจะเดินทางสู่ มหาภัยวิบัติล้างโลก ในอนาคตอันใกล้นี้
 
ไขปริศนาความลับ จากภาพสัญลักษณ์บนธนบัตร ๑ ดอลล่าร์ ที่นำออกใช้หลัง ปีค.ศ. ๑๙๙๑ เมื่อประธานาธิบดี จอร์จ บู้ท (George Bush) ได้สาธิตยุทธปัจจัยสงคราม ประกาศต่อชาวโลกให้ตกตะลึงถึงความสำเร็จ ในแสนยานุภาพกองทัพสหรัฐ ด้วยรูปแบบการทำสงครามยุค IT (Information Technology) ในสงครามอ่าว (รูปแบบกองทัพต่างๆในโลกยังเป็นรูปแบบสงครามยุคอุตสาหกรรม) กองทัพสหรัฐสมารถเอาชนะสงครามกับประเทศอิรัค ที่นำโดยประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุตเซน ด้วยกำลังทหารที่ปฏิบัติการจริงๆเพียง ๒๐๐๐ คน อย่างง่ายดายด้วยระยะเวลาเพียง ๔๒ วัน โดยมีทหารพันธมิตรเสียชีวิตเพียง ๓๗๘ คน ในจำนวนนี้มีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพียง ๔ คน
 
จากชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของ กองทัพอเมริกาในสงครามอ่าว ทำให้ ประธานาธิบดี จอร์จ บู้ท ฮึกห้าวเฮิมหาญอหังการ ร้อนรนที่จะประกาศเปิดเผยตัว ขององค์การลับ ฟรีเมชั่น (freemasonry) ที่ถูกปิดลับมานาน กว่า ๑๐๐๐ ปี ด้วยการนำเอาสัญลักษณ์ขององค์การฟรีเมชั่น จัดวางไว้บนธนบัตร ๑ ดอลล่าร์ เป็นรูปปิรามิด ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ขององค์การฟรีเมชั่น มีรูป ตา ปรากฏอยู่เหนือปิรามิด โดยมีข้อความเป็นกรอบรอบภาพปิรามิดเขียนเป็นภาษาลาติน ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษมีใจความว่า “Announcing the Birth of the New Order World” แปลเป็นภาษาไทยว่า “ การประกาศกำเนิดของโลกระเบียบใหม่ “
 Freemasonry
องค์กรลับ ฟรีเมชั่น ( Freemasonry หรือ Masonnic Fraternity )
สมาคมฟรีเมชั่น เกิดจากแรงบัลดาลใจให้เกิดการก่อตั้งสมาคมลับนี้ คือ ช่างก่อสร้างอิสระ (Freemasons ) ใน ค.ศ. ๓๐๒ สมัยจักรพรรดิไดโอคลีเซียน ( Dioclettian ) แห่งอาณาจักรโรมัน จำนวน ๔ คน ชื่อ ซินฟรอนิอาโน (Sinfroniano) นิกอสตราโต (Nicostrato) เกลาดิโอ (Claudio) และซิมปลีโซ (Simplicio) พวกเขาได้ถูกประหารชีวิตเพราะปฏิเสธที่จะแกะสลักเทวรูปเนื่องจากขัดต่อหลักศาสนา พวกเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นวีรชน ของพวกช่างก่อตึกอิสระ ความรุ่งเรืองของพวกฟรีเมชั่น เกี่ยวโยงกับสถาปัตยกรรมรูปแบบ Gothic อันเป็นสถาปัตยกรรมแบบส่วนโค้งสูง และหลังคาชันสูง ซึ่งเป็นลักษณะของอาคารโบสถ์ราชวัง
 
พวกฟรีเมชั่นเริ่มก่อตัวเป็นสมาคม ที่อังกฤษ และสก็อตแลนด์ ในศตวรรษที่๑๔ ภายใต้การสนับสนุนจากพระราชา ผู้นำศาสนา รัฐบุรุษ และชนชั้นกลาง ในปี ค.ศ. ๑๕๑๗ เกิดการปฏิวัติคริสตศาสนาโดยมาร์ติน ลูเธอร์ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสมาคม 
 
จนกระทั่งต้น ค.ศ. ๑๖๐๐ วัตถุประสงค์ของสมาคม ได้ถูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นด้านธุรกิจการค้าอย่างสิ้นเชิง เมื่อนายทุนที่ดินเข้ามาเป็นสมาชิกในสมาคม และมีสมาชิกที่เป็นช่างก่อสร้างเหลือเพียงไม่กี่คน
ที่อังกฤษปี ค.ศ. ๑๗๑๗ สมาคมใหญ่ จำนวน ๔ ใน ๖ สมาคม ได้รวมตัวกันเป็นองค์การ และมีการร่างรัฐธรรมนูญขององค์การ ในปี ค.ศ.๑๗๒๓ ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อหางานทำให้แก่สมาชิกและบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม แต่มีนโยบายต่อต้านนักบวช และศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิค ทั้งนี้ประธานขององค์กรคนแรกก็คือ Duke of Montagu หลังจากนั้นองค์การฟรีเมชั่นก็ได้แพร่หลาย ออกไปทั่วโลก 
 
การก่อตั้งสมาคมฟรีเมชั่น ในอเมริกา ในปีค.ศ. ๑๗๓๓ ที่เมือง บอสตัน รัฐแมสซาจูเซทส์ โดย Henry Price หลังการก่อตั้ง สมาคม ฟรีเมชั่น อเมริกา ในช่วง ๑๐๐ ปี หลังการประกาศรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา องค์การได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายอยู่ในทุกวงการ เช่น สมาคมใหญ่ถึง ๔๙ แห่ง ในหมู่คณะบุคคล ๕๖ คน ที่เซ็นข้อตกลงประกาศอิสระภาพ มี ๙ คนที่เป็นสมาชิกของสมาคม มีประธานาธิบดีเป็นสมาชิก ๓๐ คน ในปี ๑๙๕๙ รัฐมนตรี ๑๑ คนเป็นสมาชิกฟรีเมชั่น ๖ คน ผู้พิพากษาศาลสูง ๙ คน เป็นสมาชิก ๕ คน วูฒิสมาชิก ๙๖ คน เป็นสมาชิก ๕๔ คน ผู้ว่าการรัฐ ๔๙ คน เป็นสมาชิก ๒๙ คน ทั้งนี้สามารถระบุตัวบุคลชั้นนำที่เป็นสมาชิกได้เช่น Benjamin Franklin , George Washington, John hancook, Paul Revere, Dr.John Warren, Richard Gridley
 
   George H. Bush (left of clock)  คลิกขยายภาพ 4000x
สมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ ( Skull and Bones )
สมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ ก่อตั้งขึ้นในปี ๑๘๓๒ ที่มหาวิทยาลัย Yele สมาชิกภาพเริ่มต้นขึ้นในหมู่นักศึกษาปีสุดท้าย โดยสมาชิกเก่าจะคัดเลือกทาบทามเชิญนักศึกษาเพียงปีละ ๑๕ คน   คุณสมบัติของผู้จะได้รับการคัดเลือกคือ
๑, มีคนอื่นในครอบครัวเป็นสมาชิกมาก่อน 
๒, เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีความกระตือรือล้นสูง
3, ชอบการเมือง
๔, มีฐานะดี
๕,สติปัญญาดี
๖, จะต้องเป็นผู้มีกิจกรรมพิเศษที่สำคัญคือด้านกีฬา เพราะถือว่าการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ
 
สมาชิกต้องให้ความสำคัญต่อสมาคม และเคารพกติกาของสมาคมเหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทั้งนี้จะต้องละทิ้งทัศนะความเชื่อ ความภาคภูมิใจของตนเก่าแต่หนหลังให้หมดไป แล้วหันมารับเอาเป้าหมายและปรัชญาของสมาคม ไว้เพียงประการเดียว นั่นคือ มุ่งสู่ความเป็นผู้นำโลก ในแต่ละช่วง เวลาจะมีสมาชิก Active จำนวน ๕๐๐-๖๐๐ คน
 
ภายหลังก่อตั้งมา ๑๕๐ ปี สมาชิกได้ก่อตัวกันเป็นกลุ่มแกนกลางประมาณ ๒๐-๓๐ ครอบครัว ซึ่งก่อร่างสร้างตัว เกาะกลุ่มจนเป็นตระกูลมั่งคั่ง เป็นจ้าวทางเศรษฐกิจ มีอิทธิพลมหาศาลในสังคมและในโลก ตัวอย่างเช่น ตระกูล Harriman, Rockefeller, Payne, Davison พวกเขาแทรกเข้าไปอยู่ในทุกวงการของสังคมอเมริกัน เช่น รัฐบาล นักกฏหมาย นักการเมือง สื่อสารมวลชน การศึกษา ธนาคาร นักธุรกิจ การค้า อุตสาหกรรม สำนักพิมพ์ คริสตจักร ในตำแหน่งบริหารอันดับสูง ทำการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย ทั้งนี้กิจกรรมทุกอย่าง แม้กระทั่งชื่อจริงของสมาชิก จะถูกปกปิดเป็นความลับสุดยอด
 
สมาชิกของสมาคมหัวกระโหลกกระดูกไขว้ (Skull and Bones) รวมทั้งทายาทของสมาคม จำนวนหลายคนได้รวมตัวกัน เพื่อก่อตั้งองค์การใหญ่ระดับโลก อันได้แก่ Council on Foreign Relation ( CFR ) และ Trilateral Commission ( TLC ) และ Bilderbergers  บุคคลสำคัญในปัจจุบันที่เปิดเผยตัวได้ คือ อดีตประธานาธิบดีเมริกา จอร์จ บู้ช เขาเป็นสมาชิกของสมาคม หัวกระโหลกไขว้ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน CFR
    Council on Foreign Relations
มนตรีแห่งความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council on Foreign Relations – CFR )
CFR ได้รับการก่อตั้งขึ้นโดย Edward Mandell House ในปี ค.ศ. ๑๙๒๑ อุดมการณ์ ของ CFR คือ ส่งเสริมให้ก่อตั้งรัฐบาลโลกขึ้น ส่วนเหตุผลของการก่อตั้งรัฐบาลโลกนี้ สมาชิกของ CFR ได้แถลงการณ์ไว้หลายคน ซึ่งสามารประมวลได้ดังต่อไปนี้
 
ด้วยปรากฏว่าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เกิดการไม่สงบสุข แต่มีการต่อสู้ขัดแย้งกันเสมอ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจากโลกยังถูกแบ่งออกเป็นประเทศเอกราชหลาย สิบ ประเทศ ปัญหานี้จะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้ก็โดยการที่ ต้องจัดระเบียบใหม่ของโลกสากลขึ้น ที่สามารถจัดการบริหารให้ประชาชนโลก อยู่อาศัยอย่างสงบ ระบบใหม่นี้ก็คือ “ รัฐบาลโลก “ ซึ่งทำเกิดสันติสุข โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ
 
เป้าหมายของ CFR คือผนวกรวมประเทศต่างๆ ในโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภายใต้การปกครอง ของรัฐบาลหนึ่งเดียวของโลก
 
ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ Franklin Roosevelt ได้ช่วย CFR ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ ในปี ๑๙๔๕ ผ็แทนองค์การสหประชาชาติเป็นสมาชิกของ CFR ถึง ๔๗ คน นอกจากมีบทบาทในองค์การสหประชาชาติแล้ว CFR ยังสนับสนุนเงินทุนและควบคุมกิจการขนาดยักษ์หลายแห่ง เช่น
 
-          อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ Mercedes Benz,Ford,Chrysler
-          อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้สำนักงาน GE Fdn, General Moter,Xerox Fdn, IBM
-          นิตยสาร และสิ่งพิมพ์ ระดับใหญ่ๆเกือบทั้งหมดเช่น Newsweek, Reader’ Digest,Washington Post, AT&T,New york Times, Wall Street Journal
-          สำนักงานข่าวสาร CBS,ABC,NBC
-          กิจการอื่นๆเช่นบัตรเครดิต American Express
-          ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเช่น Macy, Sers,JC Penny
 
การมีอิทธิพลเหนือสื่อมวลชนเช่นนี้ CFR จึงสามารถกำหนดทิศทางการเลือกตั้งประธานาธิบดี เนื่องจากสามารถควบคุมเสียง คะแนนนิยมของประชาชนได้
 
คณะบุคคลที่ให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ CFR ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐ เช่น John D. Rockefeller, Bernard Baruch, J.P.Morgan, Paul Warburg และ Otto Kahn ตัวอย่างคนดังๆที่เคยเป็น ผู้อำนวยการของ CFR เช่น George Bush, Henry Kissinger, David Rockefeller, Jeane Kirpatrick, Dick Chenney
  Federal Reserve Bank = FED
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank = FED)
 
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกลไกทุน ของโลกโดยเบ็ดเสร็จ (ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม) ซึ่งการควบคุมทุนดังกล่าวสามารถที่จะ กำหนดทิศทาง เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ของโลกให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้มีบทบาทที่สำคัญมากในเวทีเศรษฐกิจ-การเมือง ทางสากล ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ท่านผู้สนใจจะต้องมารู้จักกับ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
 
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Bank = FED ) ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๑๙๐๗ โดยตัวแทนคนใหม่ของตระกูล Rothschild (มีอิทธิพลสูงด้านการเงินการธนาคารในยุโรป แผ่อิทธิพลเข้ามาในอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๓๗ ) คือ John Pierpont Morgan ( J.P. Morgan ) ได้เป็นแกนนำในการก่อตั้งธนาคารกลางของอเมริการขึ้นสำเร็จเรียกชื่อว่า “Federal Reserve Bank = FED“ ทั้งนี้ธนาคารของ J.P. Morgan ชื่อ The Morgan Guaranty trust เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
 
ประธาน FED คนแรก คือ PAUL Warburg เขาเป็นใครมาจากใหน Puaul Warburg มาจาก Warburg Bank of Germany เข้ามาในอเมริกา ปี ค.ศ. ๑๙๐๒ แต่งงานกับลูกสาวของ Kuhn Loeb เจ้าของ Bank of New York ส่วนน้องชาย แต่งงานกับลูกสาวของ Jacob Schiff เจ้านายของ Kuhn Loeb   Jacob Schiff ได้ใช้เงินของ Rothschild ซื้อหุ้นของ Kuhn Loeb  
   ตระกูลที่สำคัญอีกตระกูล ที่มีบทบาทสำคัญ ก็คือ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ( Rockefeller  Empire ) อัครมหาเศรษฐี ตระกูลหนึ่งในอเมริกา เริ่มเด่นดังในสังคมอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๑๓ เมื่อ John D. Rockeller, Jr. ได้แต่งงานกับ Abbay ลูกสาวของวุฒิสมาชิก Aldrich และได้ร่วมกันสนับสนุนการก่อตั้งธนาคารสหรัฐ และได้มีความสัมพันธ์ กับ Paul Warburg ซึ่งเป็นตัวแทนของ Rothschild จากยุโรป
   John D. Rockeller
Rockefeller  ได้แผ่ขยายกิจการ ของตระกูลของตนเติบโตขึ้นมาอย่างมหาศาล ตามรายงานของ อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัย California ที่เสนอต่อสภาคองเกรส ถึงฐานะกิจการของตระกูล ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ สมาชิกตระกูลร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ๒๘ คน เป็นผู้อำนวยการของ ๔๐ บริษัท ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันถึง ๗๐พันล้านดอลล่าร์ เป็นกรรมการกิจการชั้นนำของอเมริกา ถึง ๙๑ แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันถึง ๖๔๐ พันล้านดอลล่าร์ นอกจากนั้นพวกร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ยังมีกิจการธนาคาร และมูลนิธิอีกมากกว่า ๒๐๐ แห่งที่มียอดเงินฝากมูลค่ามหาศาล
 
ธุรกิจอันดับหนึ่งของร๊อคกี้เฟลเล่อรก็คือ กิจการน้ำมัน Exxon ซึ่งมีสาขา ๓๐๐ แห่งทั่วโลก ลำดับที่ สองก็คือธุรกิจธนาคารอันประกอบด้วย ธนาคารเชสแมนฮัตตัน ซิตี้แบงค์ และเคมีคัลแบงค์ ธุรกิจประกันชีวิต ได้แก่ New York Life, Equitable life และ Metropolitan . ในด้านกิจการธนาคาร ทุนของ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ คิดเป้นประมาณ ๒๕ % ของธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุด ๕๐ แห่ง ของอเมริการวมกัน ส่วนด้านกิจการประกันชีวิต คิดเป็นประมาณ ๓๐ % ของบริษัทประกันชีวิตใหญ่ที่สุด ๕๐ แห่งของอเมริกัน
 
สำหรับกิจการอื่นๆของ ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ ได้แก่
 
-          กิจการน้ำมันMobil Oil, Marathon Oil, Shell, Gulf, Union, Continental Oil, Standard Oil
-          สายการบิน   Boeing, TWA, Eastern,United, National, Delta, North West
-          ผลิตรถยนต์ American Motors
-          กิจการเครื่องใช้สำนักงาน   Xerox, IBM
-          กิจการผลิตภัณฑ์อื่นๆ    Westinghouse, Avon, Steway, Generral Foods, Allied Chemicals,     Anaconda Copper ฯลฯ                                              
 
ความมั่งคั่งของตระกูลร๊อคกี้เฟลเล่อร์ดังกล่าว เนื่องมาจากพวกเขามีความสัมพันธ์โยงใยกับองค์การ Council on Foreign Relations = CFR   ตลอดจนกลุ่มอิทธิพลตระกูลต่างๆ ซึ่งสนับสนุนให้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองระดับโลก กลุ่มอิทธิพลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกัน ก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (I.M.F.) และ ธนาคารโลก (World Bank ) ซึ่งกำลังมีบทบาทควบคุมเหนือหลายประเทศในโลก
 
ผู้ถือหุ้นของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา
จากประวัติการก่อตั้งธนาคาร กลางสหรัฐอเมริการดังกล่าว จะเห็นว่าผู้ถือหุ้น และผู้บริหารคนสำคัญเป็นบุคคลที่มาจากยุโรปทั้งสิ้น ลักษณะดังกล่าวมิได้มีการเปลี่ยนแปลงมาจนถึงปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา มิได้มีรัฐบาลอเมริกาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ๘ อันดับต้น ประกอบด้วย
๑, Rotschild Bank [ London and Paris ]
, Lazard Brothers Bank [ Paris ]
, Israel Moses Seif Bank [ Italy ]
, Warburg Bank [ Hamburg and Amsterdam ]
, Lepbman Brothers Bank [ New York ]
, Loeb Bank [ New York ]
, Chase Manhattan Bank [ New York ]
, Goldman Sachs Bank [ New York ]
 
จากการเชื่อมโยง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ท่านจะเห็นได้ว่า โครงข่าย ของกลุ่ม CFR นั้นยิ่งใหญ่ และมีการพัฒนาการมานานนับร้อยปี กระทั่งก้าวขึ้นสู่ความพร้อมในการที่จะควบคุมทุน (ธุรกิจการเงิน) ของโลกได้ค่อนจะสมบูรณ์ จะสั่งการณ์ให้ทิศทางเศรษฐกิจ-การเมือง ของโลกก้าวไปทางใดก็ได้ แทบจะหาประเทศหนึ่งประเทศใดมาขัดขวางค่อนข้างยาก
                  
หลายท่านอาจไม่เชื่อว่า CFR มีตัวตนจริงหรือไม่ เพราะองค์การ CFR จะปกปิดตนมาโดยตลอด เพิ่งจะเริ่มมีการเปิดเผยตัวบ้างในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ ในประเทศไทยก็เพิ่งจะสัมผัดรู้จักกับ CFR โดยตรง(แต่ก็โดยคนส่วนน้อย) ก็เมื่อคราว ที่นายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือการเจรจาเรื่องเศรษฐกิจการค้า กับนักธุรกิจชั้นนำของอเมริกา
 
ในช่วงเดือน มีนาคม ๒๕๔๑ เช่น นาย บิล คลินตัน ประธานาธิบดี นาย จอร์จช โซรอสซ์ พ่อมดทางการเงิน นางเมเดลิน อัลไบรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายโรเบิร์ต รูบิน รัฐมนตรีคลัง นายวิลเลี่ยม โคเฮน รัฐมนตรีกลาโหม นายมิเชล กองเดส์ชูส์ ประธาน IMF สิ่งที่น่าสังเกตุ ที่แท่นบรรยายบนเวที ปราศรัย ( Podium ) มีข้อความ “Council on Foreign Relations “ ปรากฏอยู่ นี่แสดงว่า นายกชวนได้ไปพบกับ CFR นั่นเอง และยืนยันได้ว่า CFR มีตัวตนจริงอย่างแน่นอน
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า CFR จะสามารถควบทุน เศรษฐกิจโลกไว้ได้เกือบทั้งหมด แต่ในทางการเมือง ก็ยังมีอุปสรรคมากมายขวางกั้นอยู่ ในเมื่อลักษณะการครอบโลกของ CFR เป็นผลจากแนวความคิด ที่ละโมบโลบมาก มักใหญ่ใฝ่สูง อหังการ์ทรนง ที่จะผนวกการดูดกลืนโภคทรัพย์ในสังคมโลก ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
 
ภายใต้การข่มขู่คุกคาม ด้วยแสนยานุภาพทางการทหารที่ เหนือกว่าใครในโลก ด้วยรูปแบบสงครามยุค IT  ให้อยู่ภายใต้อาณัติของตน [ CFR ] นั่นแปลแนวความคิด ของ CFR ได้ว่า เป็นซากคิด ของการขาดสติของกลุ่มคนวิกลจริต ที่ขาดไร้ซึ่งความชอบธรรมเป็นธรรม อันจะนำไปสู่ความอดยากแร้นแค้น ทุรเข็ญของประชาคมโลก และจะนำไปสู่ สัจจะธรรมที่ว่า “ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ “ ดังนั้นแผนการโฉดเขลา ของ CFR จะต้องถูกประชาคมโลกลุกขึ้นต่อสู้ ด้วยแนวทางสงครามที่เป็นธรรม เพื่อไปเอาชนะสงครามอธรรมของ CFR ด้วยแม้ว่า CFR จะมีปัจจัยสงครามยุค IT ก็ตาม
                                        
สงครามโลกครั้งที่ ๓ จากปัญหาความขัคแย้งทางการค้าโลก การจัดระเบียบโลกใหม่ และความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่พยายามจะผลักดัน ทุกประเทศเปิดประตูสู่ยุคโลกไร้พรมแดน เพื่อสนองตอบต่อลัทธิจักรวรรดินิยมจ้าวโลกของสหรัฐอเมริกา จะนำไปสู่ความขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายในโลกและจะเป็นฉนวนสู่สงคราม ความขัดแย้งทางประชาชาติ ความขัดแย้งทางศาสนา จากปัญหาของสังคมโลกที่ได้วิวัฒนาการมาสู่จุดเปลี่ยนที่แหลมคม และพร้อมที่จะปะทุ กลายเป็นสงครามประชาชาติ   ที่ขยายตัวออกไปในภูมิภาคต่างๆจนกลายเป็นสงครามโลก พร้อมๆกับการสิ้นสุดของยุคทุนนิยม
 
 
สนใจอ่านเพิ่ม (กรณีภาษาอังกฤษ:แปลทุกคำ)
[ไอเอ็มเอฟ:IMF]         [ทะเลทรายซาฮารา:Sahara]      [ซีไอเอ:CIA]  [บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East india company) ]      [สงครามฝิ่น鴉片戰爭Opium Wars]   [จักรพรรดิเต้ากวง (道光)Daoguang Emperor ]         [สงครามเวียตนาม: Vietnam War]      [TRADOC [ The Training and Doctrine Command ]]      [สงครามอ่าว1:Gulf_War]      [สงครามอ่าว2: ]     [เรือไวกิ้ง : เรือกลไฟ]      [GLOBALIZATION]      [WTO]         [เจมส์ วัตต์ James Watt]       [คาร์ลมาร์กซ์ Karl Heinrich Marx ]   [Communist Manifesto]   [ชาร์ล ดาร์วิน Charles Darwin ]      [The Origin of Species]         [THE THIRD WAVE เขียนโดย ALVIN TOFFLER ]      [Dome of the Rock mosque]     [Golden Temple - Amritsar]      [สงครามครูเสด The Crusades ]             [Crusader Kingdoms]      [จักรพรรดิโรมัน ]      [ศาสนาคริสต์]   [ ศาสนาอิสลาม ]   [Dome of the Rock Mosque]      [จักรวรรดิโมกุลแห่งอินเดีย  Mughal Empire]   [ศาสนาซิกข์ Sikhism]         [Freemasonry หรือ Masonnic Fraternity)]            [Skull and Bones]   [Council on Foreign Relation ( CFR )]      [( Bilderbergers  ]      [Federal Reserve Bank = FED]  [ร๊อคกี้เฟลเล่อร์ John D. Rockefeller]      [ธนาคารโลก World Bank]

 

 

ความคิดเห็น

  1. 1
    supawadee
    supawadee wadee_44@hotmail.com 30/06/2008 13:54
    ยอดเยี่ยมมากค่ะ {icon1}
  2. 2
    umpawan
    umpawan ummy_mom@hotmail.com 12/02/2009 00:21
    {icon1} perfect
  3. 3
    Nathanael
    Nathanael 17/03/2009 12:05
    ดีมากครับ ข้อมูลแน่น และเป็นจริง
  4. 4
    น้องนุช
    น้องนุช Nuch_p123@hotmail.com 22/06/2009 21:33
    เยี่ยมเลยคะ {icon3}
  5. 5
    อาหญิง
    อาหญิง 19/08/2009 19:07
    ดีมากเลยคะกำลังทำรายงานเรื่องนี้อยู่ข้อมูลเยอะมากคะ
  6. 6
    Chaphon
    Chaphon 09/01/2010 15:24

    ขอบคุณมากครับ ทุกหน้าเนื้อหาเนื้อหาแน่น  สุดยอดจริงๆ 

  7. 7
    deena
    deena deen-2555@hotmail.com 15/11/2010 11:30

    กระทัดรัดชัดเจน อยากให้คนไทยทั้งประเทศได้อ่าน และสร้างความเข้าใจ

  8. 8
    dfdsfd
    dfdsfd ssd@qq.com 26/11/2010 16:23
    101126052235PMhttp://12sky2gold4u.com/ twelvesky2 gold |
  9. 9
    dfdsfd
    dfdsfd ssd@qq.com 26/11/2010 16:24
    101126052235PMhttp://12sky2gold4u.com/ twelvesky2 gold |
  10. 10
    ปาเลสไตน์
    ปาเลสไตน์ taiyib_115@hotmail.com 22/08/2011 12:58
    รู้แจ้งกันซะทีนะคับทีนี้  และพวกมันมีสาเหตุสำคัญคือ..... ครอบคลองโลก     
 1  2 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view