http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

สหรัฐอเมริกาในกระแสโลกาภิวัฒน์

สหรัฐอเมริกาในกระแสโลกาภิวัฒน์
 
Visit Surin
Elephant
Sanctuary
Silk
Rice 
Videos 
 
 
    
 
  มี แต่ ไม่เอา  
ปี๒๕๒๒ หลวงปู่ไปพักผ่อน และเยี่ยมพระอาจารย์สมชายที่วัดเขาสุกิมจังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสท่านหนึ่งจาก กรุงเทพฯ คือ พระธรรมวราลังการ วัดบุปผารามเจ้าคณะทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกัมมัฏฐานเมื่อวัยชราแล้วได้มีการสนทนาธรรม และข้อกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นเวลานาน ลงท้ายถามหลวงปู่สั้นๆว่าท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?หลวงปู่ตอบพระธรรมวราลังการ ว่า
มี แต่ ไม่เอา
ไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนไปทำงานทุกวัน คำสอนของหลวงปู่ล้วนเป็นปริศนาธรรมท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้ด้วย..ปัญญา 
สหรัฐอเมริกา
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visittsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่  www.visittsurin.com
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..
คลิกเพิ่อใช้งาน 
 
สหรัฐอเมริกา
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
 
 
 
 
 
 
บทนำ
 
 
ปีค.ศ.๑๙๘๐ สองทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง สังคมโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างก้าวกระโดด วิวัฒนาการเศรษฐกิจทุนนิยมได้พัฒนา สู่จุดสูงสุดของทุนนิยม การเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตครั้งที่สองในยุคทุนนิยม เมื่อมนุษย์สามารถนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ไปติดตั้งกับเครื่องจักรอุตสาหกรรม (ครั้งแรก เมื่อเจมส์ สวัตต์ ประดิษฐ์เครื่องคอนเดนเซอร์ ได้สำเร็จ และนำไปติดตั้งเข้ากับเครื่องไอน้ำ ในปี ค.ศ. 1769-1781 ทำให้เกิดการปฏิวัติการผลิตจากยุคกสิกรรมไร่นา เข้าสู่ต้นยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ ) ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ในสังคมโลก อันได้แก่
 
การกำเนิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัฒน์ และการล่มสลายของโลกค่ายสังคมนิยม ทำให้สังคมเศรษฐกิจการเมืองโลก ได้เปลี่ยนผ่านจากโลกยุคสงครามเย็น ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ในค่ายทุนนิยม และ สหภาพโซเวียตรัสเชีย – จีน ในค่ายสังคมนิยม ดุลอำนาจโลกได้รวมศูนย์สู่การเป็นมหาอำนาจเดี่ยว (เอกภาคีนิยม : Unilateralism) นำโดยสหรัฐอเมริกา การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งผลประโยชน์ในสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลก จึงมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
 
สหัสวรรษใหม่หลังปี ๒๐๐๐ สหรัฐอเมริกา ที่มีความพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี พยายามที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ ภายใต้ผลประโยชน์และความขัดแย้ง ในการนำสังคมโลกสู่รอบพันปีที่สามได้หรือไม่ สหภาพยุโรป จีน รัสเชีย และกลุ่มประเทศโลกที่สาม จะกำหนดบทบาทท่าทีอย่างไร? ต่อบทบาทการจัดระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
    
ผู้เขียน ได้จัดทำบทวิเคราะห์นี้ขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ศึกษาผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลง ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา หวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้ที่มีความสนใจศึกษา เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ผู้เขียนได้แบ่งลำดับบทวิเคราะห์ ไว้เป็น ๓ ตอน เพื่อสะดวกในการศึกษา โดยบทที่หนึ่งจะกล่าวถึงความเป็นมาของ กระแสโลกหลังการล่มสลายของประเทศสังคมนิยม บทที่สอง และบทที่สามจะกล่าวถึงสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมืองโลก หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา และจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้อ่าน อย่างไรก็ตามขอให้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สำหรับผู้ที่สนใจศึกษา
 
 
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗
 
 
 
   
 
 
 
สารบัญ
บทที่ ๑ สงครามทางการค้า                                         
๑.๑,กระแสโลกหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
๑.๒,สงครามทางการค้า
บทที่ ๒ กระแสเศรษฐกิจ การเมืองโลก
๒.๑,การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม
๒.๒,สหรัฐอเมริกากับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง “
๒.๓,สกุลเงินดอลลาร์
๒.๔,การรวมกลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป
๒.๕,จีนเมื่อมังกรยักษ์หลับแห่งเอเชียขยับตัว
๒.๖,ตะวันออกกลาง  
๒.๗,อนาคตสกุลเงินยูโร
บทที่ ๓ บทบาทสหรัฐอเมริกาบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
๓.๑,พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในรอบพันปีที่สาม  
๓.๒,บทบาทของสหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์ ๙๑๑   
๓.๓,บทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
๓.๔,สงครามต่อต้านการก่อการร้าย
๓.๕,วิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์โลก
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๑
สงครามทางการค้า
         
 
ลังจากการล่มสลายของระบอบสังคมนิยม ในระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๘๐ – ๑๙๙๐ ทุกประเทศ ต่างหันเข็มมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แบบการตลาด   ละทิ้งระบบการผลิตแบบสังคมนิยม   ประเทศต่างๆในค่ายสังคมนิยมต่างพากันเปิดประเทศทั้งๆที่ ไม่คุ้นเคยต่อระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประชาชนในประเทศจะรับได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ   จากระบบรัฐสวัสดิการมาเป็นระบบตลาดเสรี ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน
ขณะเดียวกันประเทศ ต่างๆในโลกที่สาม ก็กำลังตื่นตัวกันขนานใหญ่ในการที่จะพัฒนาประเทศของตนเป็นเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยการผลักดันของสหรัฐอเมริกา ด้วยทฤษฎี วิวัฒนาการสังคมของ อัลวิน ทอฟเล่อร์ ในหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลก “ คลื่นลูกที่สาม “ (THE THIRD WAVE) ทฤษฎีของทอฟเล่อร์ เชื่อว่าหลังจาก ค.ศ. ๒๐๐๐ ที่โลกจะเข้าสู่รอบพันปีที่สาม หรือยุคแห่งสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ    สังคมโลกจะไม่มีพรมแดนมากั้นขวางอีกต่อไป “ ยุคโลกาภิวัฒน์ “ จะนำพาสังคมมนุษย์ไปสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน 
ตามทฤษฎีของทอฟเล่อร์ ยังเชื่อว่าต่อแต่นี้ไปการวิฒนาการของสังคมมนุษย์ จะพัฒนาไปแบบเส้นตรงจะไม่มีการย้อนกลับ ดังเช่นความเชื่อของลัทธิศาสนาต่างๆ   ที่เชื่อกันมานานนับพันๆปี ว่าหลังจาก ปีค.ศ. ๒๐๐๐ สังคมโลกจะต้องประสบภัยวิบัติมากมาย เช่นการขาดแคลนอาหาร โรคระบาดที่ไม่มียารักษา แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมโลก ฯลฯ
 
อัลวิน   ทอฟเล่อร์ เชื่อว่าปัญหาต่างๆทั้งหมดทั้งปวง ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างชิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการผลิต ที่จะสามารถผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์อย่างเหลือล้น   ตลอดจนการแก้ปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปรากฏการเรือนกระจก ที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกหรือปัญหาของสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ที่จะมีผลต่อความสมดุลทางธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลง
 
แนวคิดของ อิลวิน ทอฟเล่อร์ ดังกล่าวได้สร้างสานฝัน และมีอิทธิพลต่อปัญญาชนทั้งหลายจนก่อตัวเป็นกระแสสังคมโลก ต่างพากันเรียกร้องให้เร่งการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ เพื่อก้าวให้ทันยุค “ โลกไร้พรมแดน “
 
๑, กระแสโลกหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
 
ปีค.ศ.๑๙๔๕ สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โลกถูกผลักดันเข้าสู่ยุคสงครามเย็น โดยแบ่งออกเป็นสองค่ายใหญ่ๆ ฝ่ายหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนำโดยสหรัฐอเมริกา    กับอีกฝ่ายหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม   นำโดยสหภาพโซเวียตรัสเชีย และจีน ระหว่าง ปีค.ศ. ๑๙๘๐ โลกค่ายสังคมนิยมได้อ่อนแอลง นำไปสู่การล่มสลายของระบบสังคมนิยม ทำให้ศูนย์กลางนำของโลกได้รวมศูนย์ไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยผ่านองค์การสหประชาชาติ    เนื่องจากอเมริกาที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนธรรม การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ได้เริ่มขึ้น โดยผ่านองค์การสหประชาชาติ แม้ประเทศยากจนต่างๆในโลกจะรู้ซึ้งถึงความเป็นเสือกระดาษ   และรับใช้เหล่าประเทศมหาอำนาจต่างๆในค่ายตะวันตกขององค์การสหประชาชาติก็ตาม
 
๒, สงครามทางการค้า
 
เวทีการเมืองระหว่างประเทศ   การเคลื่อนไหวรักษาผลประโยชน์ของชาติต่างๆในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ   ทำให้สถานการณ์เกิดการเคลื่อนไหวอยู่อย่างน้อย 3 กระแส ได้แก่
กระแสที่ ๑ กระแสพหุภาคีนิยม  ( Multilateralism )                  
กระแสที่ ๒ กระแสทวิภาคีนิยม  ( Bilateralism )
กระแสที่ ๓ กระแสเอกภาคีนิยม (Unilateralism )   
 
การเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างน้อย ๓ กระแสดังกล่าว เป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องเรียนรู้และรู้จักให้ดีพอควร   ทั้งนี้อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการเตรียมตัว ก้าวข้ามจากรอบพันปีที่สอง สู่รอบพันปีที่สาม ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปฏิวัติทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจสังคมแบบใหม่ และก่อนที่จะก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคสุดท้ายของ ระบบเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรม ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และมีความสลับซับซ้อน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพสะท้อนของความขัดแย้ง อย่างน้อย ๓ กระแส ในทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง ดังนี้
 
๒.๑, กระแสแรก พหุภาคีนิยม ( Multilateralism ) นำโดย GATT( General Agreement on Tariff and Trade : ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ) และ WTO ( World Trade Organization = องค์การการค้าโลก )  ในปัจจุบันกระแสนี้ต้องการจัดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในลักษณะพหุภาคีเพื่อวางกฎกติกาให้ภาคีสมาชิกปฏิบัติตาม  
 
ความเป็นมาของ GATT และ WTO กำเนิดขึ้นภายใต้การประชุม  UNCTAD [ The United Nations Conference on trade and Development = การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา] และ UNCTAD เกิดจากการผลักดันของโลกที่สาม เนื่องจากไม่พอใจเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง GATT หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ( Generate Agreement on Tariff and Trade ) ประกอบด้วยภาคีสมาชิก ๔ กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ ประกอบด้วยประเทศในอัฟริกา-เอเชีย ( ยกเว้นญี่ปุ่น )และยูโกสลาเวีย
กลุ่มที่ ๒ประกอบด้วยประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีเศรษฐกิจทุนนิยม ได้แก่ ยุโรปตะวันตก-สหรัฐอเมริกา แคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น
กลุ่มที่ ๓ ประกอบด้วยประเทศในกลุ่ม “ ละตินอเมริกา”
กลุ่มที่ ๔ ประกอบด้วยสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก
ก่อตั้งเมื่อ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์   มีการประชุมทุก ๔ ปี ( แต่บางครั้ง ๓ ปี หรือ ๕ ปี ก็มี ) การประชุมตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๔๗ รวมทั้งสิ้น ๑๑ ครั้ง ดังนี้
 
 
การประชุม UNCTAD ๒๕๐๗-๒๕๔๗
ปี พ.ศ.
สมัยการประชุม
เมือง
ประเทศ
๒๕๐๗
UNCTAD  ๑
นครเจนีวา
สวิตเชอร์แลนด์
๒๕๑๑
UNCTAD  ๒
กรุงนิวเดลี
อินเดีย
๒๕๑๕
UNCTAD  ๓
กรุงซานติอาโก
ชิลี
๒๕๑๙
UNCTAD  ๔
กรุงไนโรบี
เคนยา
๒๕๒๒
UNCTAD  ๕
กรุงมะนิลา
ฟิลิปปินส์
๒๕๒๖
UNCTAD  ๖
กรุงเบลเกรด
ยูโกสลาเวีย
๒๕๓๑
UNCTAD  ๗
นครเจนีวา
สวิตเชอร์แลนด์
๒๕๓๕
UNCTAD  ๘
กรุงคาร์ตาฮานา
โคลอมเบีย
๒๕๓๙
UNCTAD  ๙
Midrand
อัฟริกาใต้
๒๕๔๓
UNCTAD ๑๐
กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย
๒๕๔๗
UNCTAD ๑๑
เซา เปาโล
ประเทศบราซิล
 
ที่มา: http://www.mfa.go.th/web/66.php#aกระทรวงการต่างประเทศ
 
 
การประชุมของ อังค์ถัด (UNCTAD) ”องค์การการค้าโลก” (WTO)ขึ้น ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ อย่างไรก็ตาม UNCTAD, WTO หรือองค์กร พหุภาคี ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติใดๆ ที่จะไปขจัดปัญหาข้อขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างประเทศภาคีสมาชิกได้ เมื่อวิสัยทัศน์ของประเทศร่ำรวยยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของตน ที่เอาเปรียบชาติสมาชิกจำนวนมากและยากจน  จากครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึงการประชุมครั้งที่ ๘ ที่กรุงคาร์ตาฮานา ประเทศโคลัมเบีย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติข้อตกลงที่มีผลในทางปฏิบัติได้แต่อย่างใด ในที่สุด การเจรจารอบอุรุกวัยก็ยุติลงด้วยฉันทามติให้มีการจัดตั้ง ”องค์การการค้าโลก” (WTO)ขึ้น ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ อย่างไรก็ตาม UNCTAD, WTO หรือองค์กร พหุภาคี ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติใดๆ ที่จะไปขจัดปัญหาข้อขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างประเทศภาคีสมาชิกได้ เมื่อวิสัยทัศน์ของประเทศร่ำรวยยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของตน ที่เอาเปรียบชาติสมาชิกจำนวนมากและยากจน  
 
๒.๒, กระแสที่สอง กระแสทวิภาคีนิยม [ Bilateralism ] เมื่อการประชุมเพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกทางพหุภาคีไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประเทศต่างๆในระดับภูมิภาคต่างเลือกที่จะรวมกลุ่มผลประโยชน์เป็นกลุ่มที่แยกย่อยลงมา เพื่อต่อรองผลประโยชน์ กับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ   และนำไปสู่กระแสทวิภาคีนิยมอย่างรวดเร็ว อันได้แก่การจับกลุ่มระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาค   เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีหรือการค้าเสรี เช่น กลุ่มเศรษฐกิจต่างๆดังนี้
 
เขตเศรษฐกิจต่างๆในกระแสภาคีนิยม
ชื่อย่อ
ภาษาไทย
EU
สหภาพยุโรป 
NAFTA
เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
TAFTA
เขตการค้าเสรีมหาสมุทรแอดแลนติก
MERCOSUR
ตลาดร่วมละตินอเมริกา
AFTA
เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน
EMEA
เขตเศรษฐกิจยูโรเมติเตอร์เรเนียน
APEC
เขตเศรษฐกิจเอเซียแปซิฟิก
AIOEC
เขตเศรษฐกิจลุ่มสมุทรอินเดีย
 
 
 
การรวมกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในระดับภูมิภาคดังกล่าว ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของกลุ่ม และ กีดกันทางการค้ากับประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม
 
๒.๓, กระแสที่สาม เอกภาคีนิยม (Unilateralism )    นำโดยสหรัฐอเมริกา อเมริกาได้ออกกฎหมายมากมายโดยรัฐสภาอเมริกา เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าแล้วนำไปบังคับให้ประเทศอื่นๆทั่วโลกปฏิบัติตาม   อเมริกาอาศัยกฎหมายดังกล่าว นำไปใช้เพื่อกล่าวหา และพิจารณาลงโทษประเทศคู่ค้า อย่างไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ ตลอดจนขัดต่อข้อตกลงในระดับพหุภาคีนิยมก็มี     
 
สหรัฐอเมริกาได้อาศัยกฎหมาย ที่ตราภายในประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาหลายต่อหลายฉบับ ซึ่งมีพื้นฐานลัทธิเอกภาคีนิยมและสหรัฐอเมริกาได้นำมาใช้ ดังนี้
 
กฎหมายสิ่งทอ[ Textile and Apparel Global Compositeness Act ] เริ่มใช้ ๑ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นกฎหมายควบคุมเกี่ยวกับประเทศแหล่งผลิตหรือประเทศต้นกำเนิด
กฎหมายคุ้มครองสัตว์และพืช CITES [ Convention on Intimation   trade in Endangered Species Wild Fauna And Flora ] หรือที่รู้จักกันใน Washington Convention ลงนามปี   ๒๕๑๖                    
 
กฎหมายให้อำนาจอเมริกาพิพากษาคู่ค้าไม่เป็นธรรม ในปีพ.ศ. ๒๕๓๑ รัฐสภาอเมริกาก็ผ่านกฎหมายการค้าชื่อ Omnibus Trade and Compositeness Act of ๑๙๘๘ [ OTCA ] มาตรการที่อเมริกาที่นำมาใช้บ่อย ได้แก่มาตร ๓๐๑, Special ๓๐๑,Super ๓๐๑
 
กฎหมายว่าด้วยชาติที่ควรได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง MFN [ The most Favored-Nation Principle ] เป็นกฎหมายที่ดูดี   แต่อัดแน่นไปด้วยผลประโยชน์ของอเมริกา เช่น การพยายามนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ในการเจรจาต่อรองทางการค้ากับรัฐบาลจีน
 
จากการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ทำให้เกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างประเทศ   มหาอำนาจ อเมริกามีความพยายามที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจเดี่ยว    ได้เข้าแทรกแซงการเจรจาทางการค้าในกระแสที่หนึ่ง และขัดขวางทุกวิถีทางที่จะไม่ให้การรวมกลุ่มประเทศของ กระแสทวิภาคีนิยม เป็นไปด้วยความราบรื่นมีพลัง   และพยายามผลักดันข่มขู่ประเทศต่างๆ ให้ยอมรับกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาอเมริกา แม้จะเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และขัดต่อข้อตกลงที่อเมริกาได้ลงนาม ในข้อตกลงระหว่างประเทศแล้วก็ตาม   เพื่อที่จะผลักดันให้ทั่วโลก ยอมรับกระแสเอกภาคีนิยม และการได้รับสิทธิประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาจากประชาคมโลก 
 
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับสงครามการค้า” : พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๔๐ , จัดพิมพ์โดย โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๒
กระแสเศรษฐกิจ การเมืองโลก
 
เมื่อย้อนไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒   มาจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่าการผลิตและการค้าโลก ได้แบ่งกลุ่มประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้ซื้ออย่างชัดเจน   ประเทศผู้ผลิตในกลุ่มประเทศจี ๗   ได้แก่สหรัฐอเมริกา    แคนนาดา    อังกฤษ    ฝรั่งเศส   เยอรมัน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น   ส่วนประเทศผู้ซื้อ ได้แก่ กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา อัฟริกาเหนือ –ใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชีย
 
๑, การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม
 
๑.๑, การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม นับจากปี ๑๙๘๐ เป็นต้นมา   การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ติดขอบทะเลแปซิฟิก ( เฉพาะด้านทวีปเอเชีย ) ที่เรียกกันว่า “แปซิฟิกริม”   หรือ “กลุ่มเศรษฐกิจตะเกียบ” ที่ไล่กันมาตั้งแต่ ญี่ปุ่น   เกาหลี   เซี่ยงไฮ้    เจ๋อเจียง   ฟุ้เจี้ยน   ไต้หวัน   กว่างตง   ฮ่องกง สิงค์โปร์ ฯลฯ    เมื่อกางแผนที่โลกขึ้นมาดูจะเห็นว่า กลุ่มเศรษฐกิจแปซิฟิกริมเปรียบเสมือนป้อมปราการอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง   ที่มีฐานตลาดอันกว้างใหญ่ไล่ขึ้นไปบนแผ่นดิน   จากตะวันออกไกล จีน รัสเชีย ถึงตะวันออกกลาง พื้นที่ที่ควบคุมประชากรเกือบ ๒ ใน ๓ ของประชากรโลก 
 
แปซิฟิกริมหรือกลุ่มเศรษฐกิจตะเกียบ ศักยภาพของประเทศดังกล่าวค่อนข้างสูงทั้งทางด้าน เทคโนโลยี การผลิต การตลาด วัตถุดิบ แรงงาน และทุนสำรองมหาศาล   ย่อมที่จะประกอบเป็นภาพรวมอันน่าวิตก สำหรับประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง   สหรัฐอเมริกาที่ครองตลาดของโลกมาโดยตลอด การเปิดตลาดเสรีตามกระแสโลก ย่อมสร้างผลสะเทือนด้านการตลาด ต่อกลุ่มประเทศผู้ผลิตทางตะวันตก   อย่างหลีกเลี่ยงต่อผลกระทบดังกล่าวไม่พ้น จะสังเกตได้ว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตกที่เปิดให้มีการค้ากับประเทศ ในย่านแปซิฟิกริมไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน กลุ่มประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตก ต่างเสียเปรียบดุลการค้าให้แก่ประเทศย่านแปซิฟิกริมอย่าง
 
ดังนั้นหากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของแปซิฟิกริมจะยังคงเติบโตสืบเนื่องต่อไป   เปรียบเสมือนมหาคลื่นมหาภัย ที่จะโถมซัดสู่ฝังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกให้สั่นสะเทือน และเพลี่ยงพล้ำต่อแปซิฟิกริมอย่างยากที่จะหลีกพ้น   หมายความว่าตลาดผู้ซื้อจะตกเป็นตลาดของประเทศย่านแปซิฟิกริม
 
๒, สหรัฐอเมริกากับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง “
 
นักเศรษฐศาสตร์จากค่ายต่างๆ ได้ทำนายอนาคตการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ที่มีแนวโน้มเอียงมาทางด้านทวีปเอเชียหลังปีค.ศ.๒๐๐๐ ซึ่งนำโดยจีนและกลุ่มประเทศในย่านแปซิฟิกริม ดังนั้นเอเชียเปรียบเสมือนตลาดที่กำลังสด ที่ชาติผู้ผลิตต่างมีเป้าหมายครองความเป็นจ้าวตลาด
 
สถานการณ์ดังกล่าว   สหรัฐอเมริกาที่เป็นชาติมหาอำนาจโลก   เลือกที่จะสร้างสถานการณ์เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของแปซิฟิกริมเพื่อเข้าควบคุมทุน   ผู้เขียนเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจ “โรคต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เริ่มต้นที่ไทยพังทลายทั่วเอเชีย และส่งผลกระทบระบาดไปถึง รัสเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ จึงน่าจะมีส่วนมาจากความต้องการของสหรัฐอเมริกา ในการที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจเดี่ยวทางเศรษฐกิจ
 
๒.๑,สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ”โรคต้มยำกุ้ง” บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ “โรคต้มยำกุ้ง” ได้สร้างบทเรียนแก่ประเทศต่างๆทั่วโลก ที่ต้องปรับโครงสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อเป็นหลักประกัน และป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรง  ภายใต้เงื่อนไขใหม่ๆที่สลับซับซ้อนมากขึ้น สหภาพยุโรป ได้รวมกลุ่มผลักดันให้เกิด สกุลเงิน “ยูโร” เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันผลกระทบ จากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ ประเทศไทยที่เป็นต้นกำเนิดของ “โรคต้มยำกุ้ง” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เสนอทฤษฎี ACD (Asia Cooperation Dialogue) และพันธบัตรเอเชีย หรือ เอเชียบอนด์ (Asia Bond) เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างชาติในเอเชีย ฯลฯ
 
๒.๒,เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่เป็นชาติที่ได้รับการยอมรับในสังคมโลก ว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ขณะเดียวกันในระยะหลังๆมานี้ กลับมีการเปิดเผยสถิติตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐกลับเป็นประเทศที่ก่อหนี้สินมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพี สูงมากถึง ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่ตำราเรียนเศรษฐศาสตร์จากสำนักต่างๆของสหรัฐ ที่ใช้สอนนักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลก ได้ชี้ถึงอันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ อยู่ที่สัดส่วนหนี้ ต่อจีดีพีระดับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐทำไม? ยังคงสามารถดำรงความยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองโลกอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่สั่นไหวคลอนแคลนลุกลามไปถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ ทั้งๆที่ทศวรรตที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจขั้นร้ายแรงยาวนานมาโดยตลอด นับตั้งแต่ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่งผลลุกลามไปทั่วโลก เริ่มต้นที่เอเชียลามไปถึงอาเจนตินา ใต้สุดของลาตินอเมริกา
หากพิจารณาจากกราฟ ตามแผนภูมิ ๑ จะพบว่าสหรัฐอเมริกาที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในโลก   แต่กลับเป็นประเทศที่มีการค้าขาดดุลบัญชีเดินสะอย่างมหาศาลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะนับตั้งแต่ ปีค.ศ.๑๙๙๗ ถึงปัจจุบันปี ๒๐๐๔   คาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นไปถึงระดับ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
 
 
 
 
๒.๓,ปริศนาความยากจนของอัครเศรษฐีสหรัฐอเมริกาในขณะที่การขาดดุลการค้าของประเทศอเมริกาขยายตัวมากขึ้น กลับสร้างความงุนงงสงสัยแก่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ ในการที่จะไขปริศนาหาคำตอบ  หนี้ของประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างสหรัฐนั้น ประชากรราว ๓๐๐ ล้านคนเป็นหนี้รวมทั้งสิ้น ๒.๒ ล้านล้านดอลลาร์ เกือบจะเท่ากับหนี้ ๒.๕ ล้านล้านดอลลาร์ของประชากร ๕ พันล้านคนในโลกกำลังพัฒนา หรือถ้าจะดูเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นแล้ว ทุกๆพลเมืองอเมริกันเป็นหนี้แก่คนทั่วโลกที่เหลือ ๗,๓๓๓ ดอลลาร์ ในขณะที่ทุกๆพลเมืองของประเทศกำลังพัฒนาเป็นหนี้กับโลกที่เหลือเพียง ๕๐๐ ดอลลาร์เท่านั้น แม้ว่าหนี้ของสหรัฐจะมีเพียง ๒๕% ของรายได้ประชาชาติ(จีดีพี) แต่หากพิจารณาจาก แผนภูมิ ๒ ก็จะพบว่าหนี้ของสหรัฐสูงกว่ากลุ่มประเทศอัฟริกาซับซาฮาราถึง ๑๐ เท่าตัว
 
๒.๔,บทบาทของสหรัฐ กับ IMF (   International Monetary Fund ) สหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามาจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐ โดยอาศัยองค์กรสำคัญอย่างน้อย ก็ได้แก่การเข้ามาบริหารจัดการทางด้านการเงิน เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์ โดยอาศัยองค์กรเช่น “IMF” เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการเงินระหว่างประเทศ เพื่อการรู้จัก “IMF” มากขึ้น ขอแนะนำกำเนิดของIMF คร่าวๆดังนี้
 
IMF[International Monetary Fund ] “ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ“ ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๘๗ เพื่อเป็นองค์กรดูแล และจัดการระเบียบการเงินระหว่างประเทศ ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเงินกองทุนมาจากสหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น-เยอรมัน โดยกำหนดให้สิทธิในการลงคะแนนเสียง   ให้เป็นไปตามสัดส่วนของเงินกองทุนที่ลงขัน   มิได้ยึดถือตามหลักการ “ หนึ่งประเทศ หนึ่งคะแนนเสียง “       [ one country one vote ] IMF ก่อตั้งพร้อมๆกับ IBRD  [ Intermational Bank for Reconstrution and Development ] ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา จากหลักการดังกล่าวทำให้สหรัฐอเมริกา สามารถเข้าไปมีบทบาท ควบคุมบริหารจัดการองค์ทางสากลอย่าง IMF แบบเบ็ดเสร็จ
ตัวอย่างการบริหารจัดการของ IMF ที่ไปสร้างประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกา ดังรายงานเอกสารจากกรมพัฒนานานาชาติว่าด้วยโลกาภิวัตน์ของสหราชอาณาจักร คาดว่า ทุนหดหายจากประเทศทั้งหลายจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น สำหรับปี ๑๙๙๔ คาดว่าทุนหดหายจากประเทศกำลังพัฒนาสูงถึง ๑.๒๒ แสนล้านดอลลาร์ โดย ๒.๔๒ หมื่นล้านจากประเทศจีน กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและแคริเบียน ๓.๗ หมื่นล้าน  เอเชียตะวันออกอย่างอินโดนีเซียสูงถึง ๒.๐๗ หมื่นล้าน ผู้ที่เสียหายคือประชาชนในประเทศยากจนเหล่านี้ พวกเขาต้องขาดแคลนทรัพยากรเงินทุนที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะที่ต้องเผชิญกับแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟ ภายหลังจากเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ทุนหดหายยังทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องเพิ่มการพึ่งพิงต่อเงินทุนต่างประเทศ บังคับให้ต้องกู้ต่อไป ผลักให้เป็นหนี้มากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงจากการโจมตีจากภายนอก สำหรับผู้ได้ประโยชน์ของเงินทุนที่หดหายก็คือ การอัดฉีดทุนที่หายไปนี้ลงสู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ค, ลอนดอน, แฟรงค์เฟิร์ท, ค่าเงินดอลลาร์, ปอนด์และยูโร เนื่องจากทุนหดหายได้ผลักให้ค่าของสกุลเงินเหล่านี้สูงขึ้น ทำให้อังกฤษและสหรัฐนำเข้าสินค้าได้ถูกลงในขณะที่ประเทศยากจนสูญเสียทรัพยากรพื้นฐานเพื่อหยุดยั้งการหิวโหยล้มตายลง
๒.๕,วิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ทุนไหลออกจากเอเชีย ทุนไหลออกจากชาติในเอเซียอย่างรวดเร็วไปสู่ตลาดทุนที่ปลอดภัยในประเทศร่ำรวย จากวิกฤตการเงินเอเชียปีค.ศ. ๑๙๙๗-๑๙๙๘ เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นจากเงินทุนขนาดใหญ่ที่หนีจากเอเชียมาพักที่สหรัฐ ภาวะเช่นนี้ทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐลดลงจากปี ๑๙๙๗ ที่ ๗% มาเป็น ๕%ในปี ๑๙๙๙ ได้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการกู้ที่ต้นทุนต่ำลง และลดต้นทุนภาคบริการแก่งบขาดดุลสหรัฐ แม้สิ่งนี้จะมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก แต่พันธมิตรสหรัฐอย่างญี่ปุ่นก็ได้ เข้าปกป้องความสับสนทางการเงินที่อาจคุกคามต่อสหรัฐด้วย การดูดซับความเสียหายนี้เอง ในระหว่างวิกฤตดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์มีค่าลดลงญี่ปุ่นต้องลดดอกเบี้ยลงเพื่อให้มั่นใจต่อการผลิตของโลก(ซึ่งญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งผลประโยชน์สำคัญ)ได้คงอยู่ต่อไป  ดังนั้นสหรัฐก็สามารถได้ประโยชน์จากวิกฤต นั่นคือ มีผู้คุ้มกันจากต้นทุนความไร้เสถียรภาพทางการเงิน จากพันธมิตรของสหรัฐด้วย
 
 
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับสงครามการค้า” : พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๔๐ , จัดพิมพ์โดย โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
 
๒.๖,สหรัฐยังได้ประโยชน์จากการไร้เสถียรภาพทางการเงินของโลก โดยผ่านการถือครองเงินทุนสำรองต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น ทุกประเทศที่มีทุนสำรองส่วนใหญ่จะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและก็เป็นหนี้ระยะสั้นด้วย ทุนสำรองเหล่านี้ทำให้ประเทศสามารถต่อสู้กับนักเก็งกำไรในการโจมตีสกุลเงิน และยังใช้ปกป้องประเทศจากรายรับการส่งออกที่ตกกะทันหัน จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้เพิ่มความหายนะทางการเงินโลกและเพิ่มอำนาจให้แก่นักเก็งกำไรค่าเงิน ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาจะต้องถึงครองเงินทุนสำรองสูงขึ้น แต่มันก็มีต้นทุน ประเทศยากจนจึงต้องมีเงินสำรองในระดับที่สูงกว่า     จากความสับสนทางการเงิน ในปี ๑๙๙๕ ประเทศเอเชียต้องถือเฉลี่ย ๑๔.๖%ของจีดีพี ขณะที่อัฟริกาถือราว ๗%ของจีดีพี และประเทศกำลังพัฒนาซีกโลกตะวันตกต้องถือมากกว่า ๘%ของจีดีพี ในทางตรงข้ามสหรัฐถือเพียง๑.๓%ของจีดีพี เงินสำรองของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ได้รับดอกเบี้ยที่ฝากไว้ในสหรัฐเพียง ๒-๓% แต่ต้องกู้เงินพัฒนาประเทศอย่างเช่นจากสหรัฐด้วยอัตราที่อาจสูงถึง ๑๘%
ดังเช่นการวิจัยของ เบเกอร์ และ วาเลนติน จากศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจได้ประเมินผลกระทบจากการถือครองทุนสำรองเพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาพบว่า ต้นทุนการถือครองเงินทุนสำรองสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกและแปซิฟิคอาจมากถึง ๒๔%ของจีดีพี ลาติอเมริกาและแคริเบียนสูง๑๖% กลุ่มประเทศอัฟริกาซับซาฮาราและเอเชียใต้ ๙% ตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ ๒๔% จำนวนเงินเหล่านี้เป็นการขุดรากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยิ่งก่อผลต่อความยากจนให้ทุกข์เข็ญมากขึ้น นี่เป็นอีกประการหนึ่งที่ประเทศยากจนต้องทนทุกข์ จากผลที่ตามมาของโลกาภิวัฒน์ในทางเศรษฐกิจ ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : http://www.pxp.in.th/Magazine2002/18-cover-story11.htm
 
๓, สกุลเงินดอลลาร์   
 
มหัศจรรย์ของกระดาษเปื้อนหมึก อิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ครอบครองตลาดเงินตราของโลกมายาวนานหลายต่อหลายทศวรรษ โดยที่ประเทศต่างๆในโลกต่างเป็นที่รู้กันว่า สกุลเงินดอลลาร์ ได้ยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำต่อสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตรไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของดอลลาร์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในตลาดการซื้อ-ขาย สินค้าในตลาดโลก และเงินทุนสำรองคงคลังในประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งๆที่สองทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐกลับอยู่ในภาวะที่ลุ่มๆดอนๆ ไม่โดดเด่นน่าเชื่อถือในระดับที่นานาชาติ จะต้องเชื่อมั่นต่อกระดาษเปื้อนหมึกของ สกุลเงินดอลลาร์ นอกจากความโดดเด่นของแสนยานุภาพกองทัพสหรัฐเท่านั้น 
 
๓.๑,ระบบมาตรฐานทองคำโลก หลักการของระบบนี้ก็ง่าย ๆ คือเงินกระดาษที่ผู้คนใช้จับจ่ายนั้นมีค่าคงที่เท่ากับโลหะมีค่า (ทองคำ) จำนวนหนึ่ง ๆ ฉะนั้นถ้าวันไหนไม่นึกอยากถือกระดาษแล้วก็เอาเงินที่มีไปแลกกลับเป็นทองคำมาเก็บไว้ที่บ้านก็ได้ ในขณะเดียวกันเงินกระดาษที่ใช้หมุนเวียนในระบบก็ต้องมีทองคำมูลค่าเท่ากันหนุนอยู่ในคลังด้วยไม่ใช่อยู่ดีๆจะพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ

ระบบมาตรฐานทองคำถูกใช้เป็นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษเมื่อปีค.ศ. ๑๘๒๑ ทำให้เงินปอนด์ของอังกฤษเป็นเงินตราสกุลหลักที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในยุคนั้น และระบบนี้ก็เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศประกาศใช้ระบบเดียวกันในช่วงทศวรรษ ปีค.ศ. ๑๘๗๐ ในยุคนั้นมีการกำหนดค่าของสกุลเงินเทียบกับทองคำไว้คงที่ ประเทศต่าง ๆ ที่จะพิมพ์ธนบัตรออกใช้จะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำอยู่ในคลังเท่ากับค่าเงินที่ต้องการ

สมมุติง่าย ๆ ถ้าเงิน ๑ ดอลลาร์มีค่าเท่าทองคำน้ำหนัก ๕๐๐ กรัม เวลารัฐบาลอเมริกันจะพิมพ์เงินออกมาสัก ๑,๐๐๐ เหรียญ เขาก็ต้องไปหาทองมาสำรองไว้ให้ได้ ๕๐๐ กิโลกรัม(๕๐๐,๐๐๐ กรัม) เป็นต้น    แต่บางครั้งก็มีปัญหาเช่น ระหว่างช่วงสงครามโลกทั้งครั้งที่ ๑ และ ๒ ขณะนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมาก รัฐบาลหลายประเทศต้องแข่งกันปั๊มเงินไปใช้เพื่อการสงคราม การใช้เงินกันมากมายขนาดนั้นจะไปหาทองคำที่ไหนมาหนุนค่าเงินไว้ได้สุดท้ายโลกเลยต้องมานั่งจับเข่าคุยกันใหม่

ตามข้อตกลงเบรตตันวู้ดส์ (Bretton Woods) เมื่อปีค.ศ. ๑๙๔๔ ประเทศต่าง ๆ ตกลงกันว่าจะใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ "คงที่" โดยหันมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นทุนสำรองแทนทองคำ   โดยที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯผูกค่าไว้กับทองคำอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะลดปัญหาการขาดแคลนทองคำ แทนที่ทุกคนจะถือทองกันหมดก็ให้มาถือดอลลาร์สำรองไว้แทน 

๓.๒, สกุลเงินดอลลาร์ กระดาษเปื้อนหมึก     ปีค.ศ. ๑๙๗๑ เศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในภาวะย่ำแย่มาก ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินทวีความรุนแรง ทุนสำรองของประเทศลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่เงินดอลลาร์ก็ไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก สุดท้ายประเทศต่าง ๆ ก็ขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบบอัตตาแลกเปลี่ยน"คงที่"จึงล่มไปโดยที่โลกหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ"ลอยตัว"แทนในปีค.ศ.๑๙๗๓

อย่างไรก็ตามขณะที่มีการหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวนั้น ไม่ได้หมายความว่าความสำคัญของทองคำในฐานะทุนสำรองโลกจะลดลงเลยทีเดียว เพราะธนาคารกลางของชาติต่างๆ นั้น ยังคงกำหนดสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตรออกใช้นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีสินทรัพย์มาหนุนหลังเป็นทุนสำรอง และในนั้นต้องมีส่วนหนึ่งเป็นทองคำด้วย เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดสัดส่วนต่อการพิมพ์ธนบัตรไว้ที่ทองคำมูลค่า๖๐%ของสินทรัพย์ทั้งหมด
                      
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำต่อสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตร อย่างเป็นทางการสมัยประธานาธิบดี ริกชาร์ด นิกสัน เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ปีค.ศ. ๑๙๗๑ จึงเท่ากับว่า นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๑๙๗๑ เป็นต้นไป ใครที่ถือครองสกุลเงินดอลลาร์ ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงเอาเอง    ทำให้สหรัฐมีสภาพความคล่องตัว ในการออกธนบัตรได้ตามต้องการ ไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานควบคุม เมื่อการยกเลิกมาตรฐานดังกล่าว สหรัฐจึงจำเป็นที่ต้องสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นแก่ประเทศต่างๆที่ถือครองสกุลเงินดอลล่าร์ ด้วยการเข้าไปมีบทบาท แทรกแซงควบคุมด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลก และหากสหรัฐสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ได้ นั่นย่อมจะเป็นหลักประกันความมั่นคงแก่สหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน
 
๓.๓,ปัจจัยที่สหรัฐใช้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ อันได้แก่ แสนยานุภาพกองทัพ ซีไอเอ กระบวนการข่าวสารข้อมูล ( Information Management ) กลไกควบคุมองค์กรทางสากล ( องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก ไอเอ็มเอฟ) และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ สหรัฐได้อาศัยปัจจัยดังกล่าว ประสานรุกรบควบคุมโลกอย่างแน่นหนา มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ครองอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในโลก เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจึงกลายเป็นเงินสกุลกลางของโลกที่ประเทศต่างๆต้องถือไว้เป็นเงินทุนสำรองในการค้าระหว่างประเทศ

ปัจจุบันเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา จึงยืนอยู่บนเงื่อนไขที่สหรัฐฯสามารถพิมพ์แบงก์ดอลล่าร์ให้ประเทศต่าง ๆ ถือไว้เป็นเงินทุนสำรอง โดยไม่ต้องมีเงินทุนสำรองค้ำประกันหนุนหลังเหมือนหลักการที่บังคับให้ประเทศอื่นยึดถือปฎิบัติ สหรัฐฯจึงเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกที่ไม่มีหลักประกัน คำว่า In God We Trust ในธนบัตรอเมริกันมีความหมายอีกนัยหนึ่งคือ In Gun We Trust นั่นเอง
 
๓.๔,ปลอมบัญชี หลอกลวงต้มตุ๋นคนทั้งโลก ปี ๒๕๔๕ นับเป็นปีแห่งการล้มละลายทางความเชื่อมั่น ของชาวโลกที่มีต่อระบบบรรษัทภิบาลของสหรัฐ เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมีการตกแต่งปลอมบัญชี ปัจจุบันสหรัฐกำลังตกอยู่ในวังวลของวิกฤตเศรษฐกิจดอทคอม ฟองสบู่..บอลลูนแตก ไม่มี มูดี้ เอสแอนด์พี แคท แอนด์ ด๊อก อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซน เมอรรี่ลิน ที่เคยแสดงบทบาทสำคัญต่อการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกย่านแปซิฟิกริม “โรคต้มยำกุ้ง“เมื่อปี ๒๕๔๐ อีกต่อไป สิ้นสุดความเชื่อมั่นต่อระบบ บรรษัทภิบาล ธรรมภิบาล – ธรรมรัฐ“ ของสหรัฐ เมื่ออภิมหาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ถูกเปิดโปงพฤติกรรมปรับแต่งปลอมบัญชี ต้มตุ๋นคนทั้งโลก(ผู้ซื้อขายหุ้นในตลาดดาวโจนส์) ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เอนรอน-แอนเดอร์เซน ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันของสหรัฐ, ซีร็อกซ์, โกลบอล ครอสซิ่ง, เมิร์ค แอนด์ โค , อเมริกัน เวิลด์คอม อิงค์ ยักษ์เบอร์ ๒ วงการเทเลคอม เป็นบริษัทล่าสุดที่มีพฤติกรรมแต่งบัญชีมูลค่าเกือบ๔,๐๐๐ล้านดอลลาร์
 
รายงานของสถาบันล้มละลายแห่งสหรัฐอเมริกา (American Bankruptcy Institute) ว่าในระยะเวลา ๑๒ เดือนตราบถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายนปีนี้จำนวนผู้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยมีทั้งหมดรวม ๑,๖๑๓,๐๙๗ ราย หรือคิดเป็นอัตราส่วนสูงขึ้นประมาณ ๑๐% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันตราบถึง ๓๐ มิถุนายนปี ๒๐๐๒ ที่มีผู้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ ๑,๔๖๖,๑๐๕ ราย   “ ตัวเลขการล้มละลายดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ” นายซามูเอล เจ.เกอร์ดาโนกรรมการผู้อำนวยการสถาบันกล่าว

๓.๕,สหรัฐอเมริกากับความวิตกกังวล ของสงครามเงินตราการดิ้นรนของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายพยายามที่จะสลัดให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ ของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจใน “เม็กซิโก” “โรคต้มยำกุ้ง” “อาเจนตินา” ได้ทำให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนา ต่างตระหนักถึงภัยคุกคามจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หากประเทศตนยังคงผูกยึดติดอยู่กับสกุลเงินดอลลาร์ กระแสดังกล่าวได้ก่อตัวมากว่าหนึ่งทศวรรษ กระทั่งในปีค.ศ.๒๐๐๑ สหภาพยุโรปก็ให้กำเนิด สกุลเงินยูโรขึ้น และในทวีปเอเชียได้มีแนวความคิดเคลื่อนไหว ที่จะจัดตั้งสกุลเงินของเอเชียขึ้นเรียกว่า พันธบัตรเอเชีย หรือที่รู้จักโดยทั่วไป เอเชียบอนด์ (Asia Bond) เริ่มต้นจากประเทศไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวความคิดดังกล่าว แม้ปัจจุบันจะยังไม่คืบหน้าเท่าใดนัก แต่ก็ยังคงได้รับความสนใจจากชาติต่างๆในเอเซีย กระแสของการกำเนิดขึ้นของสกุลเงินดังกล่าว ย่อมที่จะส่งผลสะเทือนต่อความมั่นคงของสหรัฐ สหรัฐจะเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสกุลเงินดอลลาร์อย่างไร จะขอกล่าวใบบทต่อไป
๔, การรวมกลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (European Union)     
๔.๑,กลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป   ใหญ่พอๆกันกับตลาดสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยประชากรประมาณ ๓๗๗ ล้านคน พื้นที่ประมาณ ๓,๓๓๗,๐๐๐ ตร.กม. ผลผลิตรวมประชาชาติ (GNP) ประมาณ ๖.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าการลงทุนดังนี้
๑, EU มีสัดส่วนของ GDP ประมาณร้อยละ ๔๐ ของประเทศ OECD ทั้งหมด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๓๐ และร้อยละ ๑๙
, EU มีมูลค่าการค้ามากที่สุดในโลกคือประมาณ ๑ ใน ๕ ของการค้าโลก และนำเข้า สินค้าจากนอกสหภาพเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๒๑ ของมูลค่าการค้าโลก
, โดยทั่วไป มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก EU (Intra-EU Trade) ยังคงมากกว่ามูลค่าการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม (Extra-EU Trade)
 
,ประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ ๑ ใน ๔ ของมูลค่า Extra-EU Trade ทั้งหมด
 
๔.๒,ความเป็นมาของการรวมตัวสหภาพยุโรป   หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงยุโรป ด้วยการตั้ง “องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป” หรือที่จักกันทั่วในนาม “แผนการมาร์แชล” ได้เข้าไปช่วยเหลือในรูปของเงินสกุลดอลลาร์กับทุกประเทศในยุโรป ต่อมา“แผนการมาร์แชล”  ได้ทำให้ยุโรปเสียเปรียบและตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐ ดังนั้นการรวมกลุ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆของสหภาพยุโรป เริ่มขึ้นดังนี้
ปีค.ศ.๑๙๕๒ จัดตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community-ECSC) มีสมาชิก ๖ ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์ก
ปีค.ศ.๑๙๗๓ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิก EEC
ปีค.ศ.๑๙๘๑ กรีซเข้าเป็นสมาชิก สเปนและโปรตุเกสเข้าเป็นสมาชิกในปี ๑๙๘๖
ปีค.ศ.๑๙๘๗ ออก Single Act เพื่อพัฒนา EEC ให้เป็นตลาดร่วมหรือตลาดเดียวใน ๑ มกราคม ๑๙๙๓ และเรียกชื่อใหม่ว่าประชาคมยุโรป (European Community) หรือ EC
ปีค.ศ.๑๙๙๕ ออสเตรีย ฟินแลนด์ และสวีเดน เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
ปีค.ศ.๒๐๐๐ ได้มีการจัดทำสนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) และประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๐๑
ปีค.ศ.๒๐๐๔ สหภาพยุโรปได้มีการเฉลิมฉลองต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โดยรวมกลุ่ม CEECs (Central and Eastern European Countries ) ประชากร รวมกัน ๑๐๔ ล้านคน ได้แก่ โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย สโลวัก สโลวีเนีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และอีก ๒ ประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศขนาดเล็ก ประชากรรวมกันเพียง ๑ ล้านคนเศษเท่านั้น  ได้แก่ มอลตาและไซปรัส เข้าร่วมเป็นชาติสมาชิก
๔.๓,ความเข้มแข็งของสหภาพยุโรปในปัจจุบันการขยายจำนวนสมาชิกสหภาพยุโรป (The European Union’s Enlargement) สหภาพยุโรป ได้รวมเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถึง ๒๗ ประเทศ เมื่อรวมกันเข้ากับ สหภาพยุโรปเดิม ๑๕ ประเทศ ที่มีประชากรรวมประมาณ ๓๗๗ ล้านคน หลังจากรวมกลุ่มเป็น ๒๗ ประเทศแล้ว จะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยมีประชากรรวมถึงประมาณ ๔๘๒ ล้านคน
สกุลเงินยูโร สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU) EU ได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของ สหภาพการเงินยุโรป ( EMU : European Monetary Union) หรือยูโรโซน  เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ซึ่งมีเงินสกุลเดียวคือ เงินยูโร (Euro) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank-ECB)  จะมีผลให้เงินยูโรเข้มแข็ง เนื่องจากกลายเป็นเงินสกุลหลักยุโรปอย่างแท้จริง
ยุโรปมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ การรวมเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถึง ๒๗ ประเทศ ของสหภาพยุโรป ได้ก่อเกิดมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐฯ GDP ๙.๓ ล้านล้านยูโร ประมาณ ๑๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเทียบ GDP ๑๑ ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ ประชากรรวมกันเกือบ ๕๐๐ ล้านคน เทียบสหรัฐฯ ๒๕๐ ล้านคน ซึ่งจะทำให้สหภาพยุโรป กลายเป็นแหล่งการค้าและการลงทุนสำคัญของโลกมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน  
 
๕,จีน เมื่อมังกรยักษ์หลับแห่งเอเชียขยับตัว 
 
๕.๑ การปฏิรูปครั้งใหญ่นโยบายสี่ทันสมัยของจีน    จีนมีพื้นที่ ๙,๕๙๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร        มีประชากร ๑,๑๘๗,๙๙๗,๐๐๐ คน ในปี ๑๙๗๙ พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ เติ้ง เซี่ยวผิง ได้นำประชาชนจีนสร้างสรรค์เศรษฐกิจสังคมได้เป็นปึกแผ่นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะ “หลงทาง” ครั้งใหญ่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.๑๙๕๘-๑๙๗๖ รวมเกือบ ๒๐ ปี ที่การพัฒนาสังคมนิยมเน้นไปที่การปฏิวัติทางด้านวัฒนธรรม และละเลยเลยการพัฒนาทางด้านพลังการผลิต สภาพเศรษฐกิจสังคมนิยมของจีนจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภาวะวิสัยแต่เมื่อสรุปข้อผิดพลาดแล้ว แนวทางของ เติ้ง เซี่ยวผิง สามารถนำประชาชนจีน “ก้าวหน้าต่อไป” บนเส้นทางแห่งการ “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” สร้างสรรค์สังคมนิยมจีนอย่างได้ผล โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๗๙ เติ้ง เซี่ยวผิง ประกาศนโยบาย สี่ทันสมัย นำระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่การเป็น หนึ่งประเทศ สองระบบ และได้นำนำเอาเศรษฐกิจแบบการตลาดมาใช้ในจีน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มก้าวไกลไปสู่ความเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองระดับโลกอย่างทั่วด้านในกลางศตวรรษที่ ๒๑
 
๕.๒,หลังการประกาศนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีน การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (จีเอ็นพี) ในบางปีสูงถึง ๑๐ %   มูลค่าการส่งออกของจีนในปี ๑๙๘๘ สูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ๑๙๘๘ คณะวิจัยแห่งหนึ่งของสหรัฐ ทำนายว่า ภายในระยะเวลาเพียง ๒ ทศวรรษ เศรษฐกิจจีนจะเป็นรองก็เพียงสหรัฐเท่านั้น   การเติบโตของรายได้ประชาชาติ(จีเอ็นพี) ระหว่างปี ๑๙๘๖ – ๑๙๙๑ โตถึง ๖๒๑.๗๙ % เมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษ (จีดีพี) ๑๔.๖๖ % สหรัฐ (จีเอ็นพี) ๑๔.๒๔ % ปริมาณการค้าของจีน ในปี ๑๙๙๑ สูงถึง ๔๖๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ดอลลาร์ สรอ. นับเป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจาก สหรัฐ , เยอรมนี , และญี่ปุ่น และมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ มากถึง ๑๕๙ พันดอลลาร์ สรอ. ขณะที่ญี่ปุ่นมี ๗๒ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ๖๗ พันล้านดอลลาร์ สรอ. เยอรมนี ๖๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
 
 
๕.๓, จีนการปฏิรูปครั้งใหม่กับทฤษฎี“สามตัวแทน “ คาดการณ์กันว่ากลางศตวรรษที่ ๒๑ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนราว ๑,๖๐๐ ล้านคน (ในกลางศตวรรษที่ ๒๑) จะมีระดับรายได้เฉลี่ยไม่น้อยไปกว่าชนชั้นกลางของประเทศพัฒนาแล้วของโลก เฉพาะ ๒๐ ปีแรกของศตวรรษนี้ คนจีนทั้งประเทศก็จะก้าวไปสู่ความเป็น “ผู้อยู่ดีกินดีรอบด้าน” ดังที่ได้กำหนดเป็นแผนปฏิบัติการใหญ่ของคณะผู้นำชุดใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แผนพัฒนาฯดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภาวะวิสัย การประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ ๑๖ ได้มีการเปลี่ยนตัวคณะผู้นำ ทั้งระบบการบริหารอำนาจ จากรุ่นเก่า เจียงเจ๋อหมิน มาสู่ผู้นำรุ่นใหม่ หู จิ่น เทา ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ เจียง เจ๋อ หมิน ส่งผ่านแก่ผู้นำรุ่นใหม่ ทฤษฎี “สามตัวแทน “ อันได้แก่ ๑, ตัวแทนพลังการผลิตทางสังคมที่ก้าวหน้า ๒,ตัวแทนการพัฒนาวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า ๓, ตัวแทนผลประโยชน์เบื้องต้นของประชาชนส่วนข้างมาก    ยุทธศาสตร์ของจีนดังกล่าว ภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ หู จิ่น เทา จะผลักดันประเทศจีนให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง พร้อมๆกับการเปลี่ยนถ่ายผู้นำและนโยบายใหม่ ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสากลอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
 
๖, ตะวันออกกลาง 
 
๖.๑, ตะวันออกกลางแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก  หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นยุคแห่งการเฟื่องฟูสูงสุดของทุนนิยมโลก ต่างเชื่อกันว่าประเทศใดสามารถควบคุมแหล่งพลังงานน้ำมันในตะวันออกกลางได้ ก็จะสามารถเป็นผู้นำโลกได้ จากการจัดระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่ชนะสงคราม ได้เข้าไปจัดระเบียบในตะวันออกกลาง ไม่ว่าเป็นการขีดเส้นแบ่งแดน ประเทศเกิดใหม่อย่างคูเวต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอิสราเอล ซึ่งได้สร้างปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมาโดยตลอดถึงปัจจุบัน ความอ่อนแอของชาติในตะวันออกกลางได้สร้างประโยชน์มหาศาลแก่ การเข้าควบคุมปากบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง ของสหรัฐอเมริกา
 
๖.๒,แม้ว่าสังคมโลกในปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรม สู่สังคมโลกยุค IT (Information Technology) แล้วก็ตาม ความต้องการพลังงานน้ำมันก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพลังการผลิตของโลกอีกยาวนานต่อไป ตราบที่มนุษย์ยังไม่สามารถประดิษฐ์คิดค้น แหล่งพลังงานใหม่ให้มาทดแทนน้ำมันได้อย่างถาวร ปัจจุบัน (๒๕๔๗) ความต้องพลังงานน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันดิบถีบตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง ๔๒ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือน มิถุนายน แม้ว่า กลุ่มโอเปคจะเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นถึง ๒.๕ ล้านบาร์เรลต่อวันแล้วก็ตาม  
 
ความต้องการปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้น กับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าว ย่อมที่จะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลกระทบความมั่นคงในสังคมโลก บทบาทความสำคัญของน้ำมัน จะนำไปสู่ความขัดแย้งช่วงชิงผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ และความเชื่อที่ว่า “ประเทศใดสามารถควบคุมแหล่งพลังงานน้ำ ก็จะควบคุมโลกได้ “ ความเชื่อดังกล่าวก็จะยังดำรงอยู่ในโลกนี้ต่อไป
 
 
๗, อนาคตของสกุลเงินยูโร
 
ความมั่นคงของเงินดอลล่าร์สหรัฐ   ที่ยึดครองเป็นเงินสกุลกลางของโลกมาช้านาน กลับถูกท้าทายด้วยการผงาดขึ้นมาของสกุลเงินยูโร เมื่อย่างก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ การประกาศใช้เงินยูโรจริงๆในชีวิตประจำวันคือมีการใช้เหรียญกษาปณ์ และธนบัตร ตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ ขึ้นไป เพียงชั่วระยะเวลาเพียง ๒ ปี หลังการประกาศใช้ธนบัตร ยูโร อัตราแลกเปลี่ยน ระหว่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กับ สกุลเงินยูโร ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเริ่มแรก อยู่ที่ .๘๕ ดอลลาร์ เท่ากับ ๑ ยูโร ในระยะเวลาเพียง ๒๐ เดือน อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงกว่า ๔๐ % เมื่อเทียบกับเงินยูโร การซื้อขายวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๐๐๔ ที่ตลาดนิวยอร์ก อัตราแลกเปลี่ยนขยับขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ ๑.๒๘๙๘ ดอลลาร์ เท่ากับ ๑ ยูโร
 
นาย Martin Hufnerอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ HypoVereinsbank เยอรมนี ๒ ปี เขาได้ทำนายอนาคต สกุลเงินยูโรว่า " ความจริงแล้ว เงินยูโรเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการออกตราสารหนี้ ถึง ๑ ใน ๓ ของตราสารหนี้ทั้งหมด ที่ขายกันอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ สาเหตุที่ฉุดรั้งยูโรไว้ไม่ให้ไปถึงดวงดาวคือ ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ซึ่งมักลังเลที่จะเก็บเงินสกุลใหม่ที่เพิ่งเกิด ไว้เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดก็ตาม ซึ่งไม่ใช่เพราะไม่เชื่อถือในยูโร (เงินยูโรมีสัดส่วนเพียง ๑๓ % ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของทุกชาติ) “   ในช่วง ๕ ปีต่อจากนี้ ยุโรปจะเสร็จสิ้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะทำให้ยุโรป มีผู้นำเพียงหนึ่งเดียว ที่จะมีอำนาจและศักดิ์ศรีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐฯ ในเวทีเศรษฐกิจโลก กล่าวกันว่า ในอีก ๓ – ๕ ปีข้างหน้า ปี ๒๐๐๗-๒๐๑๐ ที่ขนาดเศรษฐกิจยุโรปรวมตัวกันใหญ่ขึ้น สกุลเงินยูโรอาจสามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งหมุนเวียนการซื้อ-ขาย ในตลาดสินค้า และเงินทุนสำรองของแต่ละประเทศมากถึง ๔๐ % และนี่จึงเป็นโจษที่สหรัฐอเมริกาต้องคิดหนัก 
 อัตราและเปลี่ยนของเงินสกุลเดิม กับเงินยูโร มีดังนี้ 
 
 
 
 
สรุปได้ว่า ปัญหาการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ในรอบพันปีที่สาม ความขัดแย้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป น้ำมัน และเสถียรภาพของสกุลเงินดอลลาร์ จะเป็นปัจจัยหลักสร้างความสับสนวุ่นวายในสังคมโลก สหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาประเทศก้าวล้ำกว่าประเทศอื่นใดในโลก ในเทคโนโลยีด้านต่างๆที่เชื่อกันกันว่า จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในสหัสวรรษใหม่ ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี ในขณะที่สังคมโลกกำลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคกำลังปรับเปลี่ยน เช่น สหภาพยุโรป จีน รัสเชีย กลุ่มอาเซียน และการรวมกลุ่มอาเชี่ยน-จีน และเอเชียใต้ กำลังพยายามที่จะรวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับ สหภาพยุโรป หากการรวมกลุ่มเป็นจริงก็จะกลายเป็นตลาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอันประกอบด้วยประชากรกึ่งหนึ่งของโลก สหรัฐอเมริกาจะรักษาความเป็นประเทศผู้นำโลก อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างไร ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ และมีสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพีมากถึง ๒๐๐ % หากประชาคมโลกขาดความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐ นั่นย่อมหมายความว่าสหรัฐอเมริกาจะต้อง ออกแรงอย่างมหาศาล เพื่อสร้างภาวะสมดุลโลกภายใต้กรอบ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ  
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๓
 
บทบาทสหรัฐอเมริกา
บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔
 
 
 
ถานการณ์โลก หลังปี ๑๙๘๐ ตลอดระยะเวลาร่วม ๓๐ ปี ถึงปัจจุบัน ล้วนผูกพันเกี่ยวโยงกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด นับตั้งแต่ปัจจัยการผลิตในยุคอุตสาหกรรม ได้พัฒนาเครื่องจักรกลไฮเทคอย่างสมบูรณ์แบบ และหลังปี ๑๙๘๐ สหรัฐอเมริกาสามารถนำเอาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไมโครชิพ ไปติดตั้งเข้ากับเครื่องจักรอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาสูงสุดของปัจจัยการผลิตในยุคอุตสาหกรรม และการคมนาคมสื่อสารได้ย่อโลกให้แคบลง ขณะที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง สหรัฐอเมริกาได้พยายามที่จะสร้างกระแสโลกกาภิวัฒน์ โลกไร้พรมแดน หรือแม้กระทั่งการนำเสนอทฤษฎี การสิ้นสุดของชาติรัฐ ( The End of States ) จะเห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางนำโลกของโลกหลังการล่มสลายของสังคมนิยม ได้พยายามเข้าไปจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกด้วยวิธีการต่างๆ ขณะที่ประเทศต่างๆต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสลัดให้พ้นจากการครอบงำของสหรัฐอเมริกา ตามที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ในบทที่หนึ่ง และบทที่สอง 
 
ในทศวรรษหน้า หรืออีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ปัจจัยการผลิต จะเกิดการเปลี่ยนอีกครั้งอย่างปฏิวัติ เทคโนโลยีในระดับไมโครในปัจจุบัน กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยโบราณคล่ำครึ เมื่อนาโนเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ วิวัฒนาการของปัจจัยการผลิต จะเข้าสู่ยุคของมหาจุลจักร (เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ) วิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศไทย จะต้องจับตาและติดตามความเป็นจริงของโลกอนาคต ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” หวนกลับซ้ำรอยอีก
 
๑, พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในรอบพันปีที่สาม
 
นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology)    นาโน หมายถึง หนึ่ง ใน พันล้านหน่วย นาโนเทคโนโลยี คือ วิทยาการประยุกต์แขนงใหม่ ที่ว่าด้วยเรื่องของเทคโนโลยี ในการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมหรือโมเลกุลเข้าด้วยกัน ด้วยความแม่นยำและถูกต้องในระดับนาโนเมตรหรือขนาด ๑ ในพันล้านส่วนของ ๑ เมตร โดยเป็นการผสมผสานของวิทยาศาสตร์หลายแขนง เช่น ชีววิทยา ชีวเคมี วิศวกรรมศาสตร์สาขาหุ่นยนต์ และเครื่องจักรกล ศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman ผู้ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕) เป็นผู้เปิดศักราชของนาโนเทคโนโลยี ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๙ ว่า " สักวันหนึ่ง เราจะสามารถประกอบสิ่งต่างๆ ผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมด้วยความแม่นยำ และเท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ไม่มีกฎทางฟิสิกส์ใดๆ แม้แต่หลักแห่งความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle) ที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้นี้"
 
พลังการผลิตที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ อันได้แก่ เทคโนโลยีการสื่อสารเทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี ชาติมหาอำนาจโลกอนาคต จากเดิมในยุคอุตสาหกรรม ที่เคยเชื่อว่า ประเทศใดสามารถครอบครองแหล่งพลังงานน้ำมัน จะเป็นชาติมหาอำนาจโลก ต่อแต่นี้ไป สังคมโลกยุค IT ( Information Technologyอาจไม่ใช่น้ำมันอีกต่อไป นาโนเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อ พลังการผลิต ๓ ด้าน จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้   และเข้ามาแทนที่น้ำมัน
 
๒, บทบาทของสหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา
 
๒.๑,นับจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ เป็นต้นไป ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช หรือ ใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังการเลือกตั้งในเดือน พฤศจิกายนนี้ จะยังคงสานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลกต่อไป โดยมียุทธศาสตร์หลักๆ ได้แก่ ๑, ปกป้องเสถียรภาพของสกุลเงินดอลลาร์ให้เป็นเงินสกุลกลางของโลกต่อไป ๒,ควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลกให้อยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนขอลำดับเหตุการณ์ จากเหตุการณ์ ๑๑กันยา ถึงปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การทำนายอนาคต อย่างมีวิสัยทัศน์
 
๒.๒,ปริศนาเหตุการณ์๑๑กันยา การก่อวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชน อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ แม้สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยกล่าวหา กลุ่มอัลกออิดะฮ์ ภายใต้การนำของ นาย อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายถล่มอาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้วก็ตาม
 
ข้อสังเกต สถานการณ์ขณะเกิดเหตุการณ์ ก่อวินาศกรรม ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดก็คือ
 
ประการแรก นับจากเครื่องบิน ลำแรก American Airlines ๑๑ มีผู้โดยสาร ๙๒ คน ขึ้นจาก สนามบินบอสตัน เวลา ๐๗.๕๙ น.ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเหนือ เวลา ๐๘.๔๕ น. ลำที่ สอง United Airlines ๑๗๕ มีผู้โดยสาร ๖๕ คน ขึ้นจาก บอสตัน เวลา ๐๗.๕๘ น.ชนตึกเวิลด์เทรดใต้   เวลา ๐๙.๐๕ น. ลำที่ สาม American Airlines ๗๗ มีผู้โดยสาร ๖๔ คน ขึ้นจาก สนามบินดัลเลส เวลา ๐๘.๑๐ น. ชนตึกแพนตากอน เวลา ๐๙.๔๐ น. ลำที่ สี่ United Airlines ๙๓ มีผู้โดยสาร ๔๕ คนขึ้นจาก นิวยอร์ค เวลา ๐๘.๐๑ น. ตกที่เพนซิลเวอร์เนีย    เวลา ๑๐.๑๐ น. 
นับระยะเวลา จาก ลำแรกที่บินขึ้น เวลา ๐๗.๕๘ น. ถึงลำสุดท้ายที่ตกที่ เพนซิลเวอร์เนีย เวลา ๑๐.๑๐ น. รวมระยะเวลานานถึง ๒.๑๒ ช.ม.และ นับจากลำแรกที่บินขึ้นเวลา ๐๗.๕๘ น. ถึงเวลาที่พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเหนือ เมื่อเวลา ๐๘.๔๕ น. และตึกเวิลด์เทรดใต้ ในเวลา ๐๙.๐๕ น. รวมระยะเวลา ๑.๐๕ ช.ม. ก่อนที่เครื่องบินลำที่สองจะพุ่งเข้าชนตึก ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลอเมริกัน กลับหาตอบไม่ได้เลยว่า “เป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุ หรือ เป็นการก่อวินาศกรรม”
จากข้อสังเกตดังกล่าว ขอให้ผู้อ่านเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์เอาเอง ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของสหรัฐที่ทันสมัยที่สุดในโลก กลับไม่สามารถให้คำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่ระยะเวลาของเหตุการณ์นานถึงกว่า ๒ ชั่วโมง
 
๒.๓,การสอบสวนกรณี ๑๑ กันยา และสงครามอิรัก     สามปีถัดมาได้มีการเปิดเผยถึงการโกหกของรัฐบาลบุชมากมาย เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง คณะกรรมาธิการข่าวกรองสภาซีเนตของสหรัฐฯแถลงว่า รายงานข่าวกรองของซีไอเอ เรื่องอิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงนั้นผิดพลาด ซึ่งทำให้ทำเนียบขาวใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการรุกรานอิรัก เพื่อโค่นล้มอำนาจของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น   นายแพต โรเบิร์ตส์ หัวหน้าคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา เผยกับผู้สื่อข่าวว่า การประเมินของสำนักงานข่าวกรองกลาง(CIA) ที่ระบุว่า อิรักครอบครองอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ ซึ่งอาจจะใช้เพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์นั้นผิดพลาด ทั้งนี้อ้างจากรายงานเรื่อง ‘Report on Pre-War Intelligence on Iraq’ ความยาว๔๐๐หน้าซึ่งใช้เวลาจัดทำกว่า๑ปี       

รายงานฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า     ข้อสันนิษฐานของรัฐบาลว่า อิรักกำลังพัฒนาอาวุธ นิวเคลียร์ นั้นเป็นข้อสันนิษฐานที่เกินจริง โดยได้ระบุและตีแผ่ถึงรายละเอียดต่างๆของรายงานซีไอเอ ที่ส่งมอบให้กับฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช  ซึ่งได้ใช้เป็นเหตุผลในการทำสงครามบุกโจมตีอิรัก
 
หนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนท์ ของอังกฤษ ฉบับวันที่ ๒ เมษายน ๒๐๐๔ ได้รายงานการเปิดเผยของนาย เบล เอ็ดมอนด์ส อดีตพนักงานแปลของสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ว่า ทางการสหรัฐฯได้รับข้อมูลทั่วๆไปเกี่ยวกับยุทธการและเวลาที่คาดว่ากลุ่มก่อการร้ายจะถล่มเป้าหมายสำคัญในอเมริกา ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ๑๑ กันยายนครั้งนั้นเป็นเวลาหลายเดือน   อดีตพนักงานแปลซึ่งเข้าทำงานที่เอฟบีไอในช่วงเหตุการณ์ ๑๑ ก.ย.ผู้นี้ยืนยันว่า ข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมได้ก่อนเกิดเหตุ ก็เพียงพอแล้วที่จะบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของขบวนการก่อการร้าย ซึ่งก็ทำให้คำแก้ตัวของทำเนียบขาวที่ว่าไม่เคยรู้ข่าวนี้มาก่อนเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น รายงานชิ้นนี้เกิดขึ้นระหว่างการสอบสวน ความกระจ่างเกี่ยวกับการเตรียมรับมือเหตุการณ์ ๑๑ ก.ย. หลังจากริชาร์ด คลาร์ก อดีตที่ปรึกษานโยบายต่อต้านก่อการร้าย ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า กระเหี้ยนกระหือรือจะทำสงครามรุกรานอิรักถ่ายเดียว โดยไม่สนใจป้องกันการก่อการร้าย ที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่า     ขณะที่โพลล่าสุดของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิส ไทม์ส ซึ่งสำรวจความเห็นชาวอเมริกัน ๑,๖๑๖ คน ระหว่างวันที่ ๒๗-๓๐ มี.ค. ๒๕๔๗ ชี้ว่าชาวสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ๕๒% เห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของคลาร์กที่ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการรับมือกับการก่อการร้าย
       
๓, บทบาทของสหรัฐอเมริกาใเวทีการเมืองระหว่างประเทศ  
 
๓.๑,สหรัฐประกาศสงครามต่ออัฟกานิสถาน     หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ประกาศสงครามเมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น.วันที่ ๑๒ กันยายน ตามเวลาในประเทศไทย ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งที่ ๓ หลังจากการประชุมหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทั้งหมดที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อสงครามต่อสหรัฐ และสหรัฐจะตอบโต้โดยยึดถือว่ากำลังอยู่ในภาวะสงคราม โดยสหรัฐพุ่งเป้าผู้ก่อการร้ายเหตุการณ์ครั้งนี้ไปที่นาย บิน ลา เดน และรัฐบาล ตาลีบัน ในอัฟกานิสถานซึ่งนาย อุซามะฮ์ บิน ลา ดน ใช้เป็นฐานที่มั่นฝึกการก่อการร้าย
 
หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน จากทั้งสภาบนและสภาล่าง มอบอำนาจอันศักดิ์สิทธิแก่ จอร์จ บุช ที่จะกระทำการใดๆก็ได้เพื่อที่จะล้างแค้นต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสหรัฐในครั้งนี้   แล้ววันที่ ๑๖ กันยายน จอร์จ บุช ก็ประกาศเร่งแผน การโจมตี อัฟกานิสถาน โดยมอบหมายให้ พล.อ.คอลิน พาวเวลล์ รมว.ต่างประเทศ นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รมว.กลาโหม นายคอนโดลีซซา ไรซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบ ในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ อเมริกาก็เริ่มเปิดฉากโจมตี อัฟกานิสถาน โดยอ้างเหตุผลเพื่อตามล่าตัวนาย อุซามะฮ์ บิน ลาเดน มาลงโทษ สงครามครั้งนี้นับเป็นสงครามอันท้าทายต่อสิ่งที่เรียกว่า การก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน และอำนาจนิยม ตลอดจนการทิ้งไว้ซึ่งความน่าสงสัย ศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง
 
ข้อน่าสังเกตบางประการ เหตุการณ์ก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อย่างน่าสลดใจและโหดเหี้ยมป่าเถื่อนในยุคเริ่มต้นของรอบพันปีที่สาม อันจะนำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมา การประกาศสงครามของสหรัฐ ต่อประเทศอัฟกานิสถาน เริ่มต้นที่การตามล่าตัว นาย อุซามะฮ์ บิน ลา เดน ที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการถล่มตึกเวิลด์เทรด รัฐบาลตาลีบันประเทศอัฟกานิสถาน ที่ให้การสนับสนุนต่อ นาย บิน ลา เดน ในการใช้ประเทศ อัฟกานิสถานเป็นฐานที่มั่นส่งออกการก่อการร้าย
 
๓.๒,เบื้องหลังการตามล่า อุซามะฮ์บิน ลาเดนในอัฟกานิสถาน     หลังจากการตามล่า นาย บิน ลา เดน ที่เป็นเป้าหมายหลักได้ไม่กี่วัน        ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักได้เปลี่ยนไป จากการตามล่าตัวนาย บิน ลาเดน กลายเป็นอย่างน้อยที่สุดก็ได้แก่    ๑,การประกาศสงคราม กับ ลัทธิการก่อการร้าย        ๒, การแบ่งแยกสังคมโลกออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ประเทศที่ไม่ให้การสนับสนุนการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ ให้ถือเป็นฝ่ายกลุ่มก่อการร้าย ประเทศที่ให้ความสนับสนุนสหรัฐ ให้ถือเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร    ๓, การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถานโดยสหรัฐอเมริกา     ๔, แม้การตั้งรัฐบาลหุ่น ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว เป้าหมายหลักในครั้งแรกของสหรัฐแทบจะไม่มีการกล่าวถึงการตามล่าตัว นาย อุซามะฮ์บิน ลาเดน และ นาย โมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน ว่าหายไปไหน อยู่ที่ใด จะนำตัวมาลงโทษหรือไม่อย่างไร?
 
แม้เหตุการณ์ถล่ม อัฟกานิสถาน ได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ทิ้งปริศนาน่าคิดไว้อย่างไม่อาจผ่านเลยไปได้   ไม่ว่าจะเป็น
๓.๒., การแบ่งแยกสังคมโลกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายก่อการร้าย กับฝ่ายสัมพันธมิตร แม้การก่อตัวจะเป็นเพียงร่างเงาก็ตาม แต่ก็ง่ายต่อการที่จะถูกสร้างให้กลายเป็นกระแสของโลกต่อไปในอนาคต
 
๓.๒.๒, เหตุใดหลังจากที่สหรัฐชนะสงคราม สามารถตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาในอัฟกานิสถานแล้ว จึงไม่มีความกระตือรือร้นตามล่าตัวนายอุซามะฮ์ บิน ลาเดน และ นายโมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน มาลงโทษเหมือนช่วงก่อนการประกาศสงคราม   ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า สหรัฐพอใจกับ การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถาน มากกว่า การตามล่าหาตัวนายอุซามะฮ์ บิน ลาเดน และ นายโมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน ที่เป็นเป้าหมายหลักของการประกาศทำสงครามในครั้งนี้ ทำให้เป็นข้อสงสัยว่า จริงๆแล้วเป้าหมายการทำสงครามครั้งนี้ของสหรัฐต้องการอะไรกันแน่ 
 
๓.๒.๓, การที่สหรัฐตั้งรัฐบาลหุ่นของตนขึ้นในประเทศอัฟกานิสถาน ที่มีพรมแดน ติดต่อกับสองมหาอำนาจโลก อย่าง รัฐเชีย และจีน ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคง เสรีภาพ และความสงบสันติของสังคมโลกหรือไม่   โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรณีของจีน ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และทางการทหาร ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลก (เริ่มจากเม็กซิโก ต้มยำกุ้ง และอาเจนตินา )
ประเทศอัฟกานิสถาน มีพรมแดนติดต่อกับประเทศจีน ด้านเขตปกครองตนเอง มณฑลซินเกียง ซึ่งมีประชากร ที่นับถือศาสนาอิสลามราว ๙๐ % และไล่ไปตลอดเส้นทางสายไหมไปถึง เมืองลั่วหยาง   เมื่อนับรวมชาวมุสลิม ก็นับได้ว่า จีนเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิม มากในอันดับต้นๆของโลก นอกจากนั้นแล้ว จีนยังมีปัญหาทางการเมืองและความมั่นคง ใน เขตปกครองตนเอง ซินเกียง ธิเบต และ มณฑลกานสูอีกด้วย 
ดังนั้นการที่สหรัฐมองจีนเป็นคู่แข่งที่สำคัญบนเวทีโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร การเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในประเทศ อัฟกานิสถาน ดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนอย่างแน่นอน ด้านรัสเชียเองก็เช่นกัน ความระแวงต่อกันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่นเดียวกับกรณีที่ รัสเชียเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธในประเทศ คิวบา สมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในช่วงก่อนเกิดสงครามเวียตนาม
 
๔, สงครามต่อต้านการก่อการร้าย
ความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกา กำลังเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลก โดยมีเป้าหมายการเคลื่อนไหว ทางยุทธศาสตร์เพื่อปิดล้อมจีน-รัสเชีย และสหภาพยุโรป  จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกพัฒนาอย่างเปราะบางล่อแหลม ต่อสันติภาพของโลก ดังนั้น ประชาคมโลก จะต้องสอดส่องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนไทย ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการปิดล้อมจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ และช่องแคบมะละกา
การดำเนินนโยบายต่างประเทศ จะต้องกระทำไปด้วยความระมัดระวังยิ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประเทศไทย ถูกใช้ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สงครามอันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันภัยจากภายนอก เหมือนการล้อมรั้วด้วยเขี้ยวเพชร การวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ไม่อยากให้ผู้อ่านมองว่า เป็นการมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป หากแต่ต้องการให้เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่ต้องศึกษา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายใต้ “กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก “ ที่กำลังก้าวข้ามอย่างปฏิวัติ จากยุคอุตสาหกรรม สู่..ยุค IT ( INFORMATION TECHNOLOGY ) และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ที่จะนำประเทศสู่ความสงบสันติ ปลอดภัยต่อกระแสโลกที่กำลังเชี่ยวกราด
๔.๑,สถานการณ์โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ขณะที่สงครามในอัฟกานิสถานกำลังดำเนินไป การกำเนิดขึ้นของกระแส ลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย” ที่มีสหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำในการผลักดันกระแสดังกล่าว ทำให้สังคมโลกถูกจัดระเบียบแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างประเทศที่สหรัฐชี้ว่าเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกาคือ “ประเทศก่อการร้าย” ดังนั้นประเทศใดๆก็ตาม ที่ไม่สนับสนุนสหรัฐต่อต้าน “กลุ่มก่อการร้าย” จะถูกสหรัฐพิพากษา ให้เป็น “ประเทศกลุ่มก่อการร้าย”
 
จากการตามล่าตัวนาย อุซามะฮ์ บิลาดิน ถึงสิ่งที่บุชเรียกว่า กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ สหรัฐได้สร้างกระแสต่อต้านการก่อการร้ายที่ครอบคลุมไปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายหลักพุ่งเป้าไปที่ กลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์อันมหาศาล จากแหล่งพลังงานน้ำมัน และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องหลังการตามล่า นาย อุซามะฮ์ บิน ลาเดน คือการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อควบคุมผลประโยชน์ทั้งหมดในเอเชียหรือไม่ เป็นปริศนาคำถามที่จะต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป
๔.๒,ปี ๒๐๐๒ ชาวปาเลสไตน์ นายยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์ ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม สิทธิเสรีภาพและบูรณภาพเหนือดินแดน จากการรุกรานของอิสราเอล ภาพทางจอโทรทัศน์แพร่ภาพโดย CNN  ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพ จะเห็นภาพเยาวชนปาเลสไตน์ ใช้ก้อน อิฐ ก้อนหิน เข้าต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของ อิสราเอล   ที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธสงครามอันทันสมัย ลูกเล็กเด็กแดงของชาวปาเลสไตน์ ที่ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดนของตน กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ ประธานาธิบดีบุช ถึงกับเสนอ
แผนสันติภาพในปาเลสไตน์ โดย บุช ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้งในปาเลสไตน์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ที่ไม่ใช่นายยัสเซอร์ อาราฟัต   ซึ่งเบื้องหลังของแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ก็คือ ประธานาธิบดีบุช ต้องการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนเพื่อเอาใจอิสราเอล กล่าวคือ บุช ได้เตรียมบุคคลที่จะมาแทนที่นายอาราฟัตแล้ว เป็นชาวปาเลสไตน์เรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส และเคยเป็นตัวแทนขององค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟในปาเลสไตน์มาก่อนโดยอ้างว่านายยัสเซอร์ อาราฟัต  ขาดธรรมาภิบาล ในการปกครองชาวปาเลสไตน์
๔.๓,กำเนิดลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย    ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้นำลิทธิ “ต่อต้านการก่อการร้าย “ ได้พยายามสร้างเงื่อนไขต่างๆนานาเพื่อผลักดันลัทธิดังกล่าวสู่..กระแสโลก เขาได้คิดประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย บุช ได้กระทำการพิพากษา สามประเทศในเอเชียได้แก่ ประเทศอิรัก เกาหลีเหนือ และอิหร่าน ด้วยข้อหา “ มีความพยายามพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง “ ให้ตกเป็นจำเลยคดี “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ที่ประชาคมโลกจะต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐกำจัดออกไป ประเทศใดที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสหรัฐ ให้ถือว่าเป็นฝ่าย “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
๔.๔,สงครามอ่าว ๒   ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนความตรึงเครียดของโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ 'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรงด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับแผนการโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายนนี้    ท่ามกลางกระแสค้านของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของสหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรักในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วก่อนหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังได้ออกมาข่มขู่เหยียดหยาม องค์การสหประชาชาติ (UN) อีกด้วยว่า สหรัฐเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเข้าโจมตีอิรัก หากองค์การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกไม่เห็นด้วยสหรัฐก็พร้อมที่จะเปิดสงครามโดยลำพัง
๔.๕,กระแสต่อต้านสงครามอ่าว ๒   ลุกลามไปทั่วโลก ความวิตกกังวลของประเทศต่างๆ ที่มีต่อคำประกาศสงครามบุกอิรักของ ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ต่างเกรงว่าดุลอำนาจโลกจะเปลี่ยนไป ความมั่นคงของนานาชาติจะถูกคุกคาม หากสหรัฐสามารถควบคุมตะวันออกกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ และองค์การสหประชาชาติ (UN)หมดความหมายไป ประเทศต่างๆ จึงออกมาต่อต้านคัดค้าน    เช่นฝรั่งเศสและเยอรมนีแล้ว จีนและรัสเชีย ซึ่งต่างก็เป็นประเทศผู้ทรงอิทธิพลในคณะมนตรีความมั่นคง ได้ประกาศจุดยืนคัดค้านสงคราม โดยเรียกร้องให้ใช้กระบวนการทางการทูตเพื่อแก้ปัญหา ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศสงครามโดยลำพัง
๔.๖,สงครามทางการทูตปฐมสงครามอ่าว ๒ กลุ่มประเทศพันธมิตรต่อต้านสงคราม ได้อออกมาคัดค้านต่อต้านสงครามกดดันให้กองทัพสหรัฐถอนตัวออกจากอิรักโดยทันที กลุ่มพลังต่างๆที่สูญเสียผลประโยชน์ หากสหรัฐฯสามารถเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในตะวันออกกลางไว้ได้       กลุ่ม ประเทศต่างๆที่ออกมาต่อต้านสงคราม อย่างน้อยก็ได้แก่
ท่าทีของจีนต่อกรณีสงครามอ่าว ๒ ปัญหาความวิตกกังวลของจีนที่มีต่อ สถานการณ์ทางสากล ที่อเมริกาออกมาท้าทายยั่วยุล่อแหลมต่อความมั่นคงของจีน และสันติภาพของโลก เริ่มตั้งแต่ปัญหาการขายขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ไต้หวัน การส่งเครื่องบินจารกรรมบินล้ำเข้าไปในน่านฟ้าจีน ทำให้จีนต้องส่งเครื่องบินขับไล่สองลำเข้าปะกบบังคับให้ลงจอด ฉุกเฉินที่เกาะไหหลำ ในเดือนมีนาคม ปี ๒๐๐๑ปลายปี สหรัฐประกาศตามล่าตัว บินลาดิน สุดท้ายก็คือการตั้งรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในอัฟกานิสถาน และคงกองกำลังของอเมริกาไว้ในอัฟกานิสถาน ที่มีพรมแดนติดต่อกับจีนด้าน มณฑล ซินเกียง
จีนเกิดความวิตกกังวล เนื่องจาก ปัญหาชนชาติส่วนน้อยในจีน นับตั้งแต่ เขตปกครองตนเอง ธิเบต ซินเกียง กานสู ถึงลั่วหยางในมณฑลส่านซี ที่ประกอบไปด้วยชนชาติส่วนน้อย โดยเฉพาะชาวมุสลิม และล่าสุดการประกาศสงครามต่ออิรัก หากสหรัฐมีชัยเหนืออิรัก ก็จะทำให้จีนถูกปิดล้อมทางด้านตะวันตกโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ เอเชียกลาง เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาทันที รวมถึงแรงกดดันทางด้านตะวันออก ที่สหรัฐสร้างแรงกดดัน ประกาศอาจทำสงครามถล่มเกาหลีเหนือ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนแทบทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่าเกมรุกของสหรัฐอเมริกา จะรีบเร่งร้อนรนจนลืมจังหวะก้าว ปรัชญาแห่งชัยชนะ ”เวลาและสถานที่” หรือ อาจจะฉวยโอกาส ที่จีนยังไม่พร้อมที่จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม ทั้งนี้จีนยังอยู่ในระยะที่มีการเปลี่ยนถ่ายผู้นำจากรุ่นที่ ๒ สู่รุ่นที่ ๓ ที่มีภารกิจ รับช่วง “ทฤษฎีสามตัวแทน” จากเจียง เจํอหมิง ซึ่ง หูเจิ้นเทา ผู้นำรุ่นที่ ๓ จะต้องนำทฤษฎี ประสานสู่การปฏิบัติ นำจีนให้ก้าวหน้าต่อไป อเมริกามิอาจประเมินจีนต่ำเกินไป เชื่อว่าวิสัยทัศน์ผู้นำจีนคงไม่ประเมินสถานการณ์อย่างกลไก ด้านเดียว แต่จะนำเอาปัญหา อะไรก่อนอะไรหลังระหว่าง “เหตุและผล” มาศึกษากันอย่างรอบด้าน เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ และกำหนดท่วงทำนองต่อสถานการณ์ อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สลับซับซ้อน ในสถานการณ์ “อักษะแห่งความชั่วร้าย” อย่างถูกต้องชัดเจน
สหภาพยุโรป ที่มีความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ จากเรื่อง สกุลเงินยูโร-ดอลลาร์,การค้าสหรัฐ-ยุโรป,ฯลฯ ซึ่งในอนาคตตลาดโลกทั้งหมดอาจไม่มีช่องว่างสำหรับยุโรป ขณะที่ยุโรปยังต้องพึ่งแหล่งพลังงานน้ำมันจากตะวันออกกลางมากถึง ๗๐
                     
กลุ่มประเทศโลกที่สาม ที่ยากจนหล้าหลัง และถูกเอารัดเอาเปรียบจากชาติมหาอำนาจโลก และยืนหยัดต่อสู้ทางการทูตมาโดยตลอด ในการที่จะได้รับสิทธิ เสรีภาพ อันเท่าเทียมกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ 
กลุ่มพลังประชาชนคัดค้านสงคราม   มหาพลังอันบริสุทธิจากประชาชนทั่วโลก บนพื้นฐานของโลกแห่งอารยธรรม ต่างออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามรุกรานขาดความชอบธรรม พลังอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความรัก ความเป็นธรรม มนุษยธรรม จริยธรรม เคารพต่ออำนาจอธิปไตย,เอกราชและบูรณภาพในดินแดน จากทั่วทุกหนแห่งในโลก ต่างลุกฮือขึ้นมาคัดค้าน สงครามรุกรานต่อต้านกดดันให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกไปจากการทำสงครามรุกรานอิรัก
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด(NAM) ๑๑๔ ประเทศ แถลงการณ์คัดค้านสงครามอิรัก โดยเรียกร้องให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในวันที่ ๒๑ ก.พ. ๒๕๔๖ 
 
๔.๗,สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามถล่มอิรัก ใช้ข้ออ้างในการเข้าโจมตีอิรัก ว่าเป็น ”อักษะแห่งความชั่วร้าย” อันตรายที่สุดในโลก มีการลักลอบพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง มีทั้งอาวุธ เคมี ชีวภาพ และอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยการปลดประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุสเซน ซึ่งเป็นบุคลอันตรายต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลกออกไป
 
อิรัก ตอบโต้โดยกล่าวหาสหรัฐอเมริกา ว่าประสบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ   สหรัฐเข้าทำลายอิรัก หาใช่ความต้องการรักษาสันติภาพของโลกแต่อย่างใด หากแต่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากบ่อน้ำมันในอิรักต่างหาก    

ยุทธการสมาร์ทบอม   ในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็ประกาศเปิดยุทธการ สมาร์ทบอม ในเวลา ๐๘.๐๐ น.วันที ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ (ตามเวลาในประเทศไทย)   ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ออกแถลงต่อประชาชนชาวอเมริกันที่ทำเนียบขาวของสหรัฐได้ ระบุยื่นคำขาดให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน พร้อมด้วยลูกชาย และคนสนิทออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง หากฝืนคำสั่งจะต้องเผชิญกับสงครามที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ
 
หลังจากกำหนดเวลาที่   ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ยื่นคำขาด อภิมหาศาสตรามหาภัยของสหรัฐ ที่ซัสดัม ตายแล้วเกิดใหม่อีกสองรอบก็ยังยากที่จะพัฒนาได้ทัน ก็ถูกนำออกมาใช้ในยุทธการครั้งนี้ ยุทธปัจจัยต่างๆ เช่น ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำรุนแรง หรือที่สหรัฐฯเรียกว่า สมาร์ทบอม” ได้มีบทบาทสำคัญในสงครามอิรัก ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ๕๐% และอำนาจทำลายล้างสูง การโจมตีเป้าหมายและต่อต้านขีปนาวุธของอิรักด้วยลำแสงเลเซอร์ ที่จะถูกนำออกใช้เช่น
 
เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่, ยานรบแบรดลีย์, ขีปนาวุธแพตริออท จรวดโทมาฮอค เครื่องบินทิ้งระเบิด B-๑B Lancer, F-๑๑๗A ไนต์ฮอว์กล,เครื่องบินเอแวกส์ E-๓ Sentry,เครื่องบินทิ้งระเบิด B-๕๒ Stratofortress,เครื่องบิน AC-๑๓๐ gunship,เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล B-๒ Spirit, เครื่องบินสอดแนม U-๒S ,ระเบิดพวงมาตรฐานที่สหรัฐฯ ใช้คือ CBU-๘๗/B น้ำหนักราว ๔๓๐ กิโลกรัม บรรจุระเบิดเล็ก BLU-๙๗/B ได้ ๒๐๒,เรือบรรทุกเครื่องบิน “ธีโอดอร์ รุสเวลต์, ฯลฯ จรวดร่อน( cruise missile ) แบบโทมาฮอว์ก, ระเบิด-ขีปนาวุธนวิถี ฝูงบินโจมตี เครื่องบินรบกวนเรดาร์ เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี๒  
 
หลังสงครามอิรัก ๑ ปี สหรัฐสามารถสังหารบุตรชาย และจับกุมตัว ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ได้ แต่สภาพของสงครามกลางเมืองในอิรักยังคงอยู่ในขั้นกลียุคถึงปัจจุบัน แม้ว่า กองกำลังพันธมิตรได้สร้างเซอร์ไพรส์แก่ประชาคมโลก ด้วยการประกาศยุติการยึดครองอิรักและส่งมอบอำนาจอธิปไตยกลับคืนแก่รัฐบาลเฉพาะกาลอิรัก เมื่อวันจันทร์ ๒๘ มิถุนายน๒๕๔๗เร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ถึง ๒ วันแล้วก็ตาม ผู้นำประเทศอิรักคนใหม่ คือ ประธานาธิบดี ฆอซี ยาวิร     ก็จะเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์อิรัก หลังสิ้นสุดยุคผู้นำจอมเผด็จการอย่างซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งครองอำนาจยาวนานกว่า30ปี
 
๕,วิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์โลก                                                                                                    
 
๕.๑,ช่องแคบมะกาศูนย์กลางเส้นทางเดินเรือโลก  ช่องแคบมะละกา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเลที่สำคัญยิ่ง หากชาติใดสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้ ก็จะสามารถควบคุมเส้นทางการเดินเรือทั้งด้านพานิชนาวี และยุทธนาวี เป็นจุดตัดรอยต่อที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอตแลนติก และเชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในอดีตความสำคัญของช่องแคบมะละกาในสงครามโลกครั้งที่ ๒ เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา    แสนยานุภาพทางทะเล เช่นฐานทัพในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก และเคยเป็นยุทธนาวีอันยิ่งใหญ่ที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๔๐ ระหว่างกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบิน ญี่ปุ่น จากโอกินาวาเข้าโจมตีกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชัยชนะของญี่ปุ่นในยุทธการเพิร์ล ฮาเบอร์ ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นสามารถเข้าควบคุมเกาะกวม,เกาะเวค ทำให้ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ได้ จากนั้นญี่ปุ่นได้ขยายอิทธิพลเข้ายึด ฮ่องกง,ฟิลิปปินส์,อินโดนีเซีย, นิวกีนี,สิงคโปร์,มาลายา,และพม่า ก่อนที่ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพเรือของ สหรัฐและออสเตรเลีย ในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่าความสำคัญของฐานทัพสหรัฐอเมริกา ในแปซิฟิก นับตั้งแต่ หมู่เกาะฮาวาย เกาะมิดเวย์ เกาะเวค เกาะกวม ฯลฯ และโอกินาวา(ญี่ปุ่น) มีความพร้อมที่จะควบคุมมหาสมุทรแปซิฟิก และเผชิญหน้าทางยุทธนาวี ไม่ว่าจะเป็น รัสเชีย หรือ จีน
 
๕.๒,รัสเชีย มีแสนยานุภาพทางยุทธนาวีที่เป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐอเมริกา ฐานทัพเรือในวลาดิวอสต๊อก ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อชายแดน รัสเชีย,จีน,เกาหลีเหนือ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์โลกทางยุทธนาวีที่สำคัญยิ่งของรัฐเชีย เนื่องจากเป็นทางออกทะเลทางเดียวของรัสเซียที่สามารถเข้า-ออกทะเลได้ตลอด ๓๖๕ วัน ขณะที่ด้านอูเครน จากทะเลดำที่จะออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เนเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติกกลับเป็นจุดอันตรายสำหรับทางออกทะเลของรัฐเชีย เมื่อช่องแคบบอสพอรัส ประเทศตุรกีตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ส่วนด้านเลนินกราด ทะเลบอลติก ที่มักจะถูกปกคลุมด้วยทะเลน้ำแข็ง และเป็นเขตอิทธิพลของยุโรป ดังนั้น บริเวณที่เกี่ยวพันกับวลาดิวอสต๊อก จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
 
 
    
                    
         
๕.๓, เกาหลีเหนือ – ใต้ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง การจัดระเบียบโลกโดยมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา รัสเชีย – จีน ได้เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเกาหลี ในที่สุดเกาหลีได้ถูกแบ่งออกเป็นเหนือ-ใต้ โดยมีเส้นแบ่งพรมแดน บริเวณเส้นขนาดที่ ๓๘ ในปีค.ศ.๑๙๕๑ ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เกาหลีเหนือ ปกครองโดยระบบสังคมนิยม ขณะที่เกาหลีใต้ปกครองด้วยระบบทุนนิยม ความตรึงเครียดของเกาหลีเหนือ-ใต้ ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีในยุคสงครามเย็น ได้สร้างความปวดร้าวให้กับชาวเกาหลีเป็นยิ่งนัก ความพยายามที่จะรวมประเทศ ในสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกา กล่าวหาเกาหลีเหนือว่าเป็น “กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” ปริศนาดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ? เกาหลีจะรวมประเทศภายใต้เงื่อนไขของมหาอำนาจขั้วใด ? ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงฐานทัพของตนไว้ในเกาหลีใต้ 
 
๕.๔,จีน – ไต้หวัน    ปี ค.ศ. ๑๙๔๙ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน นำโดยเหมา เจ๋อ ตง เคลื่อนทัพลงใต้บดขยี้ กองกำลังของจีนคณะชาติ พรรคก๊กมินตั๋งที่นำโดยเจียงไคเช็ค ภายใต้การสนับสนุนของอเมริกา ต้องแตกทัพถอยร่นอพยพไปอยู่บนเกาะไต้หวัน ขณะที่บนผืนแผ่นดินใหญ่จีน เหมาเจ๋อตง ได้ประกาศจัดตั้งประเทศจีนเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังสงครามกลางเมืองจีนสิ้นสุดลงสหรัฐอเมริกา ยังคงให้การสนับสนุนแก่ไต้หวัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การทหารอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามหากจีนแผ่นดินใหญ่บุกไต้หวัน 
 
สงครามแย่งชิงมวลชนระหว่างจีน – ไต้หวัน ในปัจจุบัน จีนได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นมณฑลกว่างตง เพื่อเปิดโอกาสแก่นักลงทุนฮ่องกง เขตเศรษฐกิจพิเศษมณฑล ฟูเจี้ยน เพื่อดึงดูดทุนจากนักลงทุนไต้หวัน ประชาชนไต้หวันสามารถเข้าไปลงทุนในจีนค่อนข้างเสรี ยุทธศาสตร์การช่วงชิงมวลชนดังกล่าวของจีนในอนาคต หากปราศจากการแทรกแซงกิจการภายในจีน-ไต้หวัน ที่สุดจีนก็จะสามารถรวมเอาไต้หวันได้ด้วยสันติวิธี เช่นเดียวกับการรวมเอาฮ่องกงเข้ากับกว่างตง   ภายใต้นโยบายหนึ่งประเทศ สองระบบของจีน นอกจากนั้นแล้วจีนยังได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษไล่ไปตลอดแนวแปซิฟิกริม เจ๋อเจียง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู ซานตง แก่นักลงทุน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน นอกจากจีนจะได้ประโยชน์จากการช่วงชิงมวลชนแล้ว ยังสามารถผลักดันให้นโยบายพัฒนาด้านพลังการผลิตได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย ขณะที่สหรัฐอเมริกา พยายามสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดล่อแหลมต่อการเกิดสงครามระหว่างจีน-ใต้หวัน ตลอดเวลา
 
๕.๕มหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะดิเอโก การ์เชีย ของอังกฤษ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของมหาสมุทรอินเดีย เป็นจุดที่ตั้งของฐานทัพอังกฤษ-สหรัฐ ซึ่งมีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่เพียงพอต่อ การควบคุมมหาสมุทรอินเดียไว้ทั้งหมด 
 
๕.๖,เอเชียใต้* อินเดีย-ปากีสถาน ปี ๑๙๔๖ เมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษได้เกิดกลียุค-นองเลือด บนแผ่นดินอนุทวีป ระหว่าง ฮินดู กับ มุสลิม มีการประหัตประหารกันอย่างบ้าคลั่งล้มตายไปกว่าครึ่งล้านคน ในแคว้นปัญจาบ ในที่สุดดินแดนแห่งอนุทวีป ก็ถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ อินเดีย และ ปากีสถาน หลังจากนั้นมาทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดความขัดแย้งแย่งชิงดินแดนกันเรื่อยมา ปีค.ศ.๑๙๖๕ ประธานาธิบดี อายุบข่าน ยกทัพบุกแคชเมียร์ แต่ต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพอินเดีย
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : *ธนู แก้วโอภาส, “ประวัติศาสตร์โลก” : พิมพ์ครั้งที่สอง ธันวาคม ๒๕๓๙ , จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ   บทที่ ๑๑ อวสานของจักรวรรดินิยมเก่า
                    
 
ต่อมาปากีสถานตะวันออก ชาวเบงกาลี มีมติต้องการแยกตัวออกจากปากีสถานตะวันตก ทำให้ปากีสถานตะวันตก ไม่พอใจเคลื่อนทัพเข้าปราบปรามชาวเบงกาลี ผู้นำอินเดีย นางอินทิรา คานธี เข้าช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ด้วยการส่งกองทัพอินเดียบุกตะลุย ปากีสถานตะวันตก เข้ายึดกรุงแดคคา เมืองหลวงได้ในเวลาไม่กี่วัน ในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ หลังจากนั้นปากีสถานตะวันออก ได้ประกาศเอกราชเป็นประเทศ บังกลาเทศ ต่อมาทั้งอินเดีย-ปากีสถาน ต่างเร่งพัฒนากองทัพของตน กระทั่งสามารถพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ ได้สำเร็จ   ในปัจจุบัน ปัญหาในแคว้น ปัญจาบ – แคชเมียร์ กำลังทวีความคุกรุ่นพร้อมที่จะระเบิดเป็นสงครามได้ทุกเวลา 
 
๕.๗,เอเชียกลาง หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ อเมริกาได้ใช้ข้ออ้างในการตามล่าตัว นายออสมา บินลาเดน ในอัฟกานิสถาน สุดท้ายก็คือการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถาน และหลังจากการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต บรรดารัฐต่างๆของอดีตสหภาพโซเวียตในแถบเอเซียกลาง ไล่ตั้งแต่ อุซเบกีสถาน เตอร์เมนีสถาน ที่มีข่าวว่าอเมริกามีฐานทัพลับๆอยู่ในสองรัฐดังกล่าว อาเซอร์ไบยัน อาร์เมเนีย จอร์เจีย ฯลฯ และเชชเนีย ที่เป็น หนึ่งใน ๘๙ รัฐของรัฐเชีย ตั้งอยู่บริเวณระหว่าง ทะเลสาบแคสเปียน กับทะเลดำ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการวางท่อน้ำมัน จากเอเซียกลางออกสู่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชชเนียก็เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ”กบฎเชชเช” ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายใดยังไม่ปรากฏชัดเจน   การแยกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต แตกแยกเป็นประเทศต่างๆในแถบเอเซียกลาง กำลังจะกลายเป็นดินแดนที่ปิดล้อมอิทธิพลของรัฐเชียทางด้านใต้
๕.๘,ตะวันออกกลาง หากแบ่งออกเป็นเหนือ-ใต้ ด้านใต้ก็ตกอยู่ในอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา เริ่มตั้งแต่ คูเวต,บาห์เรน,กาตาร์,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,โอมาน,เยเมนเหนือ-ใต้,ซาอุดิอาระเบีย,อิสราเอล. ทางด้านเหนือ หากสหรัฐสามารถสร้างอิทธิพลของตนเหนืออิรัก,อิหร่าน ได้ ( ปัจจุบันสหรัฐกล่าวหาทั้งสองประเทศว่าเป็นกลุ่ม”อักษะแห่งความชั่วร้าย” ) เท่ากับว่าสหรัฐสามารถปิดล้อมรัฐเซียทางด้านใต้และปิดล้อมจีนตลอดเส้นทางสายไหมได้โดยสมบูรณ์ และการควบคุมปากบ่อน้ำมันแหล่งพลังงานสำคัญของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ
๕.๙,การรวมกลุ่มสนธิสัญญาวอซอว์และนาโต้ การเคลื่อนไหวของการประชุมสุดยอดผู้นำ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ได้มีการพิจารณารับสมาชิกใหม่อดีตคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออก ๗ ประเทศ ได้แก่ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย สโลวาเกีย สโลเวเนีย และโรมาเนีย เท่ากับว่ารัสเชียถูกปิดล้อมทางแนวด้านตะวันตก
 
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความวิตกโกลาหลให้แก่ผู้นำรัฐเชีย ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเชีย ต้องรีดเร่งเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ ๒-๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อินเดีย ได้ร่วมลงนามประกาศปฏิญญาร่วมกับประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้นำจีน เรียกร้องให้โลกสร้างดุลอำนาจหลายขั้วเพื่อถ่วงดุลอำนาจจากสหรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกซึ่งได้แก่ปัญหาอิรักและเกาหลีเหนือด้วยวิถีทางการทูต
 
๕.๑๐,หมู่เกาะสแปรตลีย์ ตั้งอยู่ในทะเลจีนใต้บริเวณ ด้านตะวันตกของ ฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของบรูไน ฝั่งตะวันออกของเวียตนาม มาเลเซีย และรัฐบาลจีนได้อ้างอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว หรือที่จีนเรียกว่า นานชา” โดยเชื่อกันว่า บริเวณดังกล่าวมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้ขุดพบอยู่จำนวนมาก ขณะที่ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ต่างก็อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะดังกล่าวด้วยเช่นกัน จากความขัดแย้งของกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้น และบริเวณดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย 
 
จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องจับตาติดตามความเคลื่อนไหว เพราะสามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งที่รุนถึงขั้นประกาศสงครามต่อกันได้ หากมหาอำนาจใดต้องการเข้ายึดครองบริเวณดังกล่าว อาจสร้างเงื่อนไขเพื่อใช้เป็นข้ออ้างการเข้ายึดครอง แม้ว่าล่าสุดการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปี เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ จะได้มีการหยิบยกประเด็นชาติที่อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ เสนอต่อจีนเพื่อหาข้อยุติลดความตึงเครียดในภูมิภาคก็ตาม โอกาสที่กรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์ จะถูกแทรกแซงสร้างเงื่อนเพื่อเข้าควบคุมบริเวณดังกล่าวก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
 
๕.๑๑,สิงคโปร์    นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (ไอซีส์) ของสิงคโปร์เตือนว่า ท่าเรือขนาดใหญ่และเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญๆ รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังของไทย เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะการถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี นาย ไมเคิล ริชาร์ดสัน นักวิจัยรับเชิญของไอซีส์ ผู้เขียนรายงานชิ้นใหม่เกี่ยวกับความเปราะบางของอุตสาหกรรมเดินเรือสมุทรทั่วโลก ในเวลาต่อมาสิงคโปร์ได้เสนอให้ ทหารนาวิกโยธินสหรัฐเข้ามาประจำการ "ช่องแคบมะลากา" เพื่อป้องกันการก่อการร้ายสากล
 
๕.๑๒,ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย สองประเทศดังกล่าวประกอบขึ้นจากหมู่เกาะนับพันเกาะ ภาษาถิ่นนับร้อยภาษา ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก กับ มหาสมุทรอินเดีย และเชื่อมต่อไปถึง มหาสมุทรแอตแลนติกได้ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางยุทธนาวีดังกล่าว จึงเป็นจุดที่น่าจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่ง หากสหรัฐอเมริกา ต้องการควบคุมเส้นทางการเดินเรือของโลก โดยเข้าแทรกแซงสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งทางประชาชาติ ในประเทศทั้งสอง ซึ่งมีความหลากหลายทางประชาชาติ
 
และเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปาะที่สุด การสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งถึงขั้นเกิดสงครามประชาชาติ การรบราฆ่าฟันกลียุคในประเทศทั้งสอง แล้วบีบให้องค์การสหประชาชาติ ออกมากล่าวอ้าง ขอให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ เข้าไปเพื่อยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย กองกำลังรักษาสันติภาพผูกขาดอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ที่มีสัญชาติจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักล่าอาณานิคม ก็จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรม ในการเคลื่อนแสนยานุภาพทางทะเล เข้าประจำการในสองประเทศดังกล่าว เท่ากับเป็นการเข้าควบคุมช่องแคบมะละกา จุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเล โดยชอบธรรม
 
ปัจจุบัน สองประเทศดังกล่าวถูกสหรัฐอเมริกา กล่าวหาว่าเป็นแหล่งอาศัย ของกลุ่มก่อการร้ายต่าง เช่น กบฏอาบู เซยาฟ ขบวนการอัลกออิดะห์ กลุ่มเจมาห์ อิสลามิยะห์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาเจห์ ฯลฯ
                                
 
 ๕.๑๓,ประเทศไทย ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเชี่ยน ซึ่งในอดีตเคยถูกสหรัฐใช้เป็นฐานที่มั่น ในการจัดส่งกำลังเข้าสู้รบในสมรภูมิ เวียตนาม ลาว กัมพูชา นับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งมีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ในการปิดล้อมจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง อย่างมีวิสัยทัศน์ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสากล นโยบายการกลับมาสู่ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ-การเมือง ฉันมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ในกลุ่มอาเซียน
 
การมีความเห็นร่วมกันกับการให้ความสำคัญ ต่อคณะทำงานระหว่างประเทศที่ว่าด้วยอนุภูมิภาคแห่งลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS (The Great Mekong Sub-region) จะเป็นการปูพื้นฐานการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ด้วยการรวมเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียวแบบอียู ภายในระยะเวลา ๒๐ ปี หรือในปี ๒๕๖๓ ภายใต้ชื่อ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่มีประชากร รวมมากถึง ๕๐๐ ล้านคน
 
ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะทำให้เกิดเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนประชากร ๑,๘๐๐ ล้านคน และมูลค่าการค้า ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า การเดินทางไปเจริญสัมพันธ์ไมตรี จีน – รัสเชีย ของ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะนำไปสู่อำนาจต่อรองกับการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงด้านเดียว จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทย เกิดภูมิคุ้มกันหลุดพ้นจากอุบัติเหตุ ที่อาจตกเป็นจุดยุทธศาสตร์สงครามในการปิดล้อมจีนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ได้ในอนาคต
 
๕.๑๔,กรณีไฟใต้   สถานการณ์ความสับสนในภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖ มากระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนการปราบปรามของรัฐบาล ยิ่งระดมกำลังเข้าปราบปราม สถานการณ์ ยิ่งสับสนรุนแรงขึ้น ข้อน่าสังเกตก็คือ หากเป็นขบวนการแบ่งแยกดินจริง การเคลื่อนไหวน่าจะเดินแนวทางเคลื่อนไหวทาง การเมือง และวัฒนธรรม มากกว่าการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน จงใจที่จะสร้างความยั่วยุให้สถานการณ์ขยายตัว ไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างชาวพุทธ กับมุสลิม และจงใจให้เกิดการล้อมปราบจลาจลจากรัฐบาลกลาง เช่นกรณี การล้อมปราบที่มัสยิดกรือเซะ
 
กรณีไฟใต้หากรัฐบาลหลงทิศหลงทาง สถานการณ์อาจถูกชักนำไปสู่การขยายตัวเป็นสงครามประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้   เมื่อถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของสหรัฐอเมริกาในการที่จะเคลื่อนกำลังนาวิกโยธินเข้าประจำการช่องแคบมะละกา ก็เป็นได้
๕.๑๕,ปริศนาไฟใต้ความลึกลับที่พล.อ.ชวลิต มิกล้าเอ่ย ได้มีการเปิดเผยข้อมูลลับกรณีไฟใต้ผ่านทางเวบไซค์ http://www.geocities.com /thaifriendforum/secret.html (ไม่ทราบเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แถลงตอบโต้ นายชวน หลีกภัย เมื่อครั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเร็วๆนี้หรือไม่) ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า รัฐบาลไทยพยายามปกปิดการจัดตั้งศูนย์ Counter Terrorist Intelligence Center (CTIC) มาเกือบ ๓ ปีแล้ว ศูนย์ลึกลับในภาคใต้นี้เป็นของสหรัฐอเมริกาและบริหารโดยหน่วยงาน CIA ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ เป็นต้นมา แต่ความลับนั้นกลับถูกเปิดเผยโดยรายงานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ของสหรัฐเสียเอง
รายงานของCSIS ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์CTIC ในภาคใต้เพื่อต่อต้านกลุ่มJI และAl Qaeda โดยมีCIA เป็นผู้วางโครงสร้างให้เงินทุนสนับสนุนและวางแผนการปฏิบัติงานทุกอย่างนอกจากนี้แล้วตํารวจและทหารไทยที่เกี่ยวข้องก็อยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA "Working directly with at least a score of CIA operatives, the Counter Terrorism Intelligence Center (CTIC) combines key personnel from Thailand's three main security agencies: the National Intelligence Agency; the Thai police, and the armed forces.
The CTIC relies heavily on the CIA for its structure, guidance, and funding. The two agencies share facilities, equipment, and information on a daily basis....The Thai government, which has often asserted that Thailand is free of terrorist, has never publicly acknowledged the existence of the CTIC. "

-------------------------------------------------------------------------
อ่านรายงานทั้งหมดที่ http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf
                      
นี่คือหนึ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาล และประชาชนไทยจะต้องติดตาม รับรู้ข่าวสารข้อมูล อย่างระมัดระวังรอบด้านทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสากล ที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น   เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนไทย
 
สรุปภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจ-การเมืองโลกจากการเข้ามาจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้จะสะท้อนภาพออกมาในรูปแบบใด ? อุณหภูมิความร้อนแรงนี้จะถูกพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่สามหรือไม่? สันติภาพ เสรีภาพ ความสงบสันติสุขร่มเย็น ของประชาคมโลกจะยังคงมีอยู่หรือไม่ ? จีน รัสเชีย สหภาพยุโรป โลกอิสลาม ฯลฯ จะกำหนดท่าอย่างไรกับบทบาทของสหรัฐอเมริกา บนเวทีโลก จังหวะก้าวทิศทางของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ? ประชาคมโลก ประชาชนไทย จะต้องติดตามสถานการณ์ ทั้งภายใน (ไฟใต้ และประเทศเพื่อนบ้าน ) และทางสากลอย่างใกล้ชิด   บนพื้นฐานของเหตุ และ ผล เช่น การออกมาคัดค้านการสร้างสถานการณ์สงครามโจมตีอิรัก ของประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ที่ดึงดันจะไม่ฟังเสียงมติจาก องค์การสหประชาชาติ การเข้าไปตรวจค้นอาวุธทำลายล้างสูงในอิรัก ของเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ     แต่ผู้เขียนยังเชื่อว่า การสร้างสถานการณ์เพื่อเข้าแทรกแซงกิจกรภายในประเทศต่างๆของสหรัฐ ด้วยเหตุผล ที่ไร้หลักฐาน และกลไกที่ซับซ้อนจะยังคงดำรงต่อไป   มีแต่การลุกขึ้นมาเปิดโปง คัดค้านสยบสถานการณ์ด้วยหลักการ ความเสมอภาค เป็นธรรม เคารพในสิทธิเสรีภาพและบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งกันและกัน จึงจะนำมาซึ่งความสงบสันติสุขร่มเย็น ของประชาคมโลกในอนาคตสืบไป
 
 
 
 
 
 
 
บรรณานุกรม
 
, จีนเขย่าโลก แปลจาก CHAINA : The Next Economic Superpower ผู้เขียน William H.Owerholt ผู้แปล:บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ พิมพ์ครั้งที่๑ มีนาคม ๒๕๓๘ สำนักพิมพ์เดอะเนชั่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
**Star Wars technology, coming soon to a planet near you
 
 
 

 

สหรัฐอเมริกา
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visittsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่  www.visittsurin.com
ท่านใช้งาน แปลทั้งบทความ แปลได้มากกว่า 40ภาษา..
คลิกเพิ่อใช้งาน 
 
สหรัฐอเมริกา
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
 
 
 
 
 
 
บทนำ
 
 
ปีค.ศ.๑๙๘๐ สองทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง สังคมโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างก้าวกระโดด วิวัฒนาการเศรษฐกิจทุนนิยมได้พัฒนา สู่จุดสูงสุดของทุนนิยม การเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตครั้งที่สองในยุคทุนนิยม เมื่อมนุษย์สามารถนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ไปติดตั้งกับเครื่องจักรอุตสาหกรรม (ครั้งแรก เมื่อเจมส์ สวัตต์ ประดิษฐ์เครื่องคอนเดนเซอร์ ได้สำเร็จ และนำไปติดตั้งเข้ากับเครื่องไอน้ำ ในปี ค.ศ. 1769-1781 ทำให้เกิดการปฏิวัติการผลิตจากยุคกสิกรรมไร่นา เข้าสู่ต้นยุคอุตสาหกรรมปล่องควันไฟ ) ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ในสังคมโลก อันได้แก่
 
การกำเนิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัฒน์ และการล่มสลายของโลกค่ายสังคมนิยม ทำให้สังคมเศรษฐกิจการเมืองโลก ได้เปลี่ยนผ่านจากโลกยุคสงครามเย็น ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ในค่ายทุนนิยม และ สหภาพโซเวียตรัสเชีย – จีน ในค่ายสังคมนิยม ดุลอำนาจโลกได้รวมศูนย์สู่การเป็นมหาอำนาจเดี่ยว (เอกภาคีนิยม : Unilateralism) นำโดยสหรัฐอเมริกา การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ท่ามกลางความขัดแย้งผลประโยชน์ในสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลก จึงมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
 
สหัสวรรษใหม่หลังปี ๒๐๐๐ สหรัฐอเมริกา ที่มีความพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และเทคโนโลยี พยายามที่จะจัดระเบียบโลกใหม่ ภายใต้ผลประโยชน์และความขัดแย้ง ในการนำสังคมโลกสู่รอบพันปีที่สามได้หรือไม่ สหภาพยุโรป จีน รัสเชีย และกลุ่มประเทศโลกที่สาม จะกำหนดบทบาทท่าทีอย่างไร? ต่อบทบาทการจัดระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
    
ผู้เขียน ได้จัดทำบทวิเคราะห์นี้ขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ศึกษาผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลง ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา หวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้ที่มีความสนใจศึกษา เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ผู้เขียนได้แบ่งลำดับบทวิเคราะห์ ไว้เป็น ๓ ตอน เพื่อสะดวกในการศึกษา โดยบทที่หนึ่งจะกล่าวถึงความเป็นมาของ กระแสโลกหลังการล่มสลายของประเทศสังคมนิยม บทที่สอง และบทที่สามจะกล่าวถึงสถานการณ์ เศรษฐกิจ การเมืองโลก หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา และจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคต หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้อ่าน อย่างไรก็ตามขอให้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน สำหรับผู้ที่สนใจศึกษา
 
 
 
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗
 
 
 
   
 
 
 
สารบัญ
บทที่ ๑ สงครามทางการค้า                                         
๑.๑,กระแสโลกหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
๑.๒,สงครามทางการค้า
บทที่ ๒ กระแสเศรษฐกิจ การเมืองโลก
๒.๑,การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม
๒.๒,สหรัฐอเมริกากับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง “
๒.๓,สกุลเงินดอลลาร์
๒.๔,การรวมกลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป
๒.๕,จีนเมื่อมังกรยักษ์หลับแห่งเอเชียขยับตัว
๒.๖,ตะวันออกกลาง  
๒.๗,อนาคตสกุลเงินยูโร
บทที่ ๓ บทบาทสหรัฐอเมริกาบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
๓.๑,พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในรอบพันปีที่สาม  
๓.๒,บทบาทของสหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์ ๙๑๑   
๓.๓,บทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
๓.๔,สงครามต่อต้านการก่อการร้าย
๓.๕,วิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์โลก
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๑
สงครามทางการค้า
         
 
ลังจากการล่มสลายของระบอบสังคมนิยม ในระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๘๐ – ๑๙๙๐ ทุกประเทศ ต่างหันเข็มมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แบบการตลาด   ละทิ้งระบบการผลิตแบบสังคมนิยม   ประเทศต่างๆในค่ายสังคมนิยมต่างพากันเปิดประเทศทั้งๆที่ ไม่คุ้นเคยต่อระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ประชาชนในประเทศจะรับได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ   จากระบบรัฐสวัสดิการมาเป็นระบบตลาดเสรี ซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน
ขณะเดียวกันประเทศ ต่างๆในโลกที่สาม ก็กำลังตื่นตัวกันขนานใหญ่ในการที่จะพัฒนาประเทศของตนเป็นเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยการผลักดันของสหรัฐอเมริกา ด้วยทฤษฎี วิวัฒนาการสังคมของ อัลวิน ทอฟเล่อร์ ในหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลก “ คลื่นลูกที่สาม “ (THE THIRD WAVE) ทฤษฎีของทอฟเล่อร์ เชื่อว่าหลังจาก ค.ศ. ๒๐๐๐ ที่โลกจะเข้าสู่รอบพันปีที่สาม หรือยุคแห่งสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ    สังคมโลกจะไม่มีพรมแดนมากั้นขวางอีกต่อไป “ ยุคโลกาภิวัฒน์ “ จะนำพาสังคมมนุษย์ไปสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน 
ตามทฤษฎีของทอฟเล่อร์ ยังเชื่อว่าต่อแต่นี้ไปการวิฒนาการของสังคมมนุษย์ จะพัฒนาไปแบบเส้นตรงจะไม่มีการย้อนกลับ ดังเช่นความเชื่อของลัทธิศาสนาต่างๆ   ที่เชื่อกันมานานนับพันๆปี ว่าหลังจาก ปีค.ศ. ๒๐๐๐ สังคมโลกจะต้องประสบภัยวิบัติมากมาย เช่นการขาดแคลนอาหาร โรคระบาดที่ไม่มียารักษา แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมโลก ฯลฯ
 
อัลวิน   ทอฟเล่อร์ เชื่อว่าปัญหาต่างๆทั้งหมดทั้งปวง ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างชิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการผลิต ที่จะสามารถผลิตเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์อย่างเหลือล้น   ตลอดจนการแก้ปัญหาที่เกิดจากภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปรากฏการเรือนกระจก ที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกหรือปัญหาของสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ที่จะมีผลต่อความสมดุลทางธรรมชาติให้เปลี่ยนแปลง
 
แนวคิดของ อิลวิน ทอฟเล่อร์ ดังกล่าวได้สร้างสานฝัน และมีอิทธิพลต่อปัญญาชนทั้งหลายจนก่อตัวเป็นกระแสสังคมโลก ต่างพากันเรียกร้องให้เร่งการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ เพื่อก้าวให้ทันยุค “ โลกไร้พรมแดน “
 
๑, กระแสโลกหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
 
ปีค.ศ.๑๙๔๕ สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โลกถูกผลักดันเข้าสู่ยุคสงครามเย็น โดยแบ่งออกเป็นสองค่ายใหญ่ๆ ฝ่ายหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนำโดยสหรัฐอเมริกา    กับอีกฝ่ายหนึ่งมีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม   นำโดยสหภาพโซเวียตรัสเชีย และจีน ระหว่าง ปีค.ศ. ๑๙๘๐ โลกค่ายสังคมนิยมได้อ่อนแอลง นำไปสู่การล่มสลายของระบบสังคมนิยม ทำให้ศูนย์กลางนำของโลกได้รวมศูนย์ไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยผ่านองค์การสหประชาชาติ    เนื่องจากอเมริกาที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนธรรม การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ได้เริ่มขึ้น โดยผ่านองค์การสหประชาชาติ แม้ประเทศยากจนต่างๆในโลกจะรู้ซึ้งถึงความเป็นเสือกระดาษ   และรับใช้เหล่าประเทศมหาอำนาจต่างๆในค่ายตะวันตกขององค์การสหประชาชาติก็ตาม
 
๒, สงครามทางการค้า
 
เวทีการเมืองระหว่างประเทศ   การเคลื่อนไหวรักษาผลประโยชน์ของชาติต่างๆในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ   ทำให้สถานการณ์เกิดการเคลื่อนไหวอยู่อย่างน้อย 3 กระแส ได้แก่
กระแสที่ ๑ กระแสพหุภาคีนิยม  ( Multilateralism )                  
กระแสที่ ๒ กระแสทวิภาคีนิยม  ( Bilateralism )
กระแสที่ ๓ กระแสเอกภาคีนิยม (Unilateralism )   
 
การเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อย่างน้อย ๓ กระแสดังกล่าว เป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องเรียนรู้และรู้จักให้ดีพอควร   ทั้งนี้อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการเตรียมตัว ก้าวข้ามจากรอบพันปีที่สอง สู่รอบพันปีที่สาม ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปฏิวัติทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจสังคมแบบใหม่ และก่อนที่จะก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคสุดท้ายของ ระบบเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรม ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และมีความสลับซับซ้อน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพสะท้อนของความขัดแย้ง อย่างน้อย ๓ กระแส ในทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง ดังนี้
 
๒.๑, กระแสแรก พหุภาคีนิยม ( Multilateralism ) นำโดย GATT( General Agreement on Tariff and Trade : ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ) และ WTO ( World Trade Organization = องค์การการค้าโลก )  ในปัจจุบันกระแสนี้ต้องการจัดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในลักษณะพหุภาคีเพื่อวางกฎกติกาให้ภาคีสมาชิกปฏิบัติตาม  
 
ความเป็นมาของ GATT และ WTO กำเนิดขึ้นภายใต้การประชุม  UNCTAD [ The United Nations Conference on trade and Development = การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา] และ UNCTAD เกิดจากการผลักดันของโลกที่สาม เนื่องจากไม่พอใจเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง GATT หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ( Generate Agreement on Tariff and Trade ) ประกอบด้วยภาคีสมาชิก ๔ กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ ประกอบด้วยประเทศในอัฟริกา-เอเชีย ( ยกเว้นญี่ปุ่น )และยูโกสลาเวีย
กลุ่มที่ ๒ประกอบด้วยประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีเศรษฐกิจทุนนิยม ได้แก่ ยุโรปตะวันตก-สหรัฐอเมริกา แคนนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ญี่ปุ่น
กลุ่มที่ ๓ ประกอบด้วยประเทศในกลุ่ม “ ละตินอเมริกา”
กลุ่มที่ ๔ ประกอบด้วยสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก
ก่อตั้งเมื่อ วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์   มีการประชุมทุก ๔ ปี ( แต่บางครั้ง ๓ ปี หรือ ๕ ปี ก็มี ) การประชุมตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๔๗ รวมทั้งสิ้น ๑๑ ครั้ง ดังนี้
 
 
การประชุม UNCTAD ๒๕๐๗-๒๕๔๗
ปี พ.ศ.
สมัยการประชุม
เมือง
ประเทศ
๒๕๐๗
UNCTAD  ๑
นครเจนีวา
สวิตเชอร์แลนด์
๒๕๑๑
UNCTAD  ๒
กรุงนิวเดลี
อินเดีย
๒๕๑๕
UNCTAD  ๓
กรุงซานติอาโก
ชิลี
๒๕๑๙
UNCTAD  ๔
กรุงไนโรบี
เคนยา
๒๕๒๒
UNCTAD  ๕
กรุงมะนิลา
ฟิลิปปินส์
๒๕๒๖
UNCTAD  ๖
กรุงเบลเกรด
ยูโกสลาเวีย
๒๕๓๑
UNCTAD  ๗
นครเจนีวา
สวิตเชอร์แลนด์
๒๕๓๕
UNCTAD  ๘
กรุงคาร์ตาฮานา
โคลอมเบีย
๒๕๓๙
UNCTAD  ๙
Midrand
อัฟริกาใต้
๒๕๔๓
UNCTAD ๑๐
กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย
๒๕๔๗
UNCTAD ๑๑
เซา เปาโล
ประเทศบราซิล
 
ที่มา: http://www.mfa.go.th/web/66.php#aกระทรวงการต่างประเทศ
 
 
การประชุมของ อังค์ถัด (UNCTAD) ”องค์การการค้าโลก” (WTO)ขึ้น ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ อย่างไรก็ตาม UNCTAD, WTO หรือองค์กร พหุภาคี ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติใดๆ ที่จะไปขจัดปัญหาข้อขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างประเทศภาคีสมาชิกได้ เมื่อวิสัยทัศน์ของประเทศร่ำรวยยังคงยืนอยู่บนพื้นฐานของตน ที่เอาเปรียบชาติสมาชิกจำนวนมากและยากจน  จากครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ถึงการประชุมครั้งที่ ๘ ที่กรุงคาร์ตาฮานา ประเทศโคลัมเบีย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติข้อตกลงที่มีผลในทางปฏิบัติได้แต่อย่างใด ในที่สุด การเจรจารอบอุรุกวัยก็ยุติลงด้วยฉันทามติให้มีการจัดตั้ง
 
๒.๒, กระแสที่สอง กระแสทวิภาคีนิยม [ Bilateralism ] เมื่อการประชุมเพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกทางพหุภาคีไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประเทศต่างๆในระดับภูมิภาคต่างเลือกที่จะรวมกลุ่มผลประโยชน์เป็นกลุ่มที่แยกย่อยลงมา เพื่อต่อรองผลประโยชน์ กับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ   และนำไปสู่กระแสทวิภาคีนิยมอย่างรวดเร็ว อันได้แก่การจับกลุ่มระหว่างประเทศต่างๆในภูมิภาค   เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีหรือการค้าเสรี เช่น กลุ่มเศรษฐกิจต่างๆดังนี้
 
เขตเศรษฐกิจต่างๆในกระแสภาคีนิยม
ชื่อย่อ
ภาษาไทย
EU
สหภาพยุโรป 
NAFTA
เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
TAFTA
เขตการค้าเสรีมหาสมุทรแอดแลนติก
MERCOSUR
ตลาดร่วมละตินอเมริกา
AFTA
เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน
EMEA
เขตเศรษฐกิจยูโรเมติเตอร์เรเนียน
APEC
เขตเศรษฐกิจเอเซียแปซิฟิก
AIOEC
เขตเศรษฐกิจลุ่มสมุทรอินเดีย
 
 
 
การรวมกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในระดับภูมิภาคดังกล่าว ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของกลุ่ม และ กีดกันทางการค้ากับประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม
 
๒.๓, กระแสที่สาม เอกภาคีนิยม (Unilateralism )    นำโดยสหรัฐอเมริกา อเมริกาได้ออกกฎหมายมากมายโดยรัฐสภาอเมริกา เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าแล้วนำไปบังคับให้ประเทศอื่นๆทั่วโลกปฏิบัติตาม   อเมริกาอาศัยกฎหมายดังกล่าว นำไปใช้เพื่อกล่าวหา และพิจารณาลงโทษประเทศคู่ค้า อย่างไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ ตลอดจนขัดต่อข้อตกลงในระดับพหุภาคีนิยมก็มี     
 
สหรัฐอเมริกาได้อาศัยกฎหมาย ที่ตราภายในประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาหลายต่อหลายฉบับ ซึ่งมีพื้นฐานลัทธิเอกภาคีนิยมและสหรัฐอเมริกาได้นำมาใช้ ดังนี้
 
กฎหมายสิ่งทอ[ Textile and Apparel Global Compositeness Act ] เริ่มใช้ ๑ มกราคม ๒๕๓๙ เป็นกฎหมายควบคุมเกี่ยวกับประเทศแหล่งผลิตหรือประเทศต้นกำเนิด
กฎหมายคุ้มครองสัตว์และพืช CITES [ Convention on Intimation   trade in Endangered Species Wild Fauna And Flora ] หรือที่รู้จักกันใน Washington Convention ลงนามปี   ๒๕๑๖                    
 
กฎหมายให้อำนาจอเมริกาพิพากษาคู่ค้าไม่เป็นธรรม ในปีพ.ศ. ๒๕๓๑ รัฐสภาอเมริกาก็ผ่านกฎหมายการค้าชื่อ Omnibus Trade and Compositeness Act of ๑๙๘๘ [ OTCA ] มาตรการที่อเมริกาที่นำมาใช้บ่อย ได้แก่มาตร ๓๐๑, Special ๓๐๑,Super ๓๐๑
 
กฎหมายว่าด้วยชาติที่ควรได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง MFN [ The most Favored-Nation Principle ] เป็นกฎหมายที่ดูดี   แต่อัดแน่นไปด้วยผลประโยชน์ของอเมริกา เช่น การพยายามนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ในการเจรจาต่อรองทางการค้ากับรัฐบาลจีน
 
จากการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ทำให้เกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างประเทศ   มหาอำนาจ อเมริกามีความพยายามที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจเดี่ยว    ได้เข้าแทรกแซงการเจรจาทางการค้าในกระแสที่หนึ่ง และขัดขวางทุกวิถีทางที่จะไม่ให้การรวมกลุ่มประเทศของ กระแสทวิภาคีนิยม เป็นไปด้วยความราบรื่นมีพลัง   และพยายามผลักดันข่มขู่ประเทศต่างๆ ให้ยอมรับกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาอเมริกา แม้จะเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และขัดต่อข้อตกลงที่อเมริกาได้ลงนาม ในข้อตกลงระหว่างประเทศแล้วก็ตาม   เพื่อที่จะผลักดันให้ทั่วโลก ยอมรับกระแสเอกภาคีนิยม และการได้รับสิทธิประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาจากประชาคมโลก 
 
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับสงครามการค้า” : พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๔๐ , จัดพิมพ์โดย โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๒
กระแสเศรษฐกิจ การเมืองโลก
 
เมื่อย้อนไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒   มาจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่าการผลิตและการค้าโลก ได้แบ่งกลุ่มประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้ซื้ออย่างชัดเจน   ประเทศผู้ผลิตในกลุ่มประเทศจี ๗   ได้แก่สหรัฐอเมริกา    แคนนาดา    อังกฤษ    ฝรั่งเศส   เยอรมัน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น   ส่วนประเทศผู้ซื้อ ได้แก่ กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา อัฟริกาเหนือ –ใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชีย
 
๑, การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม
 
๑.๑, การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศย่านแปซิฟิกริม นับจากปี ๑๙๘๐ เป็นต้นมา   การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ติดขอบทะเลแปซิฟิก ( เฉพาะด้านทวีปเอเชีย ) ที่เรียกกันว่า “แปซิฟิกริม”   หรือ “กลุ่มเศรษฐกิจตะเกียบ” ที่ไล่กันมาตั้งแต่ ญี่ปุ่น   เกาหลี   เซี่ยงไฮ้    เจ๋อเจียง   ฟุ้เจี้ยน   ไต้หวัน   กว่างตง   ฮ่องกง สิงค์โปร์ ฯลฯ    เมื่อกางแผนที่โลกขึ้นมาดูจะเห็นว่า กลุ่มเศรษฐกิจแปซิฟิกริมเปรียบเสมือนป้อมปราการอันยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง   ที่มีฐานตลาดอันกว้างใหญ่ไล่ขึ้นไปบนแผ่นดิน   จากตะวันออกไกล จีน รัสเชีย ถึงตะวันออกกลาง พื้นที่ที่ควบคุมประชากรเกือบ ๒ ใน ๓ ของประชากรโลก 
 
แปซิฟิกริมหรือกลุ่มเศรษฐกิจตะเกียบ ศักยภาพของประเทศดังกล่าวค่อนข้างสูงทั้งทางด้าน เทคโนโลยี การผลิต การตลาด วัตถุดิบ แรงงาน และทุนสำรองมหาศาล   ย่อมที่จะประกอบเป็นภาพรวมอันน่าวิตก สำหรับประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง   สหรัฐอเมริกาที่ครองตลาดของโลกมาโดยตลอด การเปิดตลาดเสรีตามกระแสโลก ย่อมสร้างผลสะเทือนด้านการตลาด ต่อกลุ่มประเทศผู้ผลิตทางตะวันตก   อย่างหลีกเลี่ยงต่อผลกระทบดังกล่าวไม่พ้น จะสังเกตได้ว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตกที่เปิดให้มีการค้ากับประเทศ ในย่านแปซิฟิกริมไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน กลุ่มประเทศผู้ผลิตด้านตะวันตก ต่างเสียเปรียบดุลการค้าให้แก่ประเทศย่านแปซิฟิกริมอย่าง
 
ดังนั้นหากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของแปซิฟิกริมจะยังคงเติบโตสืบเนื่องต่อไป   เปรียบเสมือนมหาคลื่นมหาภัย ที่จะโถมซัดสู่ฝังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกให้สั่นสะเทือน และเพลี่ยงพล้ำต่อแปซิฟิกริมอย่างยากที่จะหลีกพ้น   หมายความว่าตลาดผู้ซื้อจะตกเป็นตลาดของประเทศย่านแปซิฟิกริม
 
๒, สหรัฐอเมริกากับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง “
 
นักเศรษฐศาสตร์จากค่ายต่างๆ ได้ทำนายอนาคตการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ที่มีแนวโน้มเอียงมาทางด้านทวีปเอเชียหลังปีค.ศ.๒๐๐๐ ซึ่งนำโดยจีนและกลุ่มประเทศในย่านแปซิฟิกริม ดังนั้นเอเชียเปรียบเสมือนตลาดที่กำลังสด ที่ชาติผู้ผลิตต่างมีเป้าหมายครองความเป็นจ้าวตลาด
 
สถานการณ์ดังกล่าว   สหรัฐอเมริกาที่เป็นชาติมหาอำนาจโลก   เลือกที่จะสร้างสถานการณ์เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของแปซิฟิกริมเพื่อเข้าควบคุมทุน   ผู้เขียนเชื่อว่า วิกฤตเศรษฐกิจ “โรคต้มยำกุ้ง” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง เริ่มต้นที่ไทยพังทลายทั่วเอเชีย และส่งผลกระทบระบาดไปถึง รัสเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ จึงน่าจะมีส่วนมาจากความต้องการของสหรัฐอเมริกา ในการที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจเดี่ยวทางเศรษฐกิจ
 
๒.๑,สถานการณ์เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ”โรคต้มยำกุ้ง” บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ “โรคต้มยำกุ้ง” ได้สร้างบทเรียนแก่ประเทศต่างๆทั่วโลก ที่ต้องปรับโครงสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อเป็นหลักประกัน และป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรุนแรง  ภายใต้เงื่อนไขใหม่ๆที่สลับซับซ้อนมากขึ้น สหภาพยุโรป ได้รวมกลุ่มผลักดันให้เกิด สกุลเงิน “ยูโร” เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันผลกระทบ จากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ ประเทศไทยที่เป็นต้นกำเนิดของ “โรคต้มยำกุ้ง” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เสนอทฤษฎี ACD (Asia Cooperation Dialogue) และพันธบัตรเอเชีย หรือ เอเชียบอนด์ (Asia Bond) เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจระหว่างชาติในเอเชีย ฯลฯ
 
๒.๒,เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่เป็นชาติที่ได้รับการยอมรับในสังคมโลก ว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ขณะเดียวกันในระยะหลังๆมานี้ กลับมีการเปิดเผยสถิติตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐกลับเป็นประเทศที่ก่อหนี้สินมากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพี สูงมากถึง ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่ตำราเรียนเศรษฐศาสตร์จากสำนักต่างๆของสหรัฐ ที่ใช้สอนนักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลก ได้ชี้ถึงอันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ อยู่ที่สัดส่วนหนี้ ต่อจีดีพีระดับ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐทำไม? ยังคงสามารถดำรงความยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมืองโลกอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่สั่นไหวคลอนแคลนลุกลามไปถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ ทั้งๆที่ทศวรรตที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจขั้นร้ายแรงยาวนานมาโดยตลอด นับตั้งแต่ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่งผลลุกลามไปทั่วโลก เริ่มต้นที่เอเชียลามไปถึงอาเจนตินา ใต้สุดของลาตินอเมริกา
หากพิจารณาจากกราฟ ตามแผนภูมิ ๑ จะพบว่าสหรัฐอเมริกาที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในโลก   แต่กลับเป็นประเทศที่มีการค้าขาดดุลบัญชีเดินสะอย่างมหาศาลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะนับตั้งแต่ ปีค.ศ.๑๙๙๗ ถึงปัจจุบันปี ๒๐๐๔   คาดว่าสหรัฐอเมริกา จะมีการขาดดุลงบประมาณสูงขึ้นไปถึงระดับ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
 
 
 
 
 
๒.๓,ปริศนาความยากจนของอัครเศรษฐีสหรัฐอเมริกาในขณะที่การขาดดุลการค้าของประเทศอเมริกาขยายตัวมากขึ้น กลับสร้างความงุนงงสงสัยแก่นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ ในการที่จะไขปริศนาหาคำตอบ  หนี้ของประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างสหรัฐนั้น ประชากรราว ๓๐๐ ล้านคนเป็นหนี้รวมทั้งสิ้น ๒.๒ ล้านล้านดอลลาร์ เกือบจะเท่ากับหนี้ ๒.๕ ล้านล้านดอลลาร์ของประชากร ๕ พันล้านคนในโลกกำลังพัฒนา หรือถ้าจะดูเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้นแล้ว ทุกๆพลเมืองอเมริกันเป็นหนี้แก่คนทั่วโลกที่เหลือ ๗,๓๓๓ ดอลลาร์ ในขณะที่ทุกๆพลเมืองของประเทศกำลังพัฒนาเป็นหนี้กับโลกที่เหลือเพียง ๕๐๐ ดอลลาร์เท่านั้น แม้ว่าหนี้ของสหรัฐจะมีเพียง ๒๕% ของรายได้ประชาชาติ(จีดีพี) แต่หากพิจารณาจาก แผนภูมิ ๒ ก็จะพบว่าหนี้ของสหรัฐสูงกว่ากลุ่มประเทศอัฟริกาซับซาฮาราถึง ๑๐ เท่าตัว
 
๒.๔,บทบาทของสหรัฐ กับ IMF (   International Monetary Fund ) สหรัฐอเมริกาพยายามเข้ามาจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐ โดยอาศัยองค์กรสำคัญอย่างน้อย ก็ได้แก่การเข้ามาบริหารจัดการทางด้านการเงิน เพื่อปกป้องเศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์ โดยอาศัยองค์กรเช่น “IMF” เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการเงินระหว่างประเทศ เพื่อการรู้จัก “IMF” มากขึ้น ขอแนะนำกำเนิดของIMF คร่าวๆดังนี้
 
IMF[International Monetary Fund ] “ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ“ ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๔๘๗ เพื่อเป็นองค์กรดูแล และจัดการระเบียบการเงินระหว่างประเทศ ประมาณ ๑ ใน ๓ ของเงินกองทุนมาจากสหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น-เยอรมัน โดยกำหนดให้สิทธิในการลงคะแนนเสียง   ให้เป็นไปตามสัดส่วนของเงินกองทุนที่ลงขัน   มิได้ยึดถือตามหลักการ “ หนึ่งประเทศ หนึ่งคะแนนเสียง “       [ one country one vote ] IMF ก่อตั้งพร้อมๆกับ IBRD  [ Intermational Bank for Reconstrution and Development ] ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา จากหลักการดังกล่าวทำให้สหรัฐอเมริกา สามารถเข้าไปมีบทบาท ควบคุมบริหารจัดการองค์ทางสากลอย่าง IMF แบบเบ็ดเสร็จ
ตัวอย่างการบริหารจัดการของ IMF ที่ไปสร้างประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกา ดังรายงานเอกสารจากกรมพัฒนานานาชาติว่าด้วยโลกาภิวัตน์ของสหราชอาณาจักร คาดว่า ทุนหดหายจากประเทศทั้งหลายจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น สำหรับปี ๑๙๙๔ คาดว่าทุนหดหายจากประเทศกำลังพัฒนาสูงถึง ๑.๒๒ แสนล้านดอลลาร์ โดย ๒.๔๒ หมื่นล้านจากประเทศจีน กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและแคริเบียน ๓.๗ หมื่นล้าน  เอเชียตะวันออกอย่างอินโดนีเซียสูงถึง ๒.๐๗ หมื่นล้าน ผู้ที่เสียหายคือประชาชนในประเทศยากจนเหล่านี้ พวกเขาต้องขาดแคลนทรัพยากรเงินทุนที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะที่ต้องเผชิญกับแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟ ภายหลังจากเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ทุนหดหายยังทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องเพิ่มการพึ่งพิงต่อเงินทุนต่างประเทศ บังคับให้ต้องกู้ต่อไป ผลักให้เป็นหนี้มากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงจากการโจมตีจากภายนอก สำหรับผู้ได้ประโยชน์ของเงินทุนที่หดหายก็คือ การอัดฉีดทุนที่หายไปนี้ลงสู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ค, ลอนดอน, แฟรงค์เฟิร์ท, ค่าเงินดอลลาร์, ปอนด์และยูโร เนื่องจากทุนหดหายได้ผลักให้ค่าของสกุลเงินเหล่านี้สูงขึ้น ทำให้อังกฤษและสหรัฐนำเข้าสินค้าได้ถูกลงในขณะที่ประเทศยากจนสูญเสียทรัพยากรพื้นฐานเพื่อหยุดยั้งการหิวโหยล้มตายลง
๒.๕,วิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ทุนไหลออกจากเอเชีย ทุนไหลออกจากชาติในเอเซียอย่างรวดเร็วไปสู่ตลาดทุนที่ปลอดภัยในประเทศร่ำรวย จากวิกฤตการเงินเอเชียปีค.ศ. ๑๙๙๗-๑๙๙๘ เงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นจากเงินทุนขนาดใหญ่ที่หนีจากเอเชียมาพักที่สหรัฐ ภาวะเช่นนี้ทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐลดลงจากปี ๑๙๙๗ ที่ ๗% มาเป็น ๕%ในปี ๑๙๙๙ ได้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐผ่านการกู้ที่ต้นทุนต่ำลง และลดต้นทุนภาคบริการแก่งบขาดดุลสหรัฐ แม้สิ่งนี้จะมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก แต่พันธมิตรสหรัฐอย่างญี่ปุ่นก็ได้ เข้าปกป้องความสับสนทางการเงินที่อาจคุกคามต่อสหรัฐด้วย การดูดซับความเสียหายนี้เอง ในระหว่างวิกฤตดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์มีค่าลดลงญี่ปุ่นต้องลดดอกเบี้ยลงเพื่อให้มั่นใจต่อการผลิตของโลก(ซึ่งญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งผลประโยชน์สำคัญ)ได้คงอยู่ต่อไป  ดังนั้นสหรัฐก็สามารถได้ประโยชน์จากวิกฤต นั่นคือ มีผู้คุ้มกันจากต้นทุนความไร้เสถียรภาพทางการเงิน จากพันธมิตรของสหรัฐด้วย
 
 
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กับสงครามการค้า” : พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๔๐ , จัดพิมพ์โดย โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
 
๒.๖,สหรัฐยังได้ประโยชน์จากการไร้เสถียรภาพทางการเงินของโลก โดยผ่านการถือครองเงินทุนสำรองต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น ทุกประเทศที่มีทุนสำรองส่วนใหญ่จะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและก็เป็นหนี้ระยะสั้นด้วย ทุนสำรองเหล่านี้ทำให้ประเทศสามารถต่อสู้กับนักเก็งกำไรในการโจมตีสกุลเงิน และยังใช้ปกป้องประเทศจากรายรับการส่งออกที่ตกกะทันหัน จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ได้เพิ่มความหายนะทางการเงินโลกและเพิ่มอำนาจให้แก่นักเก็งกำไรค่าเงิน ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาจะต้องถึงครองเงินทุนสำรองสูงขึ้น แต่มันก็มีต้นทุน ประเทศยากจนจึงต้องมีเงินสำรองในระดับที่สูงกว่า     จากความสับสนทางการเงิน ในปี ๑๙๙๕ ประเทศเอเชียต้องถือเฉลี่ย ๑๔.๖%ของจีดีพี ขณะที่อัฟริกาถือราว ๗%ของจีดีพี และประเทศกำลังพัฒนาซีกโลกตะวันตกต้องถือมากกว่า ๘%ของจีดีพี ในทางตรงข้ามสหรัฐถือเพียง๑.๓%ของจีดีพี เงินสำรองของประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ได้รับดอกเบี้ยที่ฝากไว้ในสหรัฐเพียง ๒-๓% แต่ต้องกู้เงินพัฒนาประเทศอย่างเช่นจากสหรัฐด้วยอัตราที่อาจสูงถึง ๑๘%
ดังเช่นการวิจัยของ เบเกอร์ และ วาเลนติน จากศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจได้ประเมินผลกระทบจากการถือครองทุนสำรองเพิ่มขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา พวกเขาพบว่า ต้นทุนการถือครองเงินทุนสำรองสะสมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกและแปซิฟิคอาจมากถึง ๒๔%ของจีดีพี ลาติอเมริกาและแคริเบียนสูง๑๖% กลุ่มประเทศอัฟริกาซับซาฮาราและเอเชียใต้ ๙% ตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ ๒๔% จำนวนเงินเหล่านี้เป็นการขุดรากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยิ่งก่อผลต่อความยากจนให้ทุกข์เข็ญมากขึ้น นี่เป็นอีกประการหนึ่งที่ประเทศยากจนต้องทนทุกข์ จากผลที่ตามมาของโลกาภิวัฒน์ในทางเศรษฐกิจ ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : http://www.pxp.in.th/Magazine2002/18-cover-story11.htm
 
๓, สกุลเงินดอลลาร์   
 
มหัศจรรย์ของกระดาษเปื้อนหมึก อิทธิพลของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ครอบครองตลาดเงินตราของโลกมายาวนานหลายต่อหลายทศวรรษ โดยที่ประเทศต่างๆในโลกต่างเป็นที่รู้กันว่า สกุลเงินดอลลาร์ ได้ยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำต่อสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตรไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของดอลลาร์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในตลาดการซื้อ-ขาย สินค้าในตลาดโลก และเงินทุนสำรองคงคลังในประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งๆที่สองทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐกลับอยู่ในภาวะที่ลุ่มๆดอนๆ ไม่โดดเด่นน่าเชื่อถือในระดับที่นานาชาติ จะต้องเชื่อมั่นต่อกระดาษเปื้อนหมึกของ สกุลเงินดอลลาร์ นอกจากความโดดเด่นของแสนยานุภาพกองทัพสหรัฐเท่านั้น 
 
๓.๑,ระบบมาตรฐานทองคำโลก หลักการของระบบนี้ก็ง่าย ๆ คือเงินกระดาษที่ผู้คนใช้จับจ่ายนั้นมีค่าคงที่เท่ากับโลหะมีค่า (ทองคำ) จำนวนหนึ่ง ๆ ฉะนั้นถ้าวันไหนไม่นึกอยากถือกระดาษแล้วก็เอาเงินที่มีไปแลกกลับเป็นทองคำมาเก็บไว้ที่บ้านก็ได้ ในขณะเดียวกันเงินกระดาษที่ใช้หมุนเวียนในระบบก็ต้องมีทองคำมูลค่าเท่ากันหนุนอยู่ในคลังด้วยไม่ใช่อยู่ดีๆจะพิมพ์เงินขึ้นมาเฉยๆ

ระบบมาตรฐานทองคำถูกใช้เป็นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษเมื่อปีค.ศ. ๑๘๒๑ ทำให้เงินปอนด์ของอังกฤษเป็นเงินตราสกุลหลักที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในยุคนั้น และระบบนี้ก็เป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ จนหลายประเทศประกาศใช้ระบบเดียวกันในช่วงทศวรรษ ปีค.ศ. ๑๘๗๐ ในยุคนั้นมีการกำหนดค่าของสกุลเงินเทียบกับทองคำไว้คงที่ ประเทศต่าง ๆ ที่จะพิมพ์ธนบัตรออกใช้จะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำอยู่ในคลังเท่ากับค่าเงินที่ต้องการ

สมมุติง่าย ๆ ถ้าเงิน ๑ ดอลลาร์มีค่าเท่าทองคำน้ำหนัก ๕๐๐ กรัม เวลารัฐบาลอเมริกันจะพิมพ์เงินออกมาสัก ๑,๐๐๐ เหรียญ เขาก็ต้องไปหาทองมาสำรองไว้ให้ได้ ๕๐๐ กิโลกรัม(๕๐๐,๐๐๐ กรัม) เป็นต้น    แต่บางครั้งก็มีปัญหาเช่น ระหว่างช่วงสงครามโลกทั้งครั้งที่ ๑ และ ๒ ขณะนั้นเศรษฐกิจตกต่ำมาก รัฐบาลหลายประเทศต้องแข่งกันปั๊มเงินไปใช้เพื่อการสงคราม การใช้เงินกันมากมายขนาดนั้นจะไปหาทองคำที่ไหนมาหนุนค่าเงินไว้ได้สุดท้ายโลกเลยต้องมานั่งจับเข่าคุยกันใหม่

ตามข้อตกลงเบรตตันวู้ดส์ (Bretton Woods) เมื่อปีค.ศ. ๑๙๔๔ ประเทศต่าง ๆ ตกลงกันว่าจะใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ "คงที่" โดยหันมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นทุนสำรองแทนทองคำ   โดยที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯผูกค่าไว้กับทองคำอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะลดปัญหาการขาดแคลนทองคำ แทนที่ทุกคนจะถือทองกันหมดก็ให้มาถือดอลลาร์สำรองไว้แทน 

๓.๒, สกุลเงินดอลลาร์ กระดาษเปื้อนหมึก     ปีค.ศ. ๑๙๗๑ เศรษฐกิจสหรัฐฯอยู่ในภาวะย่ำแย่มาก ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินทวีความรุนแรง ทุนสำรองของประเทศลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่เงินดอลลาร์ก็ไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก สุดท้ายประเทศต่าง ๆ ก็ขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบบอัตตาแลกเปลี่ยน"คงที่"จึงล่มไปโดยที่โลกหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ"ลอยตัว"แทนในปีค.ศ.๑๙๗๓

อย่างไรก็ตามขณะที่มีการหันมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวนั้น ไม่ได้หมายความว่าความสำคัญของทองคำในฐานะทุนสำรองโลกจะลดลงเลยทีเดียว เพราะธนาคารกลางของชาติต่างๆ นั้น ยังคงกำหนดสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตรออกใช้นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีสินทรัพย์มาหนุนหลังเป็นทุนสำรอง และในนั้นต้องมีส่วนหนึ่งเป็นทองคำด้วย เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดสัดส่วนต่อการพิมพ์ธนบัตรไว้ที่ทองคำมูลค่า๖๐%ของสินทรัพย์ทั้งหมด
                      
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศยกเลิกระบบมาตรฐานทองคำต่อสัดส่วนการพิมพ์ธนบัตร อย่างเป็นทางการสมัยประธานาธิบดี ริกชาร์ด นิกสัน เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ปีค.ศ. ๑๙๗๑ จึงเท่ากับว่า นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๑๙๗๑ เป็นต้นไป ใครที่ถือครองสกุลเงินดอลลาร์ ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงเอาเอง    ทำให้สหรัฐมีสภาพความคล่องตัว ในการออกธนบัตรได้ตามต้องการ ไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานควบคุม เมื่อการยกเลิกมาตรฐานดังกล่าว สหรัฐจึงจำเป็นที่ต้องสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันความเชื่อมั่นแก่ประเทศต่างๆที่ถือครองสกุลเงินดอลล่าร์ ด้วยการเข้าไปมีบทบาท แทรกแซงควบคุมด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลก และหากสหรัฐสามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ได้ นั่นย่อมจะเป็นหลักประกันความมั่นคงแก่สหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน
 
๓.๓,ปัจจัยที่สหรัฐใช้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์ อันได้แก่ แสนยานุภาพกองทัพ ซีไอเอ กระบวนการข่าวสารข้อมูล ( Information Management ) กลไกควบคุมองค์กรทางสากล ( องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก ไอเอ็มเอฟ) และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ สหรัฐได้อาศัยปัจจัยดังกล่าว ประสานรุกรบควบคุมโลกอย่างแน่นหนา มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ครองอำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในโลก เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจึงกลายเป็นเงินสกุลกลางของโลกที่ประเทศต่างๆต้องถือไว้เป็นเงินทุนสำรองในการค้าระหว่างประเทศ

ปัจจุบันเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา จึงยืนอยู่บนเงื่อนไขที่สหรัฐฯสามารถพิมพ์แบงก์ดอลล่าร์ให้ประเทศต่าง ๆ ถือไว้เป็นเงินทุนสำรอง โดยไม่ต้องมีเงินทุนสำรองค้ำประกันหนุนหลังเหมือนหลักการที่บังคับให้ประเทศอื่นยึดถือปฎิบัติ สหรัฐฯจึงเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกที่ไม่มีหลักประกัน คำว่า In God We Trust ในธนบัตรอเมริกันมีความหมายอีกนัยหนึ่งคือ In Gun We Trust นั่นเอง
 
๓.๔,ปลอมบัญชี หลอกลวงต้มตุ๋นคนทั้งโลก ปี ๒๕๔๕ นับเป็นปีแห่งการล้มละลายทางความเชื่อมั่น ของชาวโลกที่มีต่อระบบบรรษัทภิบาลของสหรัฐ เมื่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมีการตกแต่งปลอมบัญชี ปัจจุบันสหรัฐกำลังตกอยู่ในวังวลของวิกฤตเศรษฐกิจดอทคอม ฟองสบู่..บอลลูนแตก ไม่มี มูดี้ เอสแอนด์พี แคท แอนด์ ด๊อก อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซน เมอรรี่ลิน ที่เคยแสดงบทบาทสำคัญต่อการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกย่านแปซิฟิกริม “โรคต้มยำกุ้ง“เมื่อปี ๒๕๔๐ อีกต่อไป สิ้นสุดความเชื่อมั่นต่อระบบ บรรษัทภิบาล ธรรมภิบาล – ธรรมรัฐ“ ของสหรัฐ เมื่ออภิมหาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ถูกเปิดโปงพฤติกรรมปรับแต่งปลอมบัญชี ต้มตุ๋นคนทั้งโลก(ผู้ซื้อขายหุ้นในตลาดดาวโจนส์) ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เอนรอน-แอนเดอร์เซน ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันของสหรัฐ, ซีร็อกซ์, โกลบอล ครอสซิ่ง, เมิร์ค แอนด์ โค , อเมริกัน เวิลด์คอม อิงค์ ยักษ์เบอร์ ๒ วงการเทเลคอม เป็นบริษัทล่าสุดที่มีพฤติกรรมแต่งบัญชีมูลค่าเกือบ๔,๐๐๐ล้านดอลลาร์
 
รายงานของสถาบันล้มละลายแห่งสหรัฐอเมริกา (American Bankruptcy Institute) ว่าในระยะเวลา ๑๒ เดือนตราบถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายนปีนี้จำนวนผู้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากศาลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยมีทั้งหมดรวม ๑,๖๑๓,๐๙๗ ราย หรือคิดเป็นอัตราส่วนสูงขึ้นประมาณ ๑๐% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันตราบถึง ๓๐ มิถุนายนปี ๒๐๐๒ ที่มีผู้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ ๑,๔๖๖,๑๐๕ ราย   “ ตัวเลขการล้มละลายดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ” นายซามูเอล เจ.เกอร์ดาโนกรรมการผู้อำนวยการสถาบันกล่าว

๓.๕,สหรัฐอเมริกากับความวิตกกังวล ของสงครามเงินตราการดิ้นรนของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายพยายามที่จะสลัดให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ ของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจใน “เม็กซิโก” “โรคต้มยำกุ้ง” “อาเจนตินา” ได้ทำให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนา ต่างตระหนักถึงภัยคุกคามจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หากประเทศตนยังคงผูกยึดติดอยู่กับสกุลเงินดอลลาร์ กระแสดังกล่าวได้ก่อตัวมากว่าหนึ่งทศวรรษ กระทั่งในปีค.ศ.๒๐๐๑ สหภาพยุโรปก็ให้กำเนิด สกุลเงินยูโรขึ้น และในทวีปเอเชียได้มีแนวความคิดเคลื่อนไหว ที่จะจัดตั้งสกุลเงินของเอเชียขึ้นเรียกว่า พันธบัตรเอเชีย หรือที่รู้จักโดยทั่วไป เอเชียบอนด์ (Asia Bond) เริ่มต้นจากประเทศไทย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวความคิดดังกล่าว แม้ปัจจุบันจะยังไม่คืบหน้าเท่าใดนัก แต่ก็ยังคงได้รับความสนใจจากชาติต่างๆในเอเซีย กระแสของการกำเนิดขึ้นของสกุลเงินดังกล่าว ย่อมที่จะส่งผลสะเทือนต่อความมั่นคงของสหรัฐ สหรัฐจะเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสกุลเงินดอลลาร์อย่างไร จะขอกล่าวใบบทต่อไป
๔, การรวมกลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (European Union)     
๔.๑,กลุ่มเศรษฐกิจสหภาพยุโรป   ใหญ่พอๆกันกับตลาดสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยประชากรประมาณ ๓๗๗ ล้านคน พื้นที่ประมาณ ๓,๓๓๗,๐๐๐ ตร.กม. ผลผลิตรวมประชาชาติ (GNP) ประมาณ ๖.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีมูลค่าการค้าการลงทุนดังนี้
๑, EU มีสัดส่วนของ GDP ประมาณร้อยละ ๔๐ ของประเทศ OECD ทั้งหมด ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีสัดส่วนประมาณร้อยละ ๓๐ และร้อยละ ๑๙
, EU มีมูลค่าการค้ามากที่สุดในโลกคือประมาณ ๑ ใน ๕ ของการค้าโลก และนำเข้า สินค้าจากนอกสหภาพเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๒๑ ของมูลค่าการค้าโลก
, โดยทั่วไป มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก EU (Intra-EU Trade) ยังคงมากกว่ามูลค่าการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม (Extra-EU Trade)
 
,ประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ ๑ ใน ๔ ของมูลค่า Extra-EU Trade ทั้งหมด
 
๔.๒,ความเป็นมาของการรวมตัวสหภาพยุโรป   หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงยุโรป ด้วยการตั้ง “องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป” หรือที่จักกันทั่วในนาม “แผนการมาร์แชล” ได้เข้าไปช่วยเหลือในรูปของเงินสกุลดอลลาร์กับทุกประเทศในยุโรป ต่อมา“แผนการมาร์แชล”  ได้ทำให้ยุโรปเสียเปรียบและตกอยู่ภายใต้การครอบงำของสหรัฐ ดังนั้นการรวมกลุ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆของสหภาพยุโรป เริ่มขึ้นดังนี้
ปีค.ศ.๑๙๕๒ จัดตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community-ECSC) มีสมาชิก ๖ ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และลักเซมเบิร์ก
ปีค.ศ.๑๙๗๓ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิก EEC
ปีค.ศ.๑๙๘๑ กรีซเข้าเป็นสมาชิก สเปนและโปรตุเกสเข้าเป็นสมาชิกในปี ๑๙๘๖
ปีค.ศ.๑๙๘๗ ออก Single Act เพื่อพัฒนา EEC ให้เป็นตลาดร่วมหรือตลาดเดียวใน ๑ มกราคม ๑๙๙๓ และเรียกชื่อใหม่ว่าประชาคมยุโรป (European Community) หรือ EC
ปีค.ศ.๑๙๙๕ ออสเตรีย ฟินแลนด์ และสวีเดน เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
ปีค.ศ.๒๐๐๐ ได้มีการจัดทำสนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) และประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๐๑
ปีค.ศ.๒๐๐๔ สหภาพยุโรปได้มีการเฉลิมฉลองต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๗ โดยรวมกลุ่ม CEECs (Central and Eastern European Countries ) ประชากร รวมกัน ๑๐๔ ล้านคน ได้แก่ โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย สโลวัก สโลวีเนีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และอีก ๒ ประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศขนาดเล็ก ประชากรรวมกันเพียง ๑ ล้านคนเศษเท่านั้น  ได้แก่ มอลตาและไซปรัส เข้าร่วมเป็นชาติสมาชิก
๔.๓,ความเข้มแข็งของสหภาพยุโรปในปัจจุบันการขยายจำนวนสมาชิกสหภาพยุโรป (The European Union’s Enlargement) สหภาพยุโรป ได้รวมเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถึง ๒๗ ประเทศ เมื่อรวมกันเข้ากับ สหภาพยุโรปเดิม ๑๕ ประเทศ ที่มีประชากรรวมประมาณ ๓๗๗ ล้านคน หลังจากรวมกลุ่มเป็น ๒๗ ประเทศแล้ว จะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก โดยมีประชากรรวมถึงประมาณ ๔๘๒ ล้านคน
สกุลเงินยูโร สหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (EMU) EU ได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของ สหภาพการเงินยุโรป ( EMU : European Monetary Union) หรือยูโรโซน  เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ซึ่งมีเงินสกุลเดียวคือ เงินยูโร (Euro) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank-ECB)  จะมีผลให้เงินยูโรเข้มแข็ง เนื่องจากกลายเป็นเงินสกุลหลักยุโรปอย่างแท้จริง
ยุโรปมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ การรวมเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถึง ๒๗ ประเทศ ของสหภาพยุโรป ได้ก่อเกิดมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐฯ GDP ๙.๓ ล้านล้านยูโร ประมาณ ๑๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเทียบ GDP ๑๑ ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ ประชากรรวมกันเกือบ ๕๐๐ ล้านคน เทียบสหรัฐฯ ๒๕๐ ล้านคน ซึ่งจะทำให้สหภาพยุโรป กลายเป็นแหล่งการค้าและการลงทุนสำคัญของโลกมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน  
 
๕,จีน เมื่อมังกรยักษ์หลับแห่งเอเชียขยับตัว 
 
๕.๑ การปฏิรูปครั้งใหญ่นโยบายสี่ทันสมัยของจีน    จีนมีพื้นที่ ๙,๕๙๕,๙๖๑ ตารางกิโลเมตร        มีประชากร ๑,๑๘๗,๙๙๗,๐๐๐ คน ในปี ๑๙๗๙ พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ เติ้ง เซี่ยวผิง ได้นำประชาชนจีนสร้างสรรค์เศรษฐกิจสังคมได้เป็นปึกแผ่นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะ “หลงทาง” ครั้งใหญ่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.๑๙๕๘-๑๙๗๖ รวมเกือบ ๒๐ ปี ที่การพัฒนาสังคมนิยมเน้นไปที่การปฏิวัติทางด้านวัฒนธรรม และละเลยเลยการพัฒนาทางด้านพลังการผลิต สภาพเศรษฐกิจสังคมนิยมของจีนจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภาวะวิสัยแต่เมื่อสรุปข้อผิดพลาดแล้ว แนวทางของ เติ้ง เซี่ยวผิง สามารถนำประชาชนจีน “ก้าวหน้าต่อไป” บนเส้นทางแห่งการ “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” สร้างสรรค์สังคมนิยมจีนอย่างได้ผล โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๗๙ เติ้ง เซี่ยวผิง ประกาศนโยบาย สี่ทันสมัย นำระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่การเป็น หนึ่งประเทศ สองระบบ และได้นำนำเอาเศรษฐกิจแบบการตลาดมาใช้ในจีน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มก้าวไกลไปสู่ความเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองระดับโลกอย่างทั่วด้านในกลางศตวรรษที่ ๒๑
 
๕.๒,หลังการประกาศนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีน การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน (จีเอ็นพี) ในบางปีสูงถึง ๑๐ %   มูลค่าการส่งออกของจีนในปี ๑๙๘๘ สูงถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ในปี ๑๙๘๘ คณะวิจัยแห่งหนึ่งของสหรัฐ ทำนายว่า ภายในระยะเวลาเพียง ๒ ทศวรรษ เศรษฐกิจจีนจะเป็นรองก็เพียงสหรัฐเท่านั้น   การเติบโตของรายได้ประชาชาติ(จีเอ็นพี) ระหว่างปี ๑๙๘๖ – ๑๙๙๑ โตถึง ๖๒๑.๗๙ % เมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษ (จีดีพี) ๑๔.๖๖ % สหรัฐ (จีเอ็นพี) ๑๔.๒๔ % ปริมาณการค้าของจีน ในปี ๑๙๙๑ สูงถึง ๔๖๗,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ ดอลลาร์ สรอ. นับเป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจาก สหรัฐ , เยอรมนี , และญี่ปุ่น และมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ มากถึง ๑๕๙ พันดอลลาร์ สรอ. ขณะที่ญี่ปุ่นมี ๗๒ พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ ๖๗ พันล้านดอลลาร์ สรอ. เยอรมนี ๖๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
 
 
๕.๓, จีนการปฏิรูปครั้งใหม่กับทฤษฎี“สามตัวแทน “ คาดการณ์กันว่ากลางศตวรรษที่ ๒๑ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนราว ๑,๖๐๐ ล้านคน (ในกลางศตวรรษที่ ๒๑) จะมีระดับรายได้เฉลี่ยไม่น้อยไปกว่าชนชั้นกลางของประเทศพัฒนาแล้วของโลก เฉพาะ ๒๐ ปีแรกของศตวรรษนี้ คนจีนทั้งประเทศก็จะก้าวไปสู่ความเป็น “ผู้อยู่ดีกินดีรอบด้าน” ดังที่ได้กำหนดเป็นแผนปฏิบัติการใหญ่ของคณะผู้นำชุดใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แผนพัฒนาฯดำเนินไปได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภาวะวิสัย การประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ ๑๖ ได้มีการเปลี่ยนตัวคณะผู้นำ ทั้งระบบการบริหารอำนาจ จากรุ่นเก่า เจียงเจ๋อหมิน มาสู่ผู้นำรุ่นใหม่ หู จิ่น เทา ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ เจียง เจ๋อ หมิน ส่งผ่านแก่ผู้นำรุ่นใหม่ ทฤษฎี “สามตัวแทน “ อันได้แก่ ๑, ตัวแทนพลังการผลิตทางสังคมที่ก้าวหน้า ๒,ตัวแทนการพัฒนาวัฒนธรรมที่ก้าวหน้า ๓, ตัวแทนผลประโยชน์เบื้องต้นของประชาชนส่วนข้างมาก    ยุทธศาสตร์ของจีนดังกล่าว ภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ หู จิ่น เทา จะผลักดันประเทศจีนให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง พร้อมๆกับการเปลี่ยนถ่ายผู้นำและนโยบายใหม่ ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสากลอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
 
๖, ตะวันออกกลาง 
 
๖.๑, ตะวันออกกลางแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก  หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นยุคแห่งการเฟื่องฟูสูงสุดของทุนนิยมโลก ต่างเชื่อกันว่าประเทศใดสามารถควบคุมแหล่งพลังงานน้ำมันในตะวันออกกลางได้ ก็จะสามารถเป็นผู้นำโลกได้ จากการจัดระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่ชนะสงคราม ได้เข้าไปจัดระเบียบในตะวันออกกลาง ไม่ว่าเป็นการขีดเส้นแบ่งแดน ประเทศเกิดใหม่อย่างคูเวต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอิสราเอล ซึ่งได้สร้างปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมาโดยตลอดถึงปัจจุบัน ความอ่อนแอของชาติในตะวันออกกลางได้สร้างประโยชน์มหาศาลแก่ การเข้าควบคุมปากบ่อน้ำมันในตะวันออกกลาง ของสหรัฐอเมริกา
 
๖.๒,แม้ว่าสังคมโลกในปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรม สู่สังคมโลกยุค IT (Information Technology) แล้วก็ตาม ความต้องการพลังงานน้ำมันก็จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อพลังการผลิตของโลกอีกยาวนานต่อไป ตราบที่มนุษย์ยังไม่สามารถประดิษฐ์คิดค้น แหล่งพลังงานใหม่ให้มาทดแทนน้ำมันได้อย่างถาวร ปัจจุบัน (๒๕๔๗) ความต้องพลังงานน้ำมันโลกยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาน้ำมันดิบถีบตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง ๔๒ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือน มิถุนายน แม้ว่า กลุ่มโอเปคจะเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นถึง ๒.๕ ล้านบาร์เรลต่อวันแล้วก็ตาม  
 
ความต้องการปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้น กับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าว ย่อมที่จะมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลกระทบความมั่นคงในสังคมโลก บทบาทความสำคัญของน้ำมัน จะนำไปสู่ความขัดแย้งช่วงชิงผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ และความเชื่อที่ว่า “ประเทศใดสามารถควบคุมแหล่งพลังงานน้ำ ก็จะควบคุมโลกได้ “ ความเชื่อดังกล่าวก็จะยังดำรงอยู่ในโลกนี้ต่อไป
 
 
๗, อนาคตของสกุลเงินยูโร
 
ความมั่นคงของเงินดอลล่าร์สหรัฐ   ที่ยึดครองเป็นเงินสกุลกลางของโลกมาช้านาน กลับถูกท้าทายด้วยการผงาดขึ้นมาของสกุลเงินยูโร เมื่อย่างก้าวสู่สหัสวรรษใหม่ การประกาศใช้เงินยูโรจริงๆในชีวิตประจำวันคือมีการใช้เหรียญกษาปณ์ และธนบัตร ตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ ขึ้นไป เพียงชั่วระยะเวลาเพียง ๒ ปี หลังการประกาศใช้ธนบัตร ยูโร อัตราแลกเปลี่ยน ระหว่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กับ สกุลเงินยูโร ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเริ่มแรก อยู่ที่ .๘๕ ดอลลาร์ เท่ากับ ๑ ยูโร ในระยะเวลาเพียง ๒๐ เดือน อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์กลับอ่อนค่าลงกว่า ๔๐ % เมื่อเทียบกับเงินยูโร การซื้อขายวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๐๐๔ ที่ตลาดนิวยอร์ก อัตราแลกเปลี่ยนขยับขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ ๑.๒๘๙๘ ดอลลาร์ เท่ากับ ๑ ยูโร
 
นาย Martin Hufnerอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ HypoVereinsbank เยอรมนี ๒ ปี เขาได้ทำนายอนาคต สกุลเงินยูโรว่า " ความจริงแล้ว เงินยูโรเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการออกตราสารหนี้ ถึง ๑ ใน ๓ ของตราสารหนี้ทั้งหมด ที่ขายกันอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ สาเหตุที่ฉุดรั้งยูโรไว้ไม่ให้ไปถึงดวงดาวคือ ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ซึ่งมักลังเลที่จะเก็บเงินสกุลใหม่ที่เพิ่งเกิด ไว้เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุลใดก็ตาม ซึ่งไม่ใช่เพราะไม่เชื่อถือในยูโร (เงินยูโรมีสัดส่วนเพียง ๑๓ % ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของทุกชาติ) “   ในช่วง ๕ ปีต่อจากนี้ ยุโรปจะเสร็จสิ้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะทำให้ยุโรป มีผู้นำเพียงหนึ่งเดียว ที่จะมีอำนาจและศักดิ์ศรีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสหรัฐฯ ในเวทีเศรษฐกิจโลก กล่าวกันว่า ในอีก ๓ – ๕ ปีข้างหน้า ปี ๒๐๐๗-๒๐๑๐ ที่ขนาดเศรษฐกิจยุโรปรวมตัวกันใหญ่ขึ้น สกุลเงินยูโรอาจสามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งหมุนเวียนการซื้อ-ขาย ในตลาดสินค้า และเงินทุนสำรองของแต่ละประเทศมากถึง ๔๐ % และนี่จึงเป็นโจษที่สหรัฐอเมริกาต้องคิดหนัก 
 อัตราและเปลี่ยนของเงินสกุลเดิม กับเงินยูโร มีดังนี้ 
 
 
 
 
สรุปได้ว่า ปัญหาการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ในรอบพันปีที่สาม ความขัดแย้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป น้ำมัน และเสถียรภาพของสกุลเงินดอลลาร์ จะเป็นปัจจัยหลักสร้างความสับสนวุ่นวายในสังคมโลก สหรัฐอเมริกา ที่พัฒนาประเทศก้าวล้ำกว่าประเทศอื่นใดในโลก ในเทคโนโลยีด้านต่างๆที่เชื่อกันกันว่า จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในสหัสวรรษใหม่ ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี ในขณะที่สังคมโลกกำลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคกำลังปรับเปลี่ยน เช่น สหภาพยุโรป จีน รัสเชีย กลุ่มอาเซียน และการรวมกลุ่มอาเชี่ยน-จีน และเอเชียใต้ กำลังพยายามที่จะรวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นตลาดเสรี เช่นเดียวกับ สหภาพยุโรป หากการรวมกลุ่มเป็นจริงก็จะกลายเป็นตลาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอันประกอบด้วยประชากรกึ่งหนึ่งของโลก สหรัฐอเมริกาจะรักษาความเป็นประเทศผู้นำโลก อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้อย่างไร ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ และมีสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพีมากถึง ๒๐๐ % หากประชาคมโลกขาดความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์สหรัฐ นั่นย่อมหมายความว่าสหรัฐอเมริกาจะต้อง ออกแรงอย่างมหาศาล เพื่อสร้างภาวะสมดุลโลกภายใต้กรอบ ที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ  
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๓
 
บทบาทสหรัฐอเมริกา
บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔
 
 
 
ถานการณ์โลก หลังปี ๑๙๘๐ ตลอดระยะเวลาร่วม ๓๐ ปี ถึงปัจจุบัน ล้วนผูกพันเกี่ยวโยงกันอย่างต่อเนื่องมาตลอด นับตั้งแต่ปัจจัยการผลิตในยุคอุตสาหกรรม ได้พัฒนาเครื่องจักรกลไฮเทคอย่างสมบูรณ์แบบ และหลังปี ๑๙๘๐ สหรัฐอเมริกาสามารถนำเอาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไมโครชิพ ไปติดตั้งเข้ากับเครื่องจักรอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาสูงสุดของปัจจัยการผลิตในยุคอุตสาหกรรม และการคมนาคมสื่อสารได้ย่อโลกให้แคบลง ขณะที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง สหรัฐอเมริกาได้พยายามที่จะสร้างกระแสโลกกาภิวัฒน์ โลกไร้พรมแดน หรือแม้กระทั่งการนำเสนอทฤษฎี การสิ้นสุดของชาติรัฐ ( The End of States ) จะเห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์กลางนำโลกของโลกหลังการล่มสลายของสังคมนิยม ได้พยายามเข้าไปจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกด้วยวิธีการต่างๆ ขณะที่ประเทศต่างๆต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสลัดให้พ้นจากการครอบงำของสหรัฐอเมริกา ตามที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ในบทที่หนึ่ง และบทที่สอง 
 
ในทศวรรษหน้า หรืออีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ปัจจัยการผลิต จะเกิดการเปลี่ยนอีกครั้งอย่างปฏิวัติ เทคโนโลยีในระดับไมโครในปัจจุบัน กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยโบราณคล่ำครึ เมื่อนาโนเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ วิวัฒนาการของปัจจัยการผลิต จะเข้าสู่ยุคของมหาจุลจักร (เครื่องยนต์ขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ) วิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศไทย จะต้องจับตาและติดตามความเป็นจริงของโลกอนาคต ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” หวนกลับซ้ำรอยอีก
 
๑, พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในรอบพันปีที่สาม
 
นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology)    นาโน หมายถึง หนึ่ง ใน พันล้านหน่วย นาโนเทคโนโลยี คือ วิทยาการประยุกต์แขนงใหม่ ที่ว่าด้วยเรื่องของเทคโนโลยี ในการประกอบและผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมหรือโมเลกุลเข้าด้วยกัน ด้วยความแม่นยำและถูกต้องในระดับนาโนเมตรหรือขนาด ๑ ในพันล้านส่วนของ ๑ เมตร โดยเป็นการผสมผสานของวิทยาศาสตร์หลายแขนง เช่น ชีววิทยา ชีวเคมี วิศวกรรมศาสตร์สาขาหุ่นยนต์ และเครื่องจักรกล ศาสตราจารย์ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Feynman ผู้ได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕) เป็นผู้เปิดศักราชของนาโนเทคโนโลยี ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๙ ว่า " สักวันหนึ่ง เราจะสามารถประกอบสิ่งต่างๆ ผลิตสิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากการจัดเรียงอะตอมด้วยความแม่นยำ และเท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ไม่มีกฎทางฟิสิกส์ใดๆ แม้แต่หลักแห่งความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle) ที่จะมาขัดขวางความเป็นไปได้นี้"
 
พลังการผลิตที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ อันได้แก่ เทคโนโลยีการสื่อสารเทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี ชาติมหาอำนาจโลกอนาคต จากเดิมในยุคอุตสาหกรรม ที่เคยเชื่อว่า ประเทศใดสามารถครอบครองแหล่งพลังงานน้ำมัน จะเป็นชาติมหาอำนาจโลก ต่อแต่นี้ไป สังคมโลกยุค IT ( Information Technologyอาจไม่ใช่น้ำมันอีกต่อไป นาโนเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อ พลังการผลิต ๓ ด้าน จะเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้   และเข้ามาแทนที่น้ำมัน
 
๒, บทบาทของสหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา
 
๒.๑,นับจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ เป็นต้นไป ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช หรือ ใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังการเลือกตั้งในเดือน พฤศจิกายนนี้ จะยังคงสานต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองโลกต่อไป โดยมียุทธศาสตร์หลักๆ ได้แก่ ๑, ปกป้องเสถียรภาพของสกุลเงินดอลลาร์ให้เป็นเงินสกุลกลางของโลกต่อไป ๒,ควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลกให้อยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนขอลำดับเหตุการณ์ จากเหตุการณ์ ๑๑กันยา ถึงปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การทำนายอนาคต อย่างมีวิสัยทัศน์
 
๒.๒,ปริศนาเหตุการณ์๑๑กันยา การก่อวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชน อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ แม้สหรัฐอเมริกาจะเปิดเผยกล่าวหา กลุ่มอัลกออิดะฮ์ ภายใต้การนำของ นาย อุซามะฮ์ บิน ลาดิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายถล่มอาคาร เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้วก็ตาม
 
ข้อสังเกต สถานการณ์ขณะเกิดเหตุการณ์ ก่อวินาศกรรม ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดก็คือ
 
ประการแรก นับจากเครื่องบิน ลำแรก American Airlines ๑๑ มีผู้โดยสาร ๙๒ คน ขึ้นจาก สนามบินบอสตัน เวลา ๐๗.๕๙ น.ได้พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเหนือ เวลา ๐๘.๔๕ น. ลำที่ สอง United Airlines ๑๗๕ มีผู้โดยสาร ๖๕ คน ขึ้นจาก บอสตัน เวลา ๐๗.๕๘ น.ชนตึกเวิลด์เทรดใต้   เวลา ๐๙.๐๕ น. ลำที่ สาม American Airlines ๗๗ มีผู้โดยสาร ๖๔ คน ขึ้นจาก สนามบินดัลเลส เวลา ๐๘.๑๐ น. ชนตึกแพนตากอน เวลา ๐๙.๔๐ น. ลำที่ สี่ United Airlines ๙๓ มีผู้โดยสาร ๔๕ คนขึ้นจาก นิวยอร์ค เวลา ๐๘.๐๑ น. ตกที่เพนซิลเวอร์เนีย    เวลา ๑๐.๑๐ น. 
นับระยะเวลา จาก ลำแรกที่บินขึ้น เวลา ๐๗.๕๘ น. ถึงลำสุดท้ายที่ตกที่ เพนซิลเวอร์เนีย เวลา ๑๐.๑๐ น. รวมระยะเวลานานถึง ๒.๑๒ ช.ม.และ นับจากลำแรกที่บินขึ้นเวลา ๐๗.๕๘ น. ถึงเวลาที่พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเหนือ เมื่อเวลา ๐๘.๔๕ น. และตึกเวิลด์เทรดใต้ ในเวลา ๐๙.๐๕ น. รวมระยะเวลา ๑.๐๕ ช.ม. ก่อนที่เครื่องบินลำที่สองจะพุ่งเข้าชนตึก ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวรัฐบาลอเมริกัน กลับหาตอบไม่ได้เลยว่า “เป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุ หรือ เป็นการก่อวินาศกรรม”
จากข้อสังเกตดังกล่าว ขอให้ผู้อ่านเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์เอาเอง ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของสหรัฐที่ทันสมัยที่สุดในโลก กลับไม่สามารถให้คำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่ระยะเวลาของเหตุการณ์นานถึงกว่า ๒ ชั่วโมง
 
๒.๓,การสอบสวนกรณี ๑๑ กันยา และสงครามอิรัก     สามปีถัดมาได้มีการเปิดเผยถึงการโกหกของรัฐบาลบุชมากมาย เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง คณะกรรมาธิการข่าวกรองสภาซีเนตของสหรัฐฯแถลงว่า รายงานข่าวกรองของซีไอเอ เรื่องอิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงนั้นผิดพลาด ซึ่งทำให้ทำเนียบขาวใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการรุกรานอิรัก เพื่อโค่นล้มอำนาจของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น   นายแพต โรเบิร์ตส์ หัวหน้าคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา เผยกับผู้สื่อข่าวว่า การประเมินของสำนักงานข่าวกรองกลาง(CIA) ที่ระบุว่า อิรักครอบครองอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ ซึ่งอาจจะใช้เพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์นั้นผิดพลาด ทั้งนี้อ้างจากรายงานเรื่อง ‘Report on Pre-War Intelligence on Iraq’ ความยาว๔๐๐หน้าซึ่งใช้เวลาจัดทำกว่า๑ปี       

รายงานฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า     ข้อสันนิษฐานของรัฐบาลว่า อิรักกำลังพัฒนาอาวุธ นิวเคลียร์ นั้นเป็นข้อสันนิษฐานที่เกินจริง โดยได้ระบุและตีแผ่ถึงรายละเอียดต่างๆของรายงานซีไอเอ ที่ส่งมอบให้กับฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช  ซึ่งได้ใช้เป็นเหตุผลในการทำสงครามบุกโจมตีอิรัก
 
หนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนท์ ของอังกฤษ ฉบับวันที่ ๒ เมษายน ๒๐๐๔ ได้รายงานการเปิดเผยของนาย เบล เอ็ดมอนด์ส อดีตพนักงานแปลของสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ว่า ทางการสหรัฐฯได้รับข้อมูลทั่วๆไปเกี่ยวกับยุทธการและเวลาที่คาดว่ากลุ่มก่อการร้ายจะถล่มเป้าหมายสำคัญในอเมริกา ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ๑๑ กันยายนครั้งนั้นเป็นเวลาหลายเดือน   อดีตพนักงานแปลซึ่งเข้าทำงานที่เอฟบีไอในช่วงเหตุการณ์ ๑๑ ก.ย.ผู้นี้ยืนยันว่า ข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมได้ก่อนเกิดเหตุ ก็เพียงพอแล้วที่จะบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังตกเป็นเป้าโจมตีของขบวนการก่อการร้าย ซึ่งก็ทำให้คำแก้ตัวของทำเนียบขาวที่ว่าไม่เคยรู้ข่าวนี้มาก่อนเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น รายงานชิ้นนี้เกิดขึ้นระหว่างการสอบสวน ความกระจ่างเกี่ยวกับการเตรียมรับมือเหตุการณ์ ๑๑ ก.ย. หลังจากริชาร์ด คลาร์ก อดีตที่ปรึกษานโยบายต่อต้านก่อการร้าย ออกมาโจมตีรัฐบาลว่า กระเหี้ยนกระหือรือจะทำสงครามรุกรานอิรักถ่ายเดียว โดยไม่สนใจป้องกันการก่อการร้าย ที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่า     ขณะที่โพลล่าสุดของหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิส ไทม์ส ซึ่งสำรวจความเห็นชาวอเมริกัน ๑,๖๑๖ คน ระหว่างวันที่ ๒๗-๓๐ มี.ค. ๒๕๔๗ ชี้ว่าชาวสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ๕๒% เห็นด้วยกับคำวิจารณ์ของคลาร์กที่ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการรับมือกับการก่อการร้าย
       
๓, บทบาทของสหรัฐอเมริกาใเวทีการเมืองระหว่างประเทศ  
 
๓.๑,สหรัฐประกาศสงครามต่ออัฟกานิสถาน     หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้ประกาศสงครามเมื่อเวลา ๒๒.๐๐ น.วันที่ ๑๒ กันยายน ตามเวลาในประเทศไทย ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แถลงต่อสาธารณะเป็นครั้งที่ ๓ หลังจากการประชุมหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทั้งหมดที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อสงครามต่อสหรัฐ และสหรัฐจะตอบโต้โดยยึดถือว่ากำลังอยู่ในภาวะสงคราม โดยสหรัฐพุ่งเป้าผู้ก่อการร้ายเหตุการณ์ครั้งนี้ไปที่นาย บิน ลา เดน และรัฐบาล ตาลีบัน ในอัฟกานิสถานซึ่งนาย อุซามะฮ์ บิน ลา ดน ใช้เป็นฐานที่มั่นฝึกการก่อการร้าย
 
หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก ประชาชน จากทั้งสภาบนและสภาล่าง มอบอำนาจอันศักดิ์สิทธิแก่ จอร์จ บุช ที่จะกระทำการใดๆก็ได้เพื่อที่จะล้างแค้นต่อเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสหรัฐในครั้งนี้   แล้ววันที่ ๑๖ กันยายน จอร์จ บุช ก็ประกาศเร่งแผน การโจมตี อัฟกานิสถาน โดยมอบหมายให้ พล.อ.คอลิน พาวเวลล์ รมว.ต่างประเทศ นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รมว.กลาโหม นายคอนโดลีซซา ไรซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้รับผิดชอบ ในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ อเมริกาก็เริ่มเปิดฉากโจมตี อัฟกานิสถาน โดยอ้างเหตุผลเพื่อตามล่าตัวนาย อุซามะฮ์ บิน ลาเดน มาลงโทษ สงครามครั้งนี้นับเป็นสงครามอันท้าทายต่อสิ่งที่เรียกว่า การก่อการร้าย สิทธิมนุษยชน และอำนาจนิยม ตลอดจนการทิ้งไว้ซึ่งความน่าสงสัย ศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง
 
ข้อน่าสังเกตบางประการ เหตุการณ์ก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อย่างน่าสลดใจและโหดเหี้ยมป่าเถื่อนในยุคเริ่มต้นของรอบพันปีที่สาม อันจะนำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมา การประกาศสงครามของสหรัฐ ต่อประเทศอัฟกานิสถาน เริ่มต้นที่การตามล่าตัว นาย อุซามะฮ์ บิน ลา เดน ที่สหรัฐเชื่อว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการถล่มตึกเวิลด์เทรด รัฐบาลตาลีบันประเทศอัฟกานิสถาน ที่ให้การสนับสนุนต่อ นาย บิน ลา เดน ในการใช้ประเทศ อัฟกานิสถานเป็นฐานที่มั่นส่งออกการก่อการร้าย
 
๓.๒,เบื้องหลังการตามล่า อุซามะฮ์บิน ลาเดนในอัฟกานิสถาน     หลังจากการตามล่า นาย บิน ลา เดน ที่เป็นเป้าหมายหลักได้ไม่กี่วัน        ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักได้เปลี่ยนไป จากการตามล่าตัวนาย บิน ลาเดน กลายเป็นอย่างน้อยที่สุดก็ได้แก่    ๑,การประกาศสงคราม กับ ลัทธิการก่อการร้าย        ๒, การแบ่งแยกสังคมโลกออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ประเทศที่ไม่ให้การสนับสนุนการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ ให้ถือเป็นฝ่ายกลุ่มก่อการร้าย ประเทศที่ให้ความสนับสนุนสหรัฐ ให้ถือเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร    ๓, การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถานโดยสหรัฐอเมริกา     ๔, แม้การตั้งรัฐบาลหุ่น ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว เป้าหมายหลักในครั้งแรกของสหรัฐแทบจะไม่มีการกล่าวถึงการตามล่าตัว นาย อุซามะฮ์บิน ลาเดน และ นาย โมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน ว่าหายไปไหน อยู่ที่ใด จะนำตัวมาลงโทษหรือไม่อย่างไร?
 
แม้เหตุการณ์ถล่ม อัฟกานิสถาน ได้ผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ก็ได้ทิ้งปริศนาน่าคิดไว้อย่างไม่อาจผ่านเลยไปได้   ไม่ว่าจะเป็น
๓.๒., การแบ่งแยกสังคมโลกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายก่อการร้าย กับฝ่ายสัมพันธมิตร แม้การก่อตัวจะเป็นเพียงร่างเงาก็ตาม แต่ก็ง่ายต่อการที่จะถูกสร้างให้กลายเป็นกระแสของโลกต่อไปในอนาคต
 
๓.๒.๒, เหตุใดหลังจากที่สหรัฐชนะสงคราม สามารถตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาในอัฟกานิสถานแล้ว จึงไม่มีความกระตือรือร้นตามล่าตัวนายอุซามะฮ์ บิน ลาเดน และ นายโมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน มาลงโทษเหมือนช่วงก่อนการประกาศสงคราม   ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่า สหรัฐพอใจกับ การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถาน มากกว่า การตามล่าหาตัวนายอุซามะฮ์ บิน ลาเดน และ นายโมฮัมหมัด โอมาร์ ผู้นำตาลีบัน ที่เป็นเป้าหมายหลักของการประกาศทำสงครามในครั้งนี้ ทำให้เป็นข้อสงสัยว่า จริงๆแล้วเป้าหมายการทำสงครามครั้งนี้ของสหรัฐต้องการอะไรกันแน่ 
 
๓.๒.๓, การที่สหรัฐตั้งรัฐบาลหุ่นของตนขึ้นในประเทศอัฟกานิสถาน ที่มีพรมแดน ติดต่อกับสองมหาอำนาจโลก อย่าง รัฐเชีย และจีน ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคง เสรีภาพ และความสงบสันติของสังคมโลกหรือไม่   โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรณีของจีน ซึ่งถือเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และทางการทหาร ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลก (เริ่มจากเม็กซิโก ต้มยำกุ้ง และอาเจนตินา )
ประเทศอัฟกานิสถาน มีพรมแดนติดต่อกับประเทศจีน ด้านเขตปกครองตนเอง มณฑลซินเกียง ซึ่งมีประชากร ที่นับถือศาสนาอิสลามราว ๙๐ % และไล่ไปตลอดเส้นทางสายไหมไปถึง เมืองลั่วหยาง   เมื่อนับรวมชาวมุสลิม ก็นับได้ว่า จีนเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิม มากในอันดับต้นๆของโลก นอกจากนั้นแล้ว จีนยังมีปัญหาทางการเมืองและความมั่นคง ใน เขตปกครองตนเอง ซินเกียง ธิเบต และ มณฑลกานสูอีกด้วย 
ดังนั้นการที่สหรัฐมองจีนเป็นคู่แข่งที่สำคัญบนเวทีโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร การเข้าไปจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในประเทศ อัฟกานิสถาน ดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนอย่างแน่นอน ด้านรัสเชียเองก็เช่นกัน ความระแวงต่อกันย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่นเดียวกับกรณีที่ รัสเชียเข้าไปติดตั้งขีปนาวุธในประเทศ คิวบา สมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ ในช่วงก่อนเกิดสงครามเวียตนาม
 
๔, สงครามต่อต้านการก่อการร้าย
ความเป็นไปได้ที่สหรัฐอเมริกา กำลังเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลก โดยมีเป้าหมายการเคลื่อนไหว ทางยุทธศาสตร์เพื่อปิดล้อมจีน-รัสเชีย และสหภาพยุโรป  จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกพัฒนาอย่างเปราะบางล่อแหลม ต่อสันติภาพของโลก ดังนั้น ประชาคมโลก จะต้องสอดส่องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนไทย ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่ง ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการปิดล้อมจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ และช่องแคบมะละกา
การดำเนินนโยบายต่างประเทศ จะต้องกระทำไปด้วยความระมัดระวังยิ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประเทศไทย ถูกใช้ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สงครามอันอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันภัยจากภายนอก เหมือนการล้อมรั้วด้วยเขี้ยวเพชร การวิเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ไม่อยากให้ผู้อ่านมองว่า เป็นการมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป หากแต่ต้องการให้เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ที่ต้องศึกษา อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายใต้ “กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก “ ที่กำลังก้าวข้ามอย่างปฏิวัติ จากยุคอุตสาหกรรม สู่..ยุค IT ( INFORMATION TECHNOLOGY ) และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ที่จะนำประเทศสู่ความสงบสันติ ปลอดภัยต่อกระแสโลกที่กำลังเชี่ยวกราด
๔.๑,สถานการณ์โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ขณะที่สงครามในอัฟกานิสถานกำลังดำเนินไป การกำเนิดขึ้นของกระแส ลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย” ที่มีสหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำในการผลักดันกระแสดังกล่าว ทำให้สังคมโลกถูกจัดระเบียบแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างประเทศที่สหรัฐชี้ว่าเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกาคือ “ประเทศก่อการร้าย” ดังนั้นประเทศใดๆก็ตาม ที่ไม่สนับสนุนสหรัฐต่อต้าน “กลุ่มก่อการร้าย” จะถูกสหรัฐพิพากษา ให้เป็น “ประเทศกลุ่มก่อการร้าย”
 
จากการตามล่าตัวนาย อุซามะฮ์ บิลาดิน ถึงสิ่งที่บุชเรียกว่า กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ สหรัฐได้สร้างกระแสต่อต้านการก่อการร้ายที่ครอบคลุมไปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายหลักพุ่งเป้าไปที่ กลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์อันมหาศาล จากแหล่งพลังงานน้ำมัน และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องหลังการตามล่า นาย อุซามะฮ์ บิน ลาเดน คือการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ เพื่อควบคุมผลประโยชน์ทั้งหมดในเอเชียหรือไม่ เป็นปริศนาคำถามที่จะต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป
๔.๒,ปี ๒๐๐๒ ชาวปาเลสไตน์ นายยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์ ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม สิทธิเสรีภาพและบูรณภาพเหนือดินแดน จากการรุกรานของอิสราเอล ภาพทางจอโทรทัศน์แพร่ภาพโดย CNN  ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพ จะเห็นภาพเยาวชนปาเลสไตน์ ใช้ก้อน อิฐ ก้อนหิน เข้าต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกรของ อิสราเอล   ที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธสงครามอันทันสมัย ลูกเล็กเด็กแดงของชาวปาเลสไตน์ ที่ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดนของตน กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ ประธานาธิบดีบุช ถึงกับเสนอ
แผนสันติภาพในปาเลสไตน์ โดย บุช ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้งในปาเลสไตน์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ที่ไม่ใช่นายยัสเซอร์ อาราฟัต   ซึ่งเบื้องหลังของแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ก็คือ ประธานาธิบดีบุช ต้องการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนเพื่อเอาใจอิสราเอล กล่าวคือ บุช ได้เตรียมบุคคลที่จะมาแทนที่นายอาราฟัตแล้ว เป็นชาวปาเลสไตน์เรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส และเคยเป็นตัวแทนขององค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟในปาเลสไตน์มาก่อนโดยอ้างว่านายยัสเซอร์ อาราฟัต  ขาดธรรมาภิบาล ในการปกครองชาวปาเลสไตน์
๔.๓,กำเนิดลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย    ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้นำลิทธิ “ต่อต้านการก่อการร้าย “ ได้พยายามสร้างเงื่อนไขต่างๆนานาเพื่อผลักดันลัทธิดังกล่าวสู่..กระแสโลก เขาได้คิดประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย บุช ได้กระทำการพิพากษา สามประเทศในเอเชียได้แก่ ประเทศอิรัก เกาหลีเหนือ และอิหร่าน ด้วยข้อหา “ มีความพยายามพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง “ ให้ตกเป็นจำเลยคดี “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ที่ประชาคมโลกจะต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐกำจัดออกไป ประเทศใดที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสหรัฐ ให้ถือว่าเป็นฝ่าย “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
๔.๔,สงครามอ่าว ๒   ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนความตรึงเครียดของโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ 'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรงด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับแผนการโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายนนี้    ท่ามกลางกระแสค้านของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของสหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรักในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วก่อนหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังได้ออกมาข่มขู่เหยียดหยาม องค์การสหประชาชาติ (UN) อีกด้วยว่า สหรัฐเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเข้าโจมตีอิรัก หากองค์การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกไม่เห็นด้วยสหรัฐก็พร้อมที่จะเปิดสงครามโดยลำพัง
๔.๕,กระแสต่อต้านสงครามอ่าว ๒   ลุกลามไปทั่วโลก ความวิตกกังวลของประเทศต่างๆ ที่มีต่อคำประกาศสงครามบุกอิรักของ ประธานาธิบดี ยอจช ดับเบิ้ลยู บุช ต่างเกรงว่าดุลอำนาจโลกจะเปลี่ยนไป ความมั่นคงของนานาชาติจะถูกคุกคาม หากสหรัฐสามารถควบคุมตะวันออกกลางได้อย่างเบ็ดเสร็จ และองค์การสหประชาชาติ (UN)หมดความหมายไป ประเทศต่างๆ จึงออกมาต่อต้านคัดค้าน    เช่นฝรั่งเศสและเยอรมนีแล้ว จีนและรัสเชีย ซึ่งต่างก็เป็นประเทศผู้ทรงอิทธิพลในคณะมนตรีความมั่นคง ได้ประกาศจุดยืนคัดค้านสงคราม โดยเรียกร้องให้ใช้กระบวนการทางการทูตเพื่อแก้ปัญหา ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศสงครามโดยลำพัง
๔.๖,สงครามทางการทูตปฐมสงครามอ่าว ๒ กลุ่มประเทศพันธมิตรต่อต้านสงคราม ได้อออกมาคัดค้านต่อต้านสงครามกดดันให้กองทัพสหรัฐถอนตัวออกจากอิรักโดยทันที กลุ่มพลังต่างๆที่สูญเสียผลประโยชน์ หากสหรัฐฯสามารถเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกในตะวันออกกลางไว้ได้       กลุ่ม ประเทศต่างๆที่ออกมาต่อต้านสงคราม อย่างน้อยก็ได้แก่
ท่าทีของจีนต่อกรณีสงครามอ่าว ๒ ปัญหาความวิตกกังวลของจีนที่มีต่อ สถานการณ์ทางสากล ที่อเมริกาออกมาท้าทายยั่วยุล่อแหลมต่อความมั่นคงของจีน และสันติภาพของโลก เริ่มตั้งแต่ปัญหาการขายขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ไต้หวัน การส่งเครื่องบินจารกรรมบินล้ำเข้าไปในน่านฟ้าจีน ทำให้จีนต้องส่งเครื่องบินขับไล่สองลำเข้าปะกบบังคับให้ลงจอด ฉุกเฉินที่เกาะไหหลำ ในเดือนมีนาคม ปี ๒๐๐๑ปลายปี สหรัฐประกาศตามล่าตัว บินลาดิน สุดท้ายก็คือการตั้งรัฐบาลหุ่นของสหรัฐในอัฟกานิสถาน และคงกองกำลังของอเมริกาไว้ในอัฟกานิสถาน ที่มีพรมแดนติดต่อกับจีนด้าน มณฑล ซินเกียง
จีนเกิดความวิตกกังวล เนื่องจาก ปัญหาชนชาติส่วนน้อยในจีน นับตั้งแต่ เขตปกครองตนเอง ธิเบต ซินเกียง กานสู ถึงลั่วหยางในมณฑลส่านซี ที่ประกอบไปด้วยชนชาติส่วนน้อย โดยเฉพาะชาวมุสลิม และล่าสุดการประกาศสงครามต่ออิรัก หากสหรัฐมีชัยเหนืออิรัก ก็จะทำให้จีนถูกปิดล้อมทางด้านตะวันตกโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่ เอเชียกลาง เอเชียใต้ และตะวันออกกลาง จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาทันที รวมถึงแรงกดดันทางด้านตะวันออก ที่สหรัฐสร้างแรงกดดัน ประกาศอาจทำสงครามถล่มเกาหลีเหนือ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนแทบทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่าเกมรุกของสหรัฐอเมริกา จะรีบเร่งร้อนรนจนลืมจังหวะก้าว ปรัชญาแห่งชัยชนะ ”เวลาและสถานที่” หรือ อาจจะฉวยโอกาส ที่จีนยังไม่พร้อมที่จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม ทั้งนี้จีนยังอยู่ในระยะที่มีการเปลี่ยนถ่ายผู้นำจากรุ่นที่ ๒ สู่รุ่นที่ ๓ ที่มีภารกิจ รับช่วง “ทฤษฎีสามตัวแทน” จากเจียง เจํอหมิง ซึ่ง หูเจิ้นเทา ผู้นำรุ่นที่ ๓ จะต้องนำทฤษฎี ประสานสู่การปฏิบัติ นำจีนให้ก้าวหน้าต่อไป อเมริกามิอาจประเมินจีนต่ำเกินไป เชื่อว่าวิสัยทัศน์ผู้นำจีนคงไม่ประเมินสถานการณ์อย่างกลไก ด้านเดียว แต่จะนำเอาปัญหา อะไรก่อนอะไรหลังระหว่าง “เหตุและผล” มาศึกษากันอย่างรอบด้าน เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ และกำหนดท่วงทำนองต่อสถานการณ์ อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงที่สลับซับซ้อน ในสถานการณ์ “อักษะแห่งความชั่วร้าย” อย่างถูกต้องชัดเจน
สหภาพยุโรป ที่มีความขัดแย้งทางด้านเศรษฐกิจ จากเรื่อง สกุลเงินยูโร-ดอลลาร์,การค้าสหรัฐ-ยุโรป,ฯลฯ ซึ่งในอนาคตตลาดโลกทั้งหมดอาจไม่มีช่องว่างสำหรับยุโรป ขณะที่ยุโรปยังต้องพึ่งแหล่งพลังงานน้ำมันจากตะวันออกกลางมากถึง ๗๐
                     
กลุ่มประเทศโลกที่สาม ที่ยากจนหล้าหลัง และถูกเอารัดเอาเปรียบจากชาติมหาอำนาจโลก และยืนหยัดต่อสู้ทางการทูตมาโดยตลอด ในการที่จะได้รับสิทธิ เสรีภาพ อันเท่าเทียมกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ 
กลุ่มพลังประชาชนคัดค้านสงคราม   มหาพลังอันบริสุทธิจากประชาชนทั่วโลก บนพื้นฐานของโลกแห่งอารยธรรม ต่างออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามรุกรานขาดความชอบธรรม พลังอันบริสุทธิ์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความรัก ความเป็นธรรม มนุษยธรรม จริยธรรม เคารพต่ออำนาจอธิปไตย,เอกราชและบูรณภาพในดินแดน จากทั่วทุกหนแห่งในโลก ต่างลุกฮือขึ้นมาคัดค้าน สงครามรุกรานต่อต้านกดดันให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกไปจากการทำสงครามรุกรานอิรัก
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด(NAM) ๑๑๔ ประเทศ แถลงการณ์คัดค้านสงครามอิรัก โดยเรียกร้องให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในวันที่ ๒๑ ก.พ. ๒๕๔๖ 
 
๔.๗,สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามถล่มอิรัก ใช้ข้ออ้างในการเข้าโจมตีอิรัก ว่าเป็น ”อักษะแห่งความชั่วร้าย” อันตรายที่สุดในโลก มีการลักลอบพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง มีทั้งอาวุธ เคมี ชีวภาพ และอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยการปลดประธานาธิบดี ซัสดัม ฮุสเซน ซึ่งเป็นบุคลอันตรายต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลกออกไป
 
อิรัก ตอบโต้โดยกล่าวหาสหรัฐอเมริกา ว่าประสบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ   สหรัฐเข้าทำลายอิรัก หาใช่ความต้องการรักษาสันติภาพของโลกแต่อย่างใด หากแต่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากบ่อน้ำมันในอิรักต่างหาก    

ยุทธการสมาร์ทบอม   ในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็ประกาศเปิดยุทธการ สมาร์ทบอม ในเวลา ๐๘.๐๐ น.วันที ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ (ตามเวลาในประเทศไทย)   ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ออกแถลงต่อประชาชนชาวอเมริกันที่ทำเนียบขาวของสหรัฐได้ ระบุยื่นคำขาดให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน พร้อมด้วยลูกชาย และคนสนิทออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง หากฝืนคำสั่งจะต้องเผชิญกับสงครามที่มีสหรัฐเป็นแกนนำ
 
หลังจากกำหนดเวลาที่   ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ยื่นคำขาด อภิมหาศาสตรามหาภัยของสหรัฐ ที่ซัสดัม ตายแล้วเกิดใหม่อีกสองรอบก็ยังยากที่จะพัฒนาได้ทัน ก็ถูกนำออกมาใช้ในยุทธการครั้งนี้ ยุทธปัจจัยต่างๆ เช่น ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำรุนแรง หรือที่สหรัฐฯเรียกว่า สมาร์ทบอม” ได้มีบทบาทสำคัญในสงครามอิรัก ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นมากกว่า ๕๐% และอำนาจทำลายล้างสูง การโจมตีเป้าหมายและต่อต้านขีปนาวุธของอิรักด้วยลำแสงเลเซอร์ ที่จะถูกนำออกใช้เช่น
 
เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่, ยานรบแบรดลีย์, ขีปนาวุธแพตริออท จรวดโทมาฮอค เครื่องบินทิ้งระเบิด B-๑B Lancer, F-๑๑๗A ไนต์ฮอว์กล,เครื่องบินเอแวกส์ E-๓ Sentry,เครื่องบินทิ้งระเบิด B-๕๒ Stratofortress,เครื่องบิน AC-๑๓๐ gunship,เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล B-๒ Spirit, เครื่องบินสอดแนม U-๒S ,ระเบิดพวงมาตรฐานที่สหรัฐฯ ใช้คือ CBU-๘๗/B น้ำหนักราว ๔๓๐ กิโลกรัม บรรจุระเบิดเล็ก BLU-๙๗/B ได้ ๒๐๒,เรือบรรทุกเครื่องบิน “ธีโอดอร์ รุสเวลต์, ฯลฯ จรวดร่อน( cruise missile ) แบบโทมาฮอว์ก, ระเบิด-ขีปนาวุธนวิถี ฝูงบินโจมตี เครื่องบินรบกวนเรดาร์ เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ บี๒  
 
หลังสงครามอิรัก ๑ ปี สหรัฐสามารถสังหารบุตรชาย และจับกุมตัว ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ได้ แต่สภาพของสงครามกลางเมืองในอิรักยังคงอยู่ในขั้นกลียุคถึงปัจจุบัน แม้ว่า กองกำลังพันธมิตรได้สร้างเซอร์ไพรส์แก่ประชาคมโลก ด้วยการประกาศยุติการยึดครองอิรักและส่งมอบอำนาจอธิปไตยกลับคืนแก่รัฐบาลเฉพาะกาลอิรัก เมื่อวันจันทร์ ๒๘ มิถุนายน๒๕๔๗เร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ถึง ๒ วันแล้วก็ตาม ผู้นำประเทศอิรักคนใหม่ คือ ประธานาธิบดี ฆอซี ยาวิร     ก็จะเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์อิรัก หลังสิ้นสุดยุคผู้นำจอมเผด็จการอย่างซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งครองอำนาจยาวนานกว่า30ปี
 
๕,วิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์โลก                                                                                                    
 
๕.๑,ช่องแคบมะกาศูนย์กลางเส้นทางเดินเรือโลก  ช่องแคบมะละกา ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเลที่สำคัญยิ่ง หากชาติใดสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้ ก็จะสามารถควบคุมเส้นทางการเดินเรือทั้งด้านพานิชนาวี และยุทธนาวี เป็นจุดตัดรอยต่อที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอตแลนติก และเชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในอดีตความสำคัญของช่องแคบมะละกาในสงครามโลกครั้งที่ ๒ เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา    แสนยานุภาพทางทะเล เช่นฐานทัพในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก และเคยเป็นยุทธนาวีอันยิ่งใหญ่ที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ.๑๙๔๐ ระหว่างกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบิน ญี่ปุ่น จากโอกินาวาเข้าโจมตีกองทัพเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชัยชนะของญี่ปุ่นในยุทธการเพิร์ล ฮาเบอร์ ซึ่งต่อมาญี่ปุ่นสามารถเข้าควบคุมเกาะกวม,เกาะเวค ทำให้ญี่ปุ่นสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ได้ จากนั้นญี่ปุ่นได้ขยายอิทธิพลเข้ายึด ฮ่องกง,ฟิลิปปินส์,อินโดนีเซีย, นิวกีนี,สิงคโปร์,มาลายา,และพม่า ก่อนที่ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพเรือของ สหรัฐและออสเตรเลีย ในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่าความสำคัญของฐานทัพสหรัฐอเมริกา ในแปซิฟิก นับตั้งแต่ หมู่เกาะฮาวาย เกาะมิดเวย์ เกาะเวค เกาะกวม ฯลฯ และโอกินาวา(ญี่ปุ่น) มีความพร้อมที่จะควบคุมมหาสมุทรแปซิฟิก และเผชิญหน้าทางยุทธนาวี ไม่ว่าจะเป็น รัสเชีย หรือ จีน
 
๕.๒,รัสเชีย มีแสนยานุภาพทางยุทธนาวีที่เป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐอเมริกา ฐานทัพเรือในวลาดิวอสต๊อก ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อชายแดน รัสเชีย,จีน,เกาหลีเหนือ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์โลกทางยุทธนาวีที่สำคัญยิ่งของรัฐเชีย เนื่องจากเป็นทางออกทะเลทางเดียวของรัสเซียที่สามารถเข้า-ออกทะเลได้ตลอด ๓๖๕ วัน ขณะที่ด้านอูเครน จากทะเลดำที่จะออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เนเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติกกลับเป็นจุดอันตรายสำหรับทางออกทะเลของรัฐเชีย เมื่อช่องแคบบอสพอรัส ประเทศตุรกีตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ส่วนด้านเลนินกราด ทะเลบอลติก ที่มักจะถูกปกคลุมด้วยทะเลน้ำแข็ง และเป็นเขตอิทธิพลของยุโรป ดังนั้น บริเวณที่เกี่ยวพันกับวลาดิวอสต๊อก จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
 
 
    
                    
         
๕.๓, เกาหลีเหนือ – ใต้ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง การจัดระเบียบโลกโดยมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา รัสเชีย – จีน ได้เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเกาหลี ในที่สุดเกาหลีได้ถูกแบ่งออกเป็นเหนือ-ใต้ โดยมีเส้นแบ่งพรมแดน บริเวณเส้นขนาดที่ ๓๘ ในปีค.ศ.๑๙๕๑ ด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เกาหลีเหนือ ปกครองโดยระบบสังคมนิยม ขณะที่เกาหลีใต้ปกครองด้วยระบบทุนนิยม ความตรึงเครียดของเกาหลีเหนือ-ใต้ ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีในยุคสงครามเย็น ได้สร้างความปวดร้าวให้กับชาวเกาหลีเป็นยิ่งนัก ความพยายามที่จะรวมประเทศ ในสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกา กล่าวหาเกาหลีเหนือว่าเป็น “กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” ปริศนาดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร ? เกาหลีจะรวมประเทศภายใต้เงื่อนไขของมหาอำนาจขั้วใด ? ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงฐานทัพของตนไว้ในเกาหลีใต้ 
 
๕.๔,จีน – ไต้หวัน    ปี ค.ศ. ๑๙๔๙ กองทัพปลดแอกประชาชนจีน นำโดยเหมา เจ๋อ ตง เคลื่อนทัพลงใต้บดขยี้ กองกำลังของจีนคณะชาติ พรรคก๊กมินตั๋งที่นำโดยเจียงไคเช็ค ภายใต้การสนับสนุนของอเมริกา ต้องแตกทัพถอยร่นอพยพไปอยู่บนเกาะไต้หวัน ขณะที่บนผืนแผ่นดินใหญ่จีน เหมาเจ๋อตง ได้ประกาศจัดตั้งประเทศจีนเป็น สาธารณรัฐประชาชนจีน หลังสงครามกลางเมืองจีนสิ้นสุดลงสหรัฐอเมริกา ยังคงให้การสนับสนุนแก่ไต้หวัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การทหารอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามหากจีนแผ่นดินใหญ่บุกไต้หวัน 
 
สงครามแย่งชิงมวลชนระหว่างจีน – ไต้หวัน ในปัจจุบัน จีนได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้นมณฑลกว่างตง เพื่อเปิดโอกาสแก่นักลงทุนฮ่องกง เขตเศรษฐกิจพิเศษมณฑล ฟูเจี้ยน เพื่อดึงดูดทุนจากนักลงทุนไต้หวัน ประชาชนไต้หวันสามารถเข้าไปลงทุนในจีนค่อนข้างเสรี ยุทธศาสตร์การช่วงชิงมวลชนดังกล่าวของจีนในอนาคต หากปราศจากการแทรกแซงกิจการภายในจีน-ไต้หวัน ที่สุดจีนก็จะสามารถรวมเอาไต้หวันได้ด้วยสันติวิธี เช่นเดียวกับการรวมเอาฮ่องกงเข้ากับกว่างตง   ภายใต้นโยบายหนึ่งประเทศ สองระบบของจีน นอกจากนั้นแล้วจีนยังได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษไล่ไปตลอดแนวแปซิฟิกริม เจ๋อเจียง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู ซานตง แก่นักลงทุน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน นอกจากจีนจะได้ประโยชน์จากการช่วงชิงมวลชนแล้ว ยังสามารถผลักดันให้นโยบายพัฒนาด้านพลังการผลิตได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย ขณะที่สหรัฐอเมริกา พยายามสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดล่อแหลมต่อการเกิดสงครามระหว่างจีน-ใต้หวัน ตลอดเวลา
 
๕.๕มหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะดิเอโก การ์เชีย ของอังกฤษ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของมหาสมุทรอินเดีย เป็นจุดที่ตั้งของฐานทัพอังกฤษ-สหรัฐ ซึ่งมีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่เพียงพอต่อ การควบคุมมหาสมุทรอินเดียไว้ทั้งหมด 
 
๕.๖,เอเชียใต้* อินเดีย-ปากีสถาน ปี ๑๙๔๖ เมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษได้เกิดกลียุค-นองเลือด บนแผ่นดินอนุทวีป ระหว่าง ฮินดู กับ มุสลิม มีการประหัตประหารกันอย่างบ้าคลั่งล้มตายไปกว่าครึ่งล้านคน ในแคว้นปัญจาบ ในที่สุดดินแดนแห่งอนุทวีป ก็ถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ อินเดีย และ ปากีสถาน หลังจากนั้นมาทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดความขัดแย้งแย่งชิงดินแดนกันเรื่อยมา ปีค.ศ.๑๙๖๕ ประธานาธิบดี อายุบข่าน ยกทัพบุกแคชเมียร์ แต่ต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพอินเดีย
 
 
อ่านเพิ่มเติมใน : *ธนู แก้วโอภาส, “ประวัติศาสตร์โลก” : พิมพ์ครั้งที่สอง ธันวาคม ๒๕๓๙ , จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ   บทที่ ๑๑ อวสานของจักรวรรดินิยมเก่า
                    
 
ต่อมาปากีสถานตะวันออก ชาวเบงกาลี มีมติต้องการแยกตัวออกจากปากีสถานตะวันตก ทำให้ปากีสถานตะวันตก ไม่พอใจเคลื่อนทัพเข้าปราบปรามชาวเบงกาลี ผู้นำอินเดีย นางอินทิรา คานธี เข้าช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ด้วยการส่งกองทัพอินเดียบุกตะลุย ปากีสถานตะวันตก เข้ายึดกรุงแดคคา เมืองหลวงได้ในเวลาไม่กี่วัน ในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ หลังจากนั้นปากีสถานตะวันออก ได้ประกาศเอกราชเป็นประเทศ บังกลาเทศ ต่อมาทั้งอินเดีย-ปากีสถาน ต่างเร่งพัฒนากองทัพของตน กระทั่งสามารถพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ ได้สำเร็จ   ในปัจจุบัน ปัญหาในแคว้น ปัญจาบ – แคชเมียร์ กำลังทวีความคุกรุ่นพร้อมที่จะระเบิดเป็นสงครามได้ทุกเวลา 
 
๕.๗,เอเชียกลาง หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ อเมริกาได้ใช้ข้ออ้างในการตามล่าตัว นายออสมา บินลาเดน ในอัฟกานิสถาน สุดท้ายก็คือการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นในอัฟกานิสถาน และหลังจากการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต บรรดารัฐต่างๆของอดีตสหภาพโซเวียตในแถบเอเซียกลาง ไล่ตั้งแต่ อุซเบกีสถาน เตอร์เมนีสถาน ที่มีข่าวว่าอเมริกามีฐานทัพลับๆอยู่ในสองรัฐดังกล่าว อาเซอร์ไบยัน อาร์เมเนีย จอร์เจีย ฯลฯ และเชชเนีย ที่เป็น หนึ่งใน ๘๙ รัฐของรัฐเชีย ตั้งอยู่บริเวณระหว่าง ทะเลสาบแคสเปียน กับทะเลดำ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการวางท่อน้ำมัน จากเอเซียกลางออกสู่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชชเนียก็เกิดขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ”กบฎเชชเช” ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายใดยังไม่ปรากฏชัดเจน   การแยกตัวออกจากอดีตสหภาพโซเวียต แตกแยกเป็นประเทศต่างๆในแถบเอเซียกลาง กำลังจะกลายเป็นดินแดนที่ปิดล้อมอิทธิพลของรัฐเชียทางด้านใต้
๕.๘,ตะวันออกกลาง หากแบ่งออกเป็นเหนือ-ใต้ ด้านใต้ก็ตกอยู่ในอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา เริ่มตั้งแต่ คูเวต,บาห์เรน,กาตาร์,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,โอมาน,เยเมนเหนือ-ใต้,ซาอุดิอาระเบีย,อิสราเอล. ทางด้านเหนือ หากสหรัฐสามารถสร้างอิทธิพลของตนเหนืออิรัก,อิหร่าน ได้ ( ปัจจุบันสหรัฐกล่าวหาทั้งสองประเทศว่าเป็นกลุ่ม”อักษะแห่งความชั่วร้าย” ) เท่ากับว่าสหรัฐสามารถปิดล้อมรัฐเซียทางด้านใต้และปิดล้อมจีนตลอดเส้นทางสายไหมได้โดยสมบูรณ์ และการควบคุมปากบ่อน้ำมันแหล่งพลังงานสำคัญของโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ
๕.๙,การรวมกลุ่มสนธิสัญญาวอซอว์และนาโต้ การเคลื่อนไหวของการประชุมสุดยอดผู้นำ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ณ กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ได้มีการพิจารณารับสมาชิกใหม่อดีตคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออก ๗ ประเทศ ได้แก่ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย สโลวาเกีย สโลเวเนีย และโรมาเนีย เท่ากับว่ารัสเชียถูกปิดล้อมทางแนวด้านตะวันตก
 
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความวิตกโกลาหลให้แก่ผู้นำรัฐเชีย ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเชีย ต้องรีดเร่งเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ ๒-๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อินเดีย ได้ร่วมลงนามประกาศปฏิญญาร่วมกับประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ผู้นำจีน เรียกร้องให้โลกสร้างดุลอำนาจหลายขั้วเพื่อถ่วงดุลอำนาจจากสหรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกซึ่งได้แก่ปัญหาอิรักและเกาหลีเหนือด้วยวิถีทางการทูต
 
๕.๑๐,หมู่เกาะสแปรตลีย์ ตั้งอยู่ในทะเลจีนใต้บริเวณ ด้านตะวันตกของ ฟิลิปปินส์ ตอนเหนือของบรูไน ฝั่งตะวันออกของเวียตนาม มาเลเซีย และรัฐบาลจีนได้อ้างอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว หรือที่จีนเรียกว่า นานชา” โดยเชื่อกันว่า บริเวณดังกล่าวมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ได้ขุดพบอยู่จำนวนมาก ขณะที่ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ต่างก็อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะดังกล่าวด้วยเช่นกัน จากความขัดแย้งของกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้น และบริเวณดังกล่าวนับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย 
 
จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องจับตาติดตามความเคลื่อนไหว เพราะสามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งที่รุนถึงขั้นประกาศสงครามต่อกันได้ หากมหาอำนาจใดต้องการเข้ายึดครองบริเวณดังกล่าว อาจสร้างเงื่อนไขเพื่อใช้เป็นข้ออ้างการเข้ายึดครอง แม้ว่าล่าสุดการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปี เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ จะได้มีการหยิบยกประเด็นชาติที่อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ เสนอต่อจีนเพื่อหาข้อยุติลดความตึงเครียดในภูมิภาคก็ตาม โอกาสที่กรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์ จะถูกแทรกแซงสร้างเงื่อนเพื่อเข้าควบคุมบริเวณดังกล่าวก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
 
๕.๑๑,สิงคโปร์    นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (ไอซีส์) ของสิงคโปร์เตือนว่า ท่าเรือขนาดใหญ่และเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญๆ รวมถึงท่าเรือแหลมฉบังของไทย เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะการถล่มด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี นาย ไมเคิล ริชาร์ดสัน นักวิจัยรับเชิญของไอซีส์ ผู้เขียนรายงานชิ้นใหม่เกี่ยวกับความเปราะบางของอุตสาหกรรมเดินเรือสมุทรทั่วโลก ในเวลาต่อมาสิงคโปร์ได้เสนอให้ ทหารนาวิกโยธินสหรัฐเข้ามาประจำการ "ช่องแคบมะลากา" เพื่อป้องกันการก่อการร้ายสากล
 
๕.๑๒,ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย สองประเทศดังกล่าวประกอบขึ้นจากหมู่เกาะนับพันเกาะ ภาษาถิ่นนับร้อยภาษา ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก กับ มหาสมุทรอินเดีย และเชื่อมต่อไปถึง มหาสมุทรแอตแลนติกได้ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางยุทธนาวีดังกล่าว จึงเป็นจุดที่น่าจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่ง หากสหรัฐอเมริกา ต้องการควบคุมเส้นทางการเดินเรือของโลก โดยเข้าแทรกแซงสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งทางประชาชาติ ในประเทศทั้งสอง ซึ่งมีความหลากหลายทางประชาชาติ
 
และเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปาะที่สุด การสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งถึงขั้นเกิดสงครามประชาชาติ การรบราฆ่าฟันกลียุคในประเทศทั้งสอง แล้วบีบให้องค์การสหประชาชาติ ออกมากล่าวอ้าง ขอให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ เข้าไปเพื่อยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย กองกำลังรักษาสันติภาพผูกขาดอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ที่มีสัญชาติจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักล่าอาณานิคม ก็จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรม ในการเคลื่อนแสนยานุภาพทางทะเล เข้าประจำการในสองประเทศดังกล่าว เท่ากับเป็นการเข้าควบคุมช่องแคบมะละกา จุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเล โดยชอบธรรม
 
ปัจจุบัน สองประเทศดังกล่าวถูกสหรัฐอเมริกา กล่าวหาว่าเป็นแหล่งอาศัย ของกลุ่มก่อการร้ายต่าง เช่น กบฏอาบู เซยาฟ ขบวนการอัลกออิดะห์ กลุ่มเจมาห์ อิสลามิยะห์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาเจห์ ฯลฯ
                                
 
 ๕.๑๓,ประเทศไทย ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเชี่ยน ซึ่งในอดีตเคยถูกสหรัฐใช้เป็นฐานที่มั่น ในการจัดส่งกำลังเข้าสู้รบในสมรภูมิ เวียตนาม ลาว กัมพูชา นับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งมีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ในการปิดล้อมจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ ปัจจุบันรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง อย่างมีวิสัยทัศน์ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสากล นโยบายการกลับมาสู่ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ-การเมือง ฉันมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ในกลุ่มอาเซียน
 
การมีความเห็นร่วมกันกับการให้ความสำคัญ ต่อคณะทำงานระหว่างประเทศที่ว่าด้วยอนุภูมิภาคแห่งลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS (The Great Mekong Sub-region) จะเป็นการปูพื้นฐานการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ด้วยการรวมเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียวแบบอียู ภายในระยะเวลา ๒๐ ปี หรือในปี ๒๕๖๓ ภายใต้ชื่อ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่มีประชากร รวมมากถึง ๕๐๐ ล้านคน
 
ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะทำให้เกิดเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนประชากร ๑,๘๐๐ ล้านคน และมูลค่าการค้า ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า การเดินทางไปเจริญสัมพันธ์ไมตรี จีน – รัสเชีย ของ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะนำไปสู่อำนาจต่อรองกับการพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงด้านเดียว จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทย เกิดภูมิคุ้มกันหลุดพ้นจากอุบัติเหตุ ที่อาจตกเป็นจุดยุทธศาสตร์สงครามในการปิดล้อมจีนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ได้ในอนาคต
 
๕.๑๔,กรณีไฟใต้   สถานการณ์ความสับสนในภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖ มากระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนการปราบปรามของรัฐบาล ยิ่งระดมกำลังเข้าปราบปราม สถานการณ์ ยิ่งสับสนรุนแรงขึ้น ข้อน่าสังเกตก็คือ หากเป็นขบวนการแบ่งแยกดินจริง การเคลื่อนไหวน่าจะเดินแนวทางเคลื่อนไหวทาง การเมือง และวัฒนธรรม มากกว่าการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน จงใจที่จะสร้างความยั่วยุให้สถานการณ์ขยายตัว ไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างชาวพุทธ กับมุสลิม และจงใจให้เกิดการล้อมปราบจลาจลจากรัฐบาลกลาง เช่นกรณี การล้อมปราบที่มัสยิดกรือเซะ
 
กรณีไฟใต้หากรัฐบาลหลงทิศหลงทาง สถานการณ์อาจถูกชักนำไปสู่การขยายตัวเป็นสงครามประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้   เมื่อถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของสหรัฐอเมริกาในการที่จะเคลื่อนกำลังนาวิกโยธินเข้าประจำการช่องแคบมะละกา ก็เป็นได้
๕.๑๕,ปริศนาไฟใต้ความลึกลับที่พล.อ.ชวลิต มิกล้าเอ่ย ได้มีการเปิดเผยข้อมูลลับกรณีไฟใต้ผ่านทางเวบไซค์ http://www.geocities.com /thaifriendforum/secret.html (ไม่ทราบเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แถลงตอบโต้ นายชวน หลีกภัย เมื่อครั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเร็วๆนี้หรือไม่) ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า รัฐบาลไทยพยายามปกปิดการจัดตั้งศูนย์ Counter Terrorist Intelligence Center (CTIC) มาเกือบ ๓ ปีแล้ว ศูนย์ลึกลับในภาคใต้นี้เป็นของสหรัฐอเมริกาและบริหารโดยหน่วยงาน CIA ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ เป็นต้นมา แต่ความลับนั้นกลับถูกเปิดเผยโดยรายงานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ของสหรัฐเสียเอง
รายงานของCSIS ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์CTIC ในภาคใต้เพื่อต่อต้านกลุ่มJI และAl Qaeda โดยมีCIA เป็นผู้วางโครงสร้างให้เงินทุนสนับสนุนและวางแผนการปฏิบัติงานทุกอย่างนอกจากนี้แล้วตํารวจและทหารไทยที่เกี่ยวข้องก็อยู่ภายใต้การบัญชาการโดยตรงของ CIA "Working directly with at least a score of CIA operatives, the Counter Terrorism Intelligence Center (CTIC) combines key personnel from Thailand's three main security agencies: the National Intelligence Agency; the Thai police, and the armed forces.
The CTIC relies heavily on the CIA for its structure, guidance, and funding. The two agencies share facilities, equipment, and information on a daily basis....The Thai government, which has often asserted that Thailand is free of terrorist, has never publicly acknowledged the existence of the CTIC. "

-------------------------------------------------------------------------
อ่านรายงานทั้งหมดที่ http://www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf
                      
นี่คือหนึ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาล และประชาชนไทยจะต้องติดตาม รับรู้ข่าวสารข้อมูล อย่างระมัดระวังรอบด้านทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสากล ที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น   เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนไทย
 
สรุปภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจ-การเมืองโลกจากการเข้ามาจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้จะสะท้อนภาพออกมาในรูปแบบใด ? อุณหภูมิความร้อนแรงนี้จะถูกพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่สามหรือไม่? สันติภาพ เสรีภาพ ความสงบสันติสุขร่มเย็น ของประชาคมโลกจะยังคงมีอยู่หรือไม่ ? จีน รัสเชีย สหภาพยุโรป โลกอิสลาม ฯลฯ จะกำหนดท่าอย่างไรกับบทบาทของสหรัฐอเมริกา บนเวทีโลก จังหวะก้าวทิศทางของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ? ประชาคมโลก ประชาชนไทย จะต้องติดตามสถานการณ์ ทั้งภายใน (ไฟใต้ และประเทศเพื่อนบ้าน ) และทางสากลอย่างใกล้ชิด   บนพื้นฐานของเหตุ และ ผล เช่น การออกมาคัดค้านการสร้างสถานการณ์สงครามโจมตีอิรัก ของประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ที่ดึงดันจะไม่ฟังเสียงมติจาก องค์การสหประชาชาติ การเข้าไปตรวจค้นอาวุธทำลายล้างสูงในอิรัก ของเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ     แต่ผู้เขียนยังเชื่อว่า การสร้างสถานการณ์เพื่อเข้าแทรกแซงกิจกรภายในประเทศต่างๆของสหรัฐ ด้วยเหตุผล ที่ไร้หลักฐาน และกลไกที่ซับซ้อนจะยังคงดำรงต่อไป   มีแต่การลุกขึ้นมาเปิดโปง คัดค้านสยบสถานการณ์ด้วยหลักการ ความเสมอภาค เป็นธรรม เคารพในสิทธิเสรีภาพและบูรณภาพเหนือดินแดนซึ่งกันและกัน จึงจะนำมาซึ่งความสงบสันติสุขร่มเย็น ของประชาคมโลกในอนาคตสืบไป
 
 
 
 
 
 
 
บรรณานุกรม
 
, จีนเขย่าโลก แปลจาก CHAINA : The Next Economic Superpower ผู้เขียน William H.Owerholt ผู้แปล:บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ พิมพ์ครั้งที่๑ มีนาคม ๒๕๓๘ สำนักพิมพ์เดอะเนชั่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
**Star Wars technology, coming soon to a planet near you
 

 

 

 

ความคิดเห็น

  1. 1
    ตุ้มอุตุ
    ตุ้มอุตุ tum48432@gmail.com 25/04/2008 10:15
    แล้วมันจะเกิดสงครามโลกครั้งที่3 ไหมนี่
  2. 2
    000
    000 18/07/2008 17:52
    อิอิ {icon4}
  3. 3
    boy
    boy 09/11/2008 12:46
    ก็ดีอยู่หลอกนะ แต่ว่ามันเก่าไปหน่อยนะ จะทำรายงานนะ มันเก่า {icon14} {icon6} {icon4} {icon3} {icon1} {icon2}
  4. 4
    spacerchaer
  5. 5
    north face jackets cheap
    north face jackets cheap xlmabc@gmail.com 22/10/2012 19:35

    Welcome to cheap North Face 3 In 1 Men's Outlet. We are professional retailer providing outdoor equipment of cheap North Face 3 In 1 Women's. cheap North Face Apex Bionic Men'shas become a well-known outdoor brand worldwide. cheap North Face Apex Bionic Women's has a good assortment of the cheap North Face Denali Men's for men and women. Here you can find all kinds of luxury styles of cheap North Face Denali Women's.We are expecting to your join cheap North Face Down Men's and enjoy up to 60% off and free shipping. Welcome to purchase your cheap North Face Gore Tex Men's from here! 100% quality guarantee for worldwide customers. cheap North Face Gore Tex Women's Outlet also never stops exploring.Never Stop Exploring is more than just a tagline it is the way we choose to live our lives cheap North Face Osito Jackets outlet, both personally and at cheap North Face Pink Ribbon Denali. We love the outdoors; its where we develop character, confidence, clear minds, healthy cheap North Face Realization Men's bodies and respect for nature.cheap North Face Realization Women's welcome your visiting. Kids North Face Jackets is top quality, many parents buy this jacket for their childen. This cheap North Face Windstopper Men's marries two superior, technical fabrics to form an ironclad union of durability and protection riders can rely on while they're exploring above or below the tree line.

  6. 6
    discount north face
    discount north face JINHUA13886@GMAIL.COM 12/11/2012 14:47

    Filled discount north face with high 700 fill north face on sale goose down for camp north face sale or ensure that attitude comfort, once the move this jacket pocket embodied in a hand. The North Face Jackets On Sale north face outlet Nuptse 2 vest is a favorite discount north face jackets all-year "round insulation vest cool city landscape or high altitude trek and climb. 

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view