http://www.visitsurin.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
Home News World Newspaper Visit Surin Article Eastern PhilosopHy Conspiracy 100ปีวิถีชีวิตชาวจีนเมืองซู้ลิ้ง History Webboard
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
 

วิสัยทัศน์ประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัตน์

วิสัยทัศน์ประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัตน์
 
Visit Surin
Elephant
Sanctuary
Silk
Rice 
Videos 
 
 
    
 
  มี แต่ ไม่เอา  
ปี๒๕๒๒ หลวงปู่ไปพักผ่อน และเยี่ยมพระอาจารย์สมชายที่วัดเขาสุกิมจังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสท่านหนึ่งจาก กรุงเทพฯ คือ พระธรรมวราลังการ วัดบุปผารามเจ้าคณะทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกัมมัฏฐานเมื่อวัยชราแล้วได้มีการสนทนาธรรม และข้อกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นเวลานาน ลงท้ายถามหลวงปู่สั้นๆว่าท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?หลวงปู่ตอบพระธรรมวราลังการ ว่า
มี แต่ ไม่เอา
ไหว้พระเพื่อเป็นศิริมงคล ก่อนไปทำงานทุกวัน คำสอนของหลวงปู่ล้วนเป็นปริศนาธรรมท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้ด้วย..ปัญญา 
วิสัยทัศน์
ประเทศไทย
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
กระแสโลกได้ขับเคลื่อนมาสู่..รอบพันปีที่สาม ความสลับซับซ้อนของพลังขับเคลื่อนโลกในยุคของการสื่อสารข้อมูลจึงยากยิ่งที่จะแยกแยะ อะไรจริง สิ่งไหนเท็จ ในปรากฎการณ์ หลักการ “ตรรกะศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ อาจไม่เพียงพออีกต่อไปในการอธิบายปรากฎการณ์” www.visittsurin.com ไม่กล้าที่จะชี้แนะ หากแต่ฝากไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทรรศน์ สำหรับผู้แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านของเรา “อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ของท่านเตลิดไปกับข้อมูลข่าวสารที่ผ่านตา...”แม้กระทั่งที่นี่ www.visittsurin.com
 
 
วิสัยทัศน์
ประเทศไทย
ในกระแสโลกาภิวัฒน์
 
 
 
 
 
บทนำ
 
ประเทศไทย      ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ครั้งสำคัญอย่างน้อย ๒ ครั้ง   ครั้งแรก ปี๒๕๒๖ สาเหตุมาจากผลกระทบของวิกฤตน้ำมัน และสงครามดอกเบี้ยระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับยุโรป ในระหว่างปี ๒๕๒๒-๒๕๒๔ ในขณะที่รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลพล.อ.เปรมต้องเผชิญกับปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ในที่สุดก็ต้องไปกู้เงินจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMFและขอรับเงินช่วยเหลือจากธนาคารโลก องค์กรทั้งสองได้กำหนดเงื่อนไขให้ไทยต้องเดินนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามจากการประเมินของ นายพอล โมสเล่ย์ แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้กล่าวหารัฐบาลพล.อ.เปรม ว่าปฎิบัติตามเงื่อนไขเพียง ๘๐ %
 
วิกฤติเศรษฐกิจไทยครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี ๒๕๔๐ ในรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ ขณะเพิ่งเริ่มเข้าบริหารประเทศ โดยมีสาเหตุมาจากการเปิดวิเทศธนกิจ(BIBF's) ระหว่างปี ๒๕๓๕-๒๕๓๘ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย ระหว่างนั้นหนี้ระยะสั้นไหลบ่าทะลักเข้ามาท่วมประเทศ   ในที่สุดประเทศไทยต้องตกอยู่ในวังวนของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงยาวนาน และส่งผลกระทบไปทั่วโลก กระทั่งถูกขนานนามวิกฤตครั้งนี้ว่า โรคต้มยำกุ้ง” (Tom yum gung Disease )
 
 
สังเกตได้ว่าจากวิกฤตเศรษฐกิจ ๒ ครั้ง ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสากลทั้งสิ้น  ดังนั้นบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ในกระแสโลกาภิวัฒน์ จำต้องระมัดระวัง อย่างมีวิสัยทัศน์ เพื่อปกป้องไม่ให้ประเทศไทยต้องตกเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์อีกครั้ง
 
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ช่วงเวลา ๒ ทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่๒   บทบาทการเคลื่อนไหวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก้าวย่างบนเวทีเศรษฐกิจ การเมืองโลก ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวในเชิงรับในอดีต มากำหนดบทบาทไทยในเชิงรุก จะประสบความสำเร็จ นำประเทศไทยไปสู่ความรุ่งโรจน์ หรือ กลับไปสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้งหรือไม่ ประชาชนไทยจะต้องติดตามตรวจสอบ ท้วงติง อย่างใกล้ชิด หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่สนใจติดตาม สถานการณ์บ้านเมืองไม่มากก็น้อย
 
ปรีชา   วรเศรษฐสิน
 

 
 
 
 
 
บทที่ ๑
วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐
 
 
 
ประเทศไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์ ทศวรรษสุดท้ายของรอบพันปีที่สอง ระหว่างปีค.ศ.๑๙๙๐-๑๙๙๙ กระแสโลกาภิวัฒน์ได้แพร่กระจายทั่วโลก ประเทศต่างๆพยายามเร่งผลักดันเตรียมประเทศ ก้าวสู่โลกไร้พรมแดน รวมทั้งโลกสังคมนิยมต่างละทิ้งอุดมการณ์สังคมนิยม พัฒนาประเทศมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบการตลาด
 
๑,วิกฤตเศรษฐกิจ โรคต้มยำกุ้ง”     การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศย่านแปซิฟิกริมเป็นไปอย่างรวดเร็ว   หลังจากการคืนเกาะฮ่องกงของอังกฤษสู่อ้อมอกแผ่นดินแม่จีน ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ซึ่งทำให้จีนเปรียบเสมือนมังกรติดปีก จีนได้ใช้ฮ่องกง (มีความชำนาญพิเศษด้านการตลาดและการเงินในเวทีการค้าโลก ) เปิดม่านไม้ไผ่สู่เวทีแข่งขันในตลาดการค้าโลก ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนหลังการใช้นโยบาย ๔ ทันสมัย หนึ่งประเทศ สองระบบ ของ เติ้ง เซี่ยว ผิง ทำให้เศรษฐกิจของจีนแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจในเอเชีย    เคียงคู่กับญี่ปุ่นได้อย่างสง่าผ่าเผย (ความแข็งแกร่งของจีนสังเกตได้จากความพยายามโจมตีค่าเงินหยวนของจอร์จช โซรอสซ์       หลายครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่จีนกลับป้องกันการเข้าโจมตีได้อย่างเหนียวแน่น )
 
นโยบาย ๔ ทันสมัย ผู้นำจีนยุคเติ้งเซี่ยวผิงได้วางระบบเศรษฐกิจสังคมแบบเปิดหรือ Social Market Economy System โดยวางนโยบายพัฒนาประเทศ (ค.ศ.๑๙๗๘) โดยเน้นด้าน การเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการ ทหาร มีการเปิดประเทศค้าขายกับประเทศเสรี ริเริ่มใช้ระบบเศรษฐกิจการตลาดและอนุญาตให้เกษตรกรขายผลผลิตของตนเองได้

 
๒,ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในเอเชีย    สหรัฐอเมริกซึ่งเป็นมหาอำนาจโลก จำต้องกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแปซิฟิกริม   โดยมีเป้าหมายสู่การเข้าควบคุมทุน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอเมริกา และหากอเมริกาสามารถที่จะเข้าควบคุมทุนในแปซิฟิกริมได้ นั่นหมายความว่า ผลประโยชน์จากการเจริญเติบโตของแปซิฟิกริม ย่อมหมายถึงผลประโยชน์และเป็นตลาดอันมหาศาลของอเมริกาเช่นกัน    รวมถึงการครองความเป็นจ้าวโลกทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
 
การโจมตีทางด้านการเงินสถานการณ์ในช่วงปี ๑๙๙๐ – ปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชียโดยเฉพาะ กลุ่มอาเชี่ยนและเกาหลีใต้   พยายามอย่างเร่งรีบที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความ NICs ในท่ามกลางกระแสพหุภาคีนิยม   ที่ให้ประเทศสมาชิกเปิดเสรีทางการค้า – การเงิน จากการขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลรอบด้าน ผู้นำหลายประเทศมิได้คำนึงถึงความเชี่ยวชาญคุ้นเคยของประเทศ ในการเปิดเสรีทางการเงิน   ปล่อยให้มีการไหลเข้าออกของเงินเป็นไปอย่างเสรี โดยปราศจากมาตรการควบคุมเงินทุนที่ไหลเข้า ทำให้เกิดภาวะ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นแบบฟองสบู่ในเวลาต่อมา  
 
บ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุดของกลุ่มประเทศดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นที่ไทย พังทลายทั้งอาเชี่ยน ส่งผลกระทบไปถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวั่น ฮ่องกงฯลฯ ทั้งนี้เนื่องจากการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเชี่ยน    ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทุนที่ไหลเข้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าว   และเมื่อเศรษฐกิจกลุ่มอาเชี่ยนพังทลายลง นั่นย่อมจะส่งผลกระทบไปถึงบริษัทแม่ ที่มาจากกลุ่มประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจในเอเชียอย่างหลีกไม่พ้น ชาติในเอเชียต้องตกอยู่ในวังวนวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ยาวนาน การเจริญเติบทางเศรษฐกิจเอเชียจึงอยู่ในภาวะของการชะลอตัว
 
๓,การโจมตีประเทศไทยของอเมริกามหามิตร เหตุผลในการเลือกที่จะโจมตีประเทศไทยเป็นประเทศแรก ดังนี้
 
๓.๑, ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีหนี้ท่วมอันเนื่องมาจากการรีบเร่ง ของผู้นำประเทศ   ที่ตัดสินใจเปิดเสรีทางการเงิน   โดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของประเทศในการเปิดเสรีทางการเงิน   อนุญาตให้มีการเปิดวิเทศธนกิจ (BIBF's : Bangkok International Banking Facilities) อย่างกว้างขวางกว่า ๖๐ บริษัท โดยไม่มีมาตรการควบคุมทุนที่ไหลเข้า    ทำให้ประเทศไทยมีหนี้ท่วมทั้งภาครัฐและเอกชน กว่า ๙๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ   ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ระยะสั้น และเงินที่กู้มาไม่ได้ไปอยู่ในส่วนของการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลผลิต     เช่น การลงทุนในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์   ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม   โรงแรม   สนามกอล์ฟ จนกลายเป็นแฟชั่นของคนรวย โดยมิได้คำนึงถึงความเป็นไปได้และความเสี่ยงของโครงการ    ในธุรกิจแต่ละประเภทดังกล่าว มีการลงทุนเหลือล้นต่อความจำเป็น และความต้องการของตลาด     อีกส่วนหนึ่ง ก็คือการลงทุนในส่วนของการเก็งกำไรในตลาดหุ้น ที่ดิน ฯลฯ
 
๓.๒, ด้านการเมือง ในระบบพรรคการเมืองไทยที่เต็มไปด้วย ผลประโยชน์ของการทุจริตคอรัปชั่น   ถึงขนาดที่มีคนคิดกันว่าหากการทุจริตคอรัปชั่นขั้นต่ำสุด ๓๐% ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งประมาณปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท ( หนึ่งล้านล้านบาท ) เงินจะหายไปจากระบบมากถึง ๓๐๐,๐๐๐.๐๐ ล้านบาท(สามแสนล้านบาท ) เมื่อคิดย้อนหลังไป ๑๐ ปี จะเป็นยอดเงินสูงถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามล้านล้านบาท) ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้ผิดต่อกฎหมาย    ไม่สามารถนำมาฝากธนาคารในประเทศได้ ต้องนำไปฝากธนาคารในต่างประเทศ ฯลฯ เงินบาทก็จะหายไปจากระบบเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลทีเดียว   จากผลประโยชน์ดังกล่าวทำให้สามารถสะท้อนภาพ ระบบพรรคการเมืองไทย   ที่ขาดไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ บางครั้งในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ มีความจำเป็นจะต้องช่วยกันแก้ปัญหา แต่กลับหาช่องทางที่จะชี้นำประชาชน   ให้หลงทิศหลงทางกับการแก้ปัญหาของอีกฝ่ายที่กำลังบริหารประเทศ    เพื่อนำเอากระแสประชาชนมารับใช้ผลประโยชน์ของพรรค จากลักษณะของระบบการเมืองดังกล่าวย่อมอ่อนแอและง่ายต่อการเข้าโจมตี
 
๓.๓, สถานการณ์การโจมตีค่าเงินบาท   ระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๓๙ - กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๑ เริ่มจากครึ่งปีหลังของปี ๒๕๓๙ เริ่มด้วยการสร้างผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อนักลงทุน ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ   โดยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อันได้แก่ มูดดี้ และ แอสแอนพี   ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกา ปรับลดอันดับเครดิตสถาบันการเงินไทยอย่างต่อเนื่อง   จากเดิมที่เคยประกาศจัดอันดับเครดิตปีละ ๒ ครั้ง ในช่วงของการเข้าโจมตีประเทศไทย นับจาก เดือนมกราคม ๒๕๔๐ เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ได้ออกมาประกาศปรับลดอันดับเครดิตประเทศไทย ถี่ ถึง ๙ ครั้ง  
 
๓.๔, ลำดับเหตุการณ์โจมตีค่าเงินบาท เริ่มต้นในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๓๙   เมื่อมูดดี้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ต่างประเทศระยะสั้นของประเทศไทย    ส่งผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น   ในเดือนธันวาคม ๒๕๓๙ ทุนรักษาระดับต้องขายเงินตราต่างประเทศสูงถึง ๒.๙๑ พันล้านดอลลาร์   และต้องใช้เงิน ๔.๘๘ พันล้านดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท
 
มกราคม - กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๐    ระบบการเงินไทยถูกกระตุ้นเพื่อสร้างผลสะเทือนทางด้านปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้ ๓๐-๓๑ มกราคม ๒๕๔๐   จอร์จช โซรอสซ์       เข้าโจมตีค่าเงินบาท ๑๔ กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๐ มูดดี้ออกประกาศว่าจะพิจารณาทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ระยะยาวของไทย   การซื้อดอลลาร์ขายบาทเกิดขึ้นอีกครั้ง   ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้เงินจำนวน ๑.๐๗ พันล้านดอลลาร์เข้าแทรกแซง   โดยสรุปทุนรักษาระดับและธนาคารชาติต้องใช้เงินสำรองของทางการ ในการปกป้องค่าเงินบาทจากการโจมตีช่วง มกราคม- กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๐ เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๗.๘ พันล้านดอลลาร์   ทำให้ฐานะเงินสำรองทางการ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธุ์ ลดลงเหลือ ๓๘.๑ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
 
มีนาคม - เมษายน ๒๕๔๐   วันที่๑๘ มีนาคม ๒๕๔๐ สถาบันจัดอันดับ S&P ประกาศลดอันดับเครดิตธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย ๙ เมษายน ๒๕๔๐ มูดดี้ ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือ หนี้เงินตราต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทย   ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๔๐   ฐานะเงินสำรองทางการ ลดลงเหลือ ๓๗.๓ พันล้านดอลลาร์ สรอ.
 
พฤษภาคม ๒๕๔๐ การโจมตีค่าเงินรอบสอง   เกิดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๙ เมษายน - ๘ พฤษภาคม ได้เริ่มมีแรงซื้อ Swap ( sell – bay ) กดดันให้ swap   premium ปรับตัวจากระดับประมาณดอลลาร์ละ ๖๙ สตางค์เป็นดอลลาร์ละ ๘๐ สตางค์ สำหรับระยะ ๑ ปี และธนาคารชาติต้องใช้เงิน ๓.๒ พันล้านดอลลาร์ เข้าแทรกแซงตลาด swap เพื่อไม่ให้อัตรา premium สูงเกินไป
 
๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ นักเก็งกำไรเลือกโจมตีค่าเงินบาท   หลังจากตลาดกรุงเทพฯปิดแล้ว โดยเริ่มโหมซื้อเงินดอลลาร์ขายบาทเป็นจำนวนมากในตลาดลอนดอน
 
 
 
 
 
  
๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑    เริ่มเข้าโจมตีในตลาดเอเชีย ธนาคารชาติต้องเข้า
แทรกแซงตลาดเงินตราใน สิงคโปร์ ฮ่องกง ลอนดอน และนิวยอร์ก เพื่อให้ค่าเงินกลับสู่ใกล้เคียงระดับปกติ ครั้งนี้ธนาคารชาติต้องใช้เงินเพื่อปกป้องกันค่าบาทเงินสูงถึง ๖.๐๘ พันล้านดอลลาร์ 
 
มิถุนายน ๒๕๔๐ กระทรวงการคลังสั่งปิด ๑๖ ไฟแนนซ์  
 
๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ แบงค์ชาติประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากระบบตะกร้าเงินเป็นระบบลอยตัว
 
   สิงหาคม ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรีชุด พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ลงมติรับความช่วยเหลือจาก IMF และกระทรวงการคลังสั่งปิด ๔๒ ไฟแนนซ์    ตัวแทนรัฐบาลอเมริกาเข้าพบเจรจากับ ร.ม.ต.พานิชย์เพื่อขอให้ไทยเปิดให้ต่างชาติสามารถลงทุนในสถาบันการเงินได้ ๑๐๐ % ด.ร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ปฏิเสธไทยจะอนุญาตให้ต่างชาติ ลงทุนในสถาบันการเงินได้เพียง ๒๕% ตามเงื่อนไขของ WTO
 
ตุลาคม ๒๕๔๐ จากแรงกดดันของสถานการณ์รอบด้าน   ทำให้มีการพูดถึงสัดส่วนการลงทุนในสถาบันการเงินของต่างชาติควรเป็นเท่าไร จากการวิพากษ์วิจารณ์พอสรุปได้ว่าควรเป็น ๕๐ % ในระยะเวลา ๕ ปี
 
๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ แรงกดดันจาก IMF(International Monetary Fund)   ค.ร.ม. ถูกบีบให้มีการออกพระราชกำหนด ๕ ฉบับ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ซึ่งเปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในสถาบันการเงินได้สูงถึง ๑๐๐ % และในเดือนกุมภาพันธุ์ ๒๕๔๑ ต้องทำการจัดแยกทรัพย์สินของ ๕๖ ไฟแนนซ์ที่ถูกปิด ( Good Bank Bad Bank ) ซึ่งเป็นทีมาของการเข้ามาเก็บเกี่ยวผลระโยชน์ของต่างชาติ ในการประมูลทรัพย์ ป.ร.ส. ในเวลาต่อมา
 
ในที่สุดตลาดเงินตลาดทุนของไทยถูกทำลายพินาศสิ้น ทางออกของรัฐบาลก็คือการขอความช่วยเหลือจาก IMF ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนผลประโยชน์ของ รัฐบาลอเมริกา เมื่อ IMF เข้ามาสิ่งที่ IMF ทำก็คือการผลักดันให้รัฐบาลไทยออกกฎหมาย ๑๑ ฉบับ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกฎหมายขายชาติ
 
ระบบสถาบันการเงิน          หลังจากที่ได้มีการเปิดเสรีทางการเงิน ( BIBF ) อย่างเต็มที่ ๒๕๓๕-๒๕๓๘ เนื่องจากไม่มีมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงิน   ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อหละหลวมไม่มีหลักการไม่มีการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ และการนำสินเชื่อไปลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต และส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะสั้น   เมื่อเจ้าหนี้ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นไม่ต่อสัญญาเงินกู้ ทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินตลาดทุนของไทยพังทันที 
 
สรุปวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง”      วิสัยทัศน์รอบพันปีที่ ๓ เศรษฐกิจไทยจะพัฒนาไปทางทิศทางใด   กับบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๓๙-๒๕๔๑ ที่ทำให้ประเทศไทย ต้องแบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนเงินมหาศาล    มีตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ จีดีพี.สูงถึงมากกว่า ๓ ล้านล้านบาท หรือ กว่า ๖๐ % ของ จีดีพี. ในเวลาต่อมา   จะเห็นได้ว่าภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ วิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ จะต้องทันสมัยชัดเจนรวดเร็ว ต่อการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ    และยืนอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๒
วิสัยทัศน์ประเทศไทย
 
การเลือกตั้งครั้งแรก หลังจากประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ในวันที่ มกราคม ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น โดยสมาชิกได้รับเลือกตั้งมากถึง ๒๔๘ คน หลังจากได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาและต่อประชาชนทั่วประเทศแล้ว ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ พรรคไทยรักไทยได้ชูนโยบายแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ จากฐานราก หรือ  เศรษฐกิจรากหญ้า “ ไปพร้อมๆกับการนำประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับชาติในเอเชีย โดยมีเป้าหมายเน้นการแก้ปัญหาภายในประเทศ ๖๐ % ต่างประเทศ ๔๐ %  
นโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับสนับสนุนอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนทั่วประเทศ หลังจากการเข้าบริหารประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มบุกเบิกนำประเทศไทยแสดงบทบาทในเวทีเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ทันที    พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงสุนทรพจน์ ที่กล่าวถึงแนวคิด ในการปฏิเสธทฤษฎี EAEM และได้นำเสนอทฤษฎี ACD (Asia Cooperation Dialogue)ในโอกาสที่สำคัญ ๒ ครั้ง คือการประชุม Fortune Global Forum ณ เมืองฮ่องกงในปี ๒๕๔๔ และ การประชุม Boao Forum for Asia ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ เมษายน ๒๕๔๕ ณ เมือง โป๋อ๋าว มณฑลไหหลำ และได้รับการตอบรับการสนับสนุนแนวทางดังกล่าว อย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
๑,วิสัยทัศน์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร    ความคิดเกี่ยวกับการปฏิสธทฤษฎีEAEM (East Asia Economic Model) ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ปฏิเสธทฤษฎี EAEM พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เชื่อว่า   ทฤษฎี EAEM เป็นสาเหตุทำให้เอเชียต้องเข้าไปอยู่ในวังวน ของความหายนะด้วยการยอมให้มีการใช้แรงงานราคาถูก ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมป้อนตลาดโลก   รวมทั้งในการทำฟาร์มด้วยต้นทุนต่ำ   และการผลิต ผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรธรรมชาติ
BFA (Boao Forum for Asia)การก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ในลักษณะองค์กรที่ไม่ใช่รัฐและไม่หวังผลกำไร (non-government and non-profit organization) ภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีสำนักงานใหญ่เป็นการถาวรตั้งอยู่ที่เมือง โป๋อ๋าว มณฑลไหหลำ 
EAEM ทำให้โลกเกิดภาวะเสียสมดุลอยู่ร่ำไป ซึ่งส่งผลเสียต่อความรุ่งเรืองของเอเชีย
EAEM ส่งเสริมให้เกิดภาวะเงินออมล้นเกิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลัก ของภาวะเสียสมดุลด้านเงินออมและการค้าของโลก    การที่เอเชียใช้นโยบายพึ่งเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างไม่ลืมหูลืมตามีนัยคือ การพัฒนาสู่ความเป็นอุตสาหกรรมของภูมิภาค ก่อให้เกิดการกดสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ คนพื้นเมืองให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งนำไปสู่ภาวะเสียสมดุลด้านอำนาจการตั้งราคาในตลาดโลก
พ.ต.ท.ทักษัณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย  เป็นคนแรกที่โจมตีทฤษฎีเศรษฐกิจรูปแบบเดิมดังกล่าวข้างต้น และสื่อมวลชนระหว่างประเทศได้ฉายภาพ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็น ป๊อปปูลิสต์เสรีและเป็นผู้นำชาตินิยมผู้สามารถกุมบังเหียนให้ ประเทศไทยหลุดพ้นจากระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ที่อ้าแขนรับเอา การค้าระหว่างประเทศ และเงินทุนเข้ามา แล้วหันกลับไปสู่เส้นทางการพัฒนาประเทศโดยเน้นจากปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม Fortune Global Forum ที่ฮ่องกง พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดถึงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่สำหรับประเทศไทย
การที่ไทยพยายามสลัดให้หลุดพ้นจาก EAEM นั้นมีนัยสำคัญมากทีเดียว เพราะบรรดาผู้นำของประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่ยังต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียระหว่างปี ๑๙๙๗-๑๙๙๘ นั้น ดูเหมือนจะยิ่งเคลือบแคลงเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของพวกเขามากขึ้นทุกที เพราะการเดินรอยตาม EAEM นั้นพิสูจน์ชัดแล้วว่าปฏิบัติตามได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างหนักหน่วงสำหรับจีนและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท้ายที่สุดแล้วประเทศเหล่านี้อาจกระโจนมาเดินตาม เส้นทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ และแสวงหายุทธศาสตร์การพัฒนาที่เป็นทางเลือกได้
.
๒,คุณสมบัติสำคัญ ๒ แนวทางของทฤษฎี EAEM กล่าวโดยย่อแล้ว EAEM เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ ๒ ประการคือ เงินลงทุนสูง และการพึ่งเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยตรงในแง่ของการค้า รวมทั้งสายสัมพันธ์ด้านการลงทุนที่มีกับตลาดโลก โดยประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนใหญ่รวมทั้งไทยได้ยอมรับเอา EAEM มาปฏิบัติตามตั้งแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ และต้นทศวรรษ ๑๙๘๐
.  
แนวทางแรก กลุ่มประเทศที่ดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศ โดยให้กิจการบริษัทในประเทศเป็นหัวหอก มีรัฐบาล ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจในประเทศร่วมกันพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมร่วมในรูปแบบของคอมเพล็กซ์ขึ้นมา  เพื่อเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ   ตัวอย่างเห็นได้ชัดคือ กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ที่เรียกว่า chaebols  และบรรดากิจการเทคโนโลยีสารสนเทศที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของไต้หวัน
.
แนวทางที่สอง   กลุ่มประเทศที่ใช้วิธีพัฒนาโดยพึ่งพากิจการบริษัทข้ามชาติ ด้วยการพึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มีกิจการบริษัทข้ามชาติครอบงำภาคการผลิตและส่งออก หรือที่เรียกว่า FDI-MNC led development ตัวอย่างประเทศในกลุ่มนี้ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และกลุ่มประเทศอาเซียน
.
แนวทางการพัฒนาประเทศตามทฤษฎี EAEM ทั้ง ๒ แนวทาง จึงดำเนินไปด้วยดี ตราบเท่าที่ยังมีการขยายขอบข่ายของการค้าระหว่างประเทศ และมีการใช้เอเชียเป็นฐานการผลิตสินค้า ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตในประเทศพัฒนาแล้ว  พลวัตของระบบเศรษฐกิจจึงขับเคลื่อนไปด้วยกระบวนการที่มีกลไกการส่งออก อันมหึมาของเอเชีย เป็นตัวควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่า การค้าและภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด จะทำหน้าที่ถ่วงดุลกับภาวะเสียสมดุลของโลกในแง่ของเงินออมได้เป็นอย่างดี
.
๓,อำนาจการตั้งราคาต่ำ     เสียเปรียบในเงื่อนไขทางการค้า      เมื่อโลกเกิดภาวะเสียสมดุลในด้านการค้าและเงินออมแล้ว ย่อมนำไปสู่ภาวะเสียสมดุลที่เลวร้ายยิ่งขึ้นอีก นั่นคือ ความไม่เสมอภาคในอำนาจการตั้งราคา สิ่งที่ถือว่าเป็นความโชคร้ายใหญ่หลวงที่สุดของเอเชีย คือ ผลในเชิงลบที่มีต่อราคาผลผลิตที่ผลิตโดยกิจการบริษัทสัญชาติเอเชีย และผลที่ตามมาคือ การกดราคาสำหรับแรงงาน ชาวเอเชีย และผลตอบแทนต่อเงินทุนของเอเชียที่อยู่ในระดับต่ำ
.
๔,เอเชียซับพลายสินค้าป้อนตลาดโลก ประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก ล้วนอยู่ในธุรกิจของการซับพลายสินค้าจากโรงงานผลิต ซับพลายสินค้าที่เป็นผลิตผลทางการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติป้อนตลาดโลก โดยระดับราคาระหว่างประเทศของสินค้าเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนของบริษัทเอเชีย และอัตราค่าจ้างของแรงงานเอเชีย จากกลไกดังกล่าวนี้ เมื่อ มองในแง่ของซับพลาย จะเห็นว่า กำลังผลิตส่วนเกินนี้สื่อความหมายว่า ราคาที่ลดต่ำจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าป้อนตลาดโลกของผู้ผลิตเอเชีย มองในแง่ดีมานด์จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของดีมานด์โดยฉับพลัน จะส่งผลต่อความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง มากกว่าการส่งผลต่อปริมาณสินค้าที่ต้องการ เพราะบริษัทผู้ผลิตย่อมขายสินค้าได้น้อยลงในภาวะที่ราคาสูงขึ้น และขายได้มากขึ้นอีกในภาวะที่สินค้าราคาตกต่ำลง
.
บทสรุปหายนะของทฤษฎี EAEM ผลในท้ายที่สุดคือ เงื่อนไขทางการค้าของเอเชีย-แปซิฟิก ย่ำแย่ลงทุกครั้งที่ดีมานด์ของตลาดโลกมีต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตผลการเกษตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมภูมิตกต่ำลง สิ่งนี้แหละที่เป็นตัวอธิบายเรื่องความหายนะแห่งวงจรของสงครามราคา        การที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เดินรอยตามทฤษฎี EAEM โดยตรง จึงก่อให้เกิดภาวะโลกเสียสมดุลดังกล่าวข้างต้น และส่งผลเชิงลบต่อผลประกอบการของบริษัทผู้ผลิตสัญชาติเอเชีย รวมถึงมาตรฐานการครองชีพของคนงานและครัวเรือนของภูมิภาค มันเป็นไปตามหลักตรรกะที่ว่า เงินออมล้นเกินก่อให้เกิดภาวะโลกเสียสมดุลด้านเงินออม ซึ่งย่อมส่งผลต่อภาวะเสียสมดุลทางการค้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้  ธรรมชาติของการค้าและการผลิตแบบนี้ จึงทำให้ภูมิภาคนี้ต้องตกอยู่ในวังวนแห่งความหายนะของสงครามราคา และเงื่อนไขทางการค้าก็แย่ลงเรื่อยๆ 
.
ประเทศไทย ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   จากความเชื่อที่ปฎิเสธ ทฤษฎี EAEM ดังกล่าว การเคลื่อนไหวนโยบายต่างประเทศ ระหว่าง๒-๓ ปีที่ผ่านมา จึงเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบของ ทฤษฎีใหม่ โครงการความร่วมมือระหว่างชาติในเอเชีย ACD (Asia Cooperation Dialogue) ที่เป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกันกับ EAEM   การเคลื่อนไหวบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศในเอเชีย จึงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของ ACD ทำให้บทบาทของไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นชาติผู้นำแห่งเอเซียอย่างภาคภูมิ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ ๓
บทบาทของไทย
ในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
 
ศักยภาพของเอเชีย ทวีปเอเชียเป็นชาติที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม   อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอเชียกลับถูกละเลยในการที่จะนำเอาศักยภาพที่เป็นจุดแข็งของเอเชียมาพัฒนาในสาขาต่างๆ ให้มีผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ประเทศไทย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้นำเสนอโครงการความร่วมมือระหว่างชาติในเอเชีย” หรือ ACD (Asia Cooperation Dialogue) ในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ACD เป็นกระบวนการวิวัฒน์ แบบค่อยเป็นค่อยไป มีพลวัตรอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จะไม่ใช่กลไกความร่วมมือซ้ำซ้อนกับกลไกความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เพราะจุดเด่นของ ACD อยู่ที่เอกลักษณ์ ที่แตกต่างจากเวทีอื่นๆที่มีอยู่ในขณะนี้ 
 
กล่าวคือ ACD เป็นเวทีเดียวที่เป็นของเอเชียทั้งทวีป   ไม่ใช่การจัดตั้งแนวร่วมหรือแนวต้าน แต่เป็นเวทีเปิดสำหรับประเทศในทวีปเอเชียทุกประเทศ ที่เน้นแนวคิดความร่วมมือแบบสร้างสรรค์บนความรู้สึกที่สบายใจของผู้เข้าร่วม      การเปิดขยายโอกาสให้มีความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เมื่อเอเชียมีอำนาจ การซื้อมากขึ้น เอเชียก็จะเป็นตลาดการค้า การลงทุนของทั้งประเทศภายในและภายนอกภูมิภาค มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ในเวทีโลก จากความเคลื่อนไหว ACD ได้มีการประชุมนับจากครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘-๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึงปัจจุบันรวมการประชุมแล้วถึง ๓ ครั้ง ดังนี้
 
๑, การประชุมความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ ๑    ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือเอเชียครั้งที่ ๑ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ ๑๘-๑๙ มิถุนายน ๒๕๔๕  การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยมีรัฐมนตรีจาก ๑๘ ประเทศในเอเชียเข้าร่วม จากกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศ ประเทศอื่นๆได้แก่ จีน  ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  อินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ บาห์เรน  และกาตาร์   ทุกประเทศต่างเห็นพ้องกับความสำคัญของการรวมเอเชียเข้าด้วยกัน โดยใช้ความแข็งแกร่งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศให้เป็นประโยชน์ ACD มีวัตถุประสงค์ที่จะผนึกกำลังของประเทศต่าง ๆ ให้เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ดีสำหรับภูมิภาคอื่น ๆ และสร้างเอกลักษณ์ของความเป็นเอเชีย (Asian identity) ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีเห็นพ้องในเรื่องดังต่อไปนี้
๑.๑, ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือในแขนงต่าง ๆ ของทั้งทวีปเอเชีย เพื่อพัฒนาการและการสร้างความเป็นปึกแผ่นของทวีปโดยรวม  ACD จะเป็นตัวเชื่อมที่ขาดหายไป (missing link) ของภูมิภาคเอเชีย
๑.๒,กระบวนการ ACD จะมีลักษณะที่ไม่เป็นทางการ (informal and non-institutionalized) มีวิวัฒนาการอยู่อย่างต่อเนื่อง (evolving process) และดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป (incremental) เน้นแนวความคิดในเชิงบวก (positive thinking) เพื่อต้องการให้มีการสร้าง comfort level สำหรับประเทศที่เข้าร่วมการประชุม  โดยเป็น top-down process จากระดับผู้กำหนดนโยบาย
๑.๓,นอกจากนี้ เวทีความร่วมมือเอเชียจะเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างและไม่เป็นการตั้งแนวต้านหรือแนวร่วม  (bloc)  แต่อย่างใด  อย่างไรก็ดี เรื่องการรับสมาชิกเพิ่มต้องเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
๑.๔,ความร่วมมือแขนงต่าง ๆ ในกรอบ ACD จะเป็นการเสริม (complement)  และไม่ซ้ำซ้อนกับกรอบเวทีความร่วมมืออื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว  โดยเริ่มจากเรื่องเล็กไปสู่เรื่องใหญ่ เรื่องง่ายไปสู่เรื่องยาก
๑.๕,สาขาความร่วมมือที่ประชุมได้ยกเป็นตัวอย่างของความร่วมมือ ACD ในอนาคต ได้แก่  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างศักยภาพในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาภาคกสิกรรมและประมงให้ทันสมัย การแก้ไขปัญหาความยากจน  ระบบการให้สินเชื่อรายย่อย (micro-credit system) การสร้างเครือข่ายเส้นทางคมนาคม เครือข่ายโทรคมนาคม การพลังงาน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การท่องเที่ยว การลงทุน การพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และแพทยศาสตร์
๑.๖,กรอบความร่วมมือเอเชียจะแบ่งเป็นสองมิติได้แก่
 - 
มิติของการหารือ(dialogue)ที่จะมีการหารืออย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในหมู่ผู้วางนโยบายระดับชาติ 
 - มิติของความร่วมมือ (project) ที่จะแบ่งออกเป็นสาขาความร่วมมือต่าง ๆ โดยมีประเทศต่าง ๆ รับเป็นผู้ขับเคลื่อนของแต่ละสาขา
๑.๗,รมต. กระทรวงการต่างประเทศ ญี่ปุ่น ได้เสนอความร่วมมือ ๔ รูปแบบ ได้แก่ ๑, ความร่วมมือเพื่อความเจริญมั่งคั่ง ๒,ความร่วมมือเพื่อเสถียรภาพและสันติภาพ ๓, ความร่วมมือในด้าน non-traditional issues เช่น ปัญหา piracy ยาเสพติด ๔, ความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ เช่น WTO, UN
๑.๘,บังกลาเทศสนใจที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนในเรื่องของการกำจัดความยากจน  สิงคโปร์ในเรื่อง SMEs  มาเลเซีย เรื่อง fund for global development
๑.๙,ที่ประชุมเห็นพ้องให้มีการจัดกิจกรรม ACD อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อให้รักษา momentum และ spirit ของ ACD
๑.๑๐,ที่ประชุมได้เห็นพ้องให้ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน สำหรับเวทีความร่วมมือเอเชียในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า รวมทั้งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๖ โดยไทยจะประสานและหารือกับประเทศ ACD อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสาขาความร่วมมือที่แต่ละประเทศจะเป็นผู้ขับเคลื่อน
.
๒, การประชุมความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ ๒     การประชุมความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ ๒ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๖ มีประเทศเข้าร่วมประชุม ๑๘ ประเทศได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม จีน พม่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ บาห์เรน กาตาร์ และไทย สาระการประชุมในครั้งที่ ๒ ยังคงที่เน้นถึงหลักการความร่วมมือกันระหว่างชาติในเอเชีย   ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่ ๑ สรุปได้ดังนี้
 
๒.๑แนวคิดที่จะต้องผลักดันตลาดของพันธบัตรเอเชีย (Asiabond Market)การตั้งตราสารพันธบัตรเอเชีย
 
๒.๒,ความร่วมมือในแต่ละด้าน ที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเอเชีย เพื่อให้มีการค้าขาย การท่องเที่ยว การลงทุนระหว่างประเทศเอเชีย
 
๒.๓,รับเพิ่มสมาชิกใหม่ ๔ ประเทศคือ คาซัคสถาน โอมาน ศรีลังกาและคูเวต
 
๒.๔,การหารือนอกรอบระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีบังคลาเทศมีความเห็นร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือทางธุรกิจ   เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน และอาหาร      ตลอดจนการขยายความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจของจังหวัดเชียงใหม่และจิตตะกอง
 
๒.๕,ความร่วมมือต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติได้แก่ไทย,จีนพม่า,ลาว,และอินเดีย

๓,การประชุมความร่วมมือเอเชียครั้งที่ ๓            การประชุมความร่วมมือเอเชียครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่เมืองชิงต่าว มณฑลชานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน การประชุมครั้งที่ ๓ ยังคงเน้นความสำคัญอยู่ที่ การพัฒนา ตลาดพันธบัตรเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้ง อุปสงค์ของตลาดคือ กองทุนพันธบัตรเอเชีย โดยพันธบัตรเอซีดีจะเป็นตราสารหนี้แบบใหม่สำหรับ การค้าและการลงทุน   และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นใน ๔ หัวข้อหลัก ได้แก่
 
๓.๑, การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอเชีย     ที่ประชุมเห็นว่า การขยายการทำความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคีและอนุภูมิภาค จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอเชียให้เข้มแข็งขึ้น

๓.๒, การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน    ที่ประชุมเห็นว่า ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการได้มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค
 
๓.๓, ความมั่นคงด้านพลังงานและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของเอเชีย โดยที่ประชุมเห็นว่า ประเทศในเอเชียควรหามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน ในด้านการหาแหล่งพลังงานใหม่และพลังงานทดแทน
 
๓.๔, นโยบายร่วมด้านการเกษตร ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายการเกษตรร่วมกันด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านการค้าและตลาดสินค้าเกษตรระดับภูมิภาค ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านการเกษตร และความร่วมมือด้านการลงทุนทางการเกษตรระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
 
๓.๕, การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นกิจกรรมทางวิชาการครั้งแรกของ ACD  ซึ่งมีนักวิชาการจากประเทศในทวีปเอเชียเข้าร่วม ระดมความเห็นในสาขาต่างๆ เป็นจำนวนมาก การมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการสัมมนาครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายที่สำคัญในการผนึกกำลังของประเทศในเอเชียในทุกๆ ระดับอย่างจริงจัง
 
๓.๖,ที่ประชุมได้หารือกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค และระหว่างประเทศ รวมทั้งแนวทางที่ประเทศสมาชิก ACD จะสามารถร่วมมือกันได้ ซึ่งเวที ACD ถือเป็นเวทีที่มีประโยชน์ในการส่งเสริมความคุ้นเคยและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ระหว่างรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก โดยอาศัยการเจรจาหารือ ทั้งนี้ที่ประชุม ACD ครั้งที่ ๓ ได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของเอเชีย ได้แก่ ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในอิรัก ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหายาเสพติด ปัญหากลุ่มลัทธิศาสนาหัวรุนแรง ที่ประชุมได้ประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความสูญเสีย
 
๓.๗,ที่ประชุมรับฟังรายงานความคืบหน้าด้านโครงการความร่วมมือจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย ในฐานะเป็นผู้ประสานงาน ACD ซึ่งปัจจุบัน ACD มีโครงการความร่วมมือทั้งหมด ๑๘ โครงการ โดยมีประเทศสมาชิกทำหน้าที่ผู้ขับเคลื่อนโครงการ (prime movers) จำนวน ๑๖ ประเทศ มีทั้งหมด ๑๖ กิจกรรม จาก ๑๒ โครงการ โดยในส่วนของประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือด้านการเงินการคลัง ได้ดำเนินการด้านการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียอย่างต่อเนื่อง
 
๓.๘,ที่ประชุมได้ให้การรับรองเอกสารสำคัญ ๒ ฉบับ ได้แก่
- Declaration on Asia Cooperation ซึ่งแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แน่วแน่ของประเทศสมาชิก ACD ที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน และจะเป็นเอกสารแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาความร่วมมือในลักษณะ Asia-wide cooperation ภายใต้กรอบ ACD ต่อไปในอนาคต 
- Qingdao Initiative ซึ่งแสดงถึงการตระหนักในความสำคัญของพลังงานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค และความจำเป็นที่ประเทศสมาชิก ACD จะต้องส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะในสภาวการณ์ปัจจุบัน   ทั้งนี้ เอกสาร Qingdao Initiative ได้ระบุแนวทางที่ประเทศ ACD จะสามารถร่วมมือกันได้ต่อไปในอนาคต อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เป็นต้น
 
๔, การเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติในเอเซีย         จากรายงานของ กลุ่มอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) กรุงลอนดอน(๕ ส.ค.๒๕๔๖) เปิดเผยว่า ได้ประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๗ ของไทยว่าจะเติบโตที่ ๘.๒% ขณะที่ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียระหว่างปี ๒๕๔๗-๒๕๕๑ มาอยู่ที่ ๕.๙% จาก ๕.๘% โดยเป็นผลจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (โออีซีดี)* และยอดขายที่แข็งแกร่งในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะจีนรวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุปสงค์ภายในภูมิภาค ขณะเดียวกัน อีไอยูยังคาดการณ์การเติบโตของ ๑๐ ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่าจะขยายตัวเฉลี่ย ๕.๗% ในปี ๒๕๔๗ เพิ่มจากระดับ ๔.๔% ในปีที่ผ่านมา
 
*โออีซีดี (OECD : Organization for Economic Cooperation and Development) – องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา โออีซีดี เป็นองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วรวม ๒๙ประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๐๔ แต่เดิมเป็นองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามแผนการฟื้นฟูยุโรปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือ แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ต่อมาได้รับประเทศที่พัฒนาแล้วจากภูมิภาคอื่นเข้าร่วมด้วย
                  ** ปี๒๕๔๗ จีนได้ประกาศชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ที่ระดับ ๖-๗%  คาดการณ์ล่าสุดสำนักข่าวเซี่ยงไฮ้ซิเคียวริตี้ส์ อ้างรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ไชน่าซิเคียวริตี้ส์ (๓๐-๐๖-๐๔) %  ประเทศไทย สภาพัฒน์ตั้งคาดการณ์การขยายตัวมีแนวโน้มถึง ๗-๘%  จีดีพี ในช่วงครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ราว ๑๐
โคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) ยังได้ทำนายอนาคตการเติบโตขอเอเชียว่า  จีนและอินเดียจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชียระหว่างปี ๒๕๔๖-๒๕๕๐ โดยจะเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก ขณะที่เศรษฐกิจชาติเอเชียที่เหลือจะขยายตัวในระดับปานกลาง
อีไอยูคาดว่า ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่น จะเติบโตเฉลี่ยปีละ ๕.๖% ระหว่างปีนี้ถึงปี ๒๕๕๐ ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่เร็วที่สุดเทียบกับภูมิภาคอื่น อีไอยู คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจจีนจะโต ๗%
เนื่องจากการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียประจำปีงบประมาณ ๒๕๔๖-๒๕๔๗ โต ๕.๙% และ ๖.๗% ในปี ๒๕๔๗-๒๕๔๘ จากการขยายตัวภาคบริการ     และเป็นที่คาดด้วยว่าปีนี้ ฮ่องกงโต ๑.๑% เกาหลีใต้ ๒.๘% ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะโตเหนือภูมิภาคยุโรปตะวันออกเล็กน้อยที่ ๔.๔% ในช่วง ๔ ปีข้างหน้า โดยมีเวียดนามเป็นดาวเด่นด้วยอัตราการเติบโตเกือบ ๗% ขณะปีนี้ สิงคโปร์จะโต ๒% มาเลเซีย ๓.๙% ไทย ๔.๘% อินโดนีเซีย ๓.๒% และฟิลิปปินส์ ๔% **
จากการคาดการณ์ กลุ่มอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) ดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก จะมีการการเจริญเติบทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบ ACD ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป ในทศวรรษนี้
๕ , เขตการค้าเสรีอาเชี่ยน-จีน     การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ ๘ และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน+๓ (จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาระหว่างวันที่ ๔-๕ พ.ย.๒๐๐๒     การระชุมได้มีมติเสนอมาตรการกระชับความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย และได้ลงนามความร่วมมือเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเชี่ยน-จีน ขึ้น   รวมทั้งการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EATFA : East Asia Free Trade Area) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าการจัดตั้ง EATFA จะเป็นเป้าหมายในระยะยาว และควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งได้มอบหมายให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน+๓ พิจารณาแนวทางการดำเนินการต่อไป
 
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ได้กำหนดให้ปี ๒๐๑๐ หรือ ๒๕๕๓ สินค้าทุกชนิดจะลดเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ พอถึงปี ๒๐๑๕ หรือปี ๒๕๕๘ จะรวมเอาประเทศอาเชี่ยนใหม่ ได้แก่ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ลาว เข้าไปด้วยรวมเป็น ๑๐ ประเทศ อาเชี่ยน จากความมือดังกล่าวทำให้ ไทยได้ประโยชน์ เช่น การที่จีนได้สั่งซื้อยางพาราของไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก เมืองซานตงของจีน เป็นเมืองผลิตรถยนต์ โดยในปีที่ผ่านมามียอด การผลิตสูงถึง ๓ ล้านคัน ทำให้ไทยขายยางพาราได้ราคาสูงขึ้นฯลฯ
 
๖,  กลุ่มไทย-เอเซียใต้ BIMSTEC-EC    กลุ่มไทย-เอเชียใต้ BIMSTEC-EC (Bangladesh - India - Sri Lanka - Thailand Economic Cooperation ) กำเนิดขึ้นโดยมีประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดความร่วมมืออนุภูมิภาคนี้ โดยได้ร่วมกับบังกลาเทศ อินเดีย และ ศรีลังกา จัดตั้งกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจ บังกลาเทศ - อินเดีย - ศรีลังกา   ขึ้นเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีพม่าเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์
 
ต่อมา พม่าได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๐ ชื่อกรอบความร่วมมือจึงเปลี่ยนเป็น "กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจ บังกลาเทศ - อินเดีย - พม่า - ศรีลังกา - ไทย" ล่าสุด มีการประชุมครั้งที่ ๕ ณ โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ จ.ภูเก็ต ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ มีชาติร่วมประชุม ๕ ประเทศ คือ บังกลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา ไทย และบวกด้วยผู้สังเกตการณ์เพิ่มเติมอีก ๒ ชาติคือเนปาลกับภูฏาน จากการประชุมในครั้งนี้ ได้มีมติข้อตกลงร่วมกัน ด้วยการมอบหมายภารกิจแก่ชาติสมาชิกไปดำเนินการ ดังนี้
๑,ด้านการค้าและการลงทุน บังกลาเทศเป็นประเทศนำ แบ่งเป็น ๒ ด้าน คือ
๑.๑,ความร่วมมือในตัวสินค้าและบริการ มีสาขาย่อย ๘ สาขา
§         อัญมณีและเครื่องประดับ
§         อาหารสำเร็จรูป
§         ผลิตภัณฑ์ยา
§         สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
§         อุตสาหกรรมรถยนต์
§         พืชสวนและไม้ดอกไม้ประดับ
§         ยางพารา ชาและกาแฟ
§         มะพร้าวและเครื่องเทศ
๑.๒,ความร่วมมือในการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน มีสาขาย่อย ๗ สาขา
§         ศุลกากร
§         การจัดการธนาคาร
§         ทรัพย์สินทางปัญญา
§         การส่งเสริมการลงทุนภายใน BIMST-EC
§         มาตรฐานสินค้า
§         e-BIMST-EC
§         การเดินทางของนักธุรกิจ
๒,ด้านเทคโนโลยี ศรีลังกาเป็นประเทศนำ
๓,ด้านการคมนาคม อินเดียเป็นประเทศนำ
๔,ด้านการพลังงาน พม่าเป็นประเทศนำ 
๕,ด้านการท่องเที่ยว อินเดียเป็นประเทศนำ
๖,ด้านการประมง ไทยเป็นประเทศนำ
 
 
กลุ่มไทย-เอเชียใต้ หรือ BIST-EC  (Bangladesh - India - Sri Lanka - Thailand Economic Cooperation ): อ่านเพิ่มเติมในhttp://203.150.20.1/bimstec/htmlth/background.html

 
ข้อสรุปจากการประชุมในครั้งนี้ จะเป็นอีกแรงผลักดันหนึ่ง ที่จะทำให้การเติบโตของเอเชีย (ACD)ให้เกิดความเข้มแข็งขึ้น โดยหากอนาคตการรวมกลุ่ม “ไทย-เอเชียใต้” ซึ่งประกอบด้วยประชากร ประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านคน (ไม่รวมไทย-พม่า)   เข้ากับกลุ่ม เขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน” ซึ่งประกอบด้วยประชากร ประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านคนแล้ว จะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เท่ากับประชากรราวกึ่งหนึ่งของประชากรโลก   และที่ประชุมได้กำหนดให้ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดระดับหัวหน้ารัฐบาลขึ้น ประมาณเดือนกรกฎาคมของปีนี้ (๒๕๔๗)
 
,กรอบความร่วมมือ 5 ฝ่ายด้านยาเสพติด ในการประชุม ACD ครั้งที่ ๒ ที่จังหวัดเชียงใหม่    ได้นำเอาปัญหาที่สืบเนื่องจากผลการประชุมรัฐมนตรี ๕ ฝ่ายระหว่างพม่า ลาว จีน อินเดีย และไทย เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ มาหารือร่วมกัน เป็นผลให้เกิดความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อควบคุมและปราบปรามการผลิตและจำหน่ายยาเสพติดข้ามชาติ โดยเฉพาะฝิ่นและเฮโรอีน ซึ่งสหภาพพม่าระบุว่าจะทำให้ประเทศเป็นเขตปลอดยาเสพติดในปี ๒๕๔๗ ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวยืนยันจะทำให้ฝิ่นหมดไปภายในปี ๒๕๔๘ และสนับสนุนให้ปลูกพืชทดแทน โดยไทยพร้อมจะใช้ประสบการณ์จากโครงการหลวงเข้าไปช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน
                        
ส่วนเรื่องการควบคุมการลักลอบนำเข้าสารเคมีและสารตั้งต้น ที่ใช้ในการผลิตยาบ้าตาม แนวชายแดน ในที่ประชุมเห็นควรเพิ่มความร่วมมือตามแนวชายแดนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จึงได้มี มาตรการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในวันที่ ๒๒-๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไทยจึงรับเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสภายใต้กรอบความร่วมมือ ๕ ฝ่าย ด้าน ยาเสพติด ครั้งที่ ๑ ขึ้นที่ จังหวัดเชียงราย ผู้เข้าร่วมประชุม ๕ ฝ่าย ได้แก่ประเทศไทย สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดีย สารัตถะของการประชุมความร่วมมือ ๕ ฝ่ายด้านยาเสพติดจะมุ่งเน้นความร่วมมือใน ๒ ประเด็นหลัก คือการควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด และการพัฒนาทางเลือกเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งนี้เนื่องจากในภูมิภาคสามเหลี่ยมทองคำมียาเสพติดสำคัญที่เป็นปัญหาคือฝิ่น เฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน
 
ทั้งนี้ประเทศไทยประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีน ซึ่งมีการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดก็ประสบปัญหา การลักลอบนำเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้นมาใช้ในการผลิตยาเมทแอมเฟตามิน (ยาบ้า) จากประเทศจีนและอินเดีย ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาการเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ นอกเหนือจากการปราบปรามยาเสพติดแล้ว ควรมุ่งเน้นที่การควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น ที่นำมาใช้ในการผลิตและการใช้การพัฒนา ทางเลือกเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณชายแดนและในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและเลิกการผลิตยาเสพติด
 
๘,การเชื่อมโยงคมนาคมวิถีแห่งเอเชีย    หรือ Asia Trend   ผู้นำจีนรุ่น ๔ ได้ชูไทยเป็นเมืองท่าสำคัญของภูมิภาค หลังการผลัดไม้เปลี่ยนมือผู้นำจีนจากรุ่น ๓ มาสู่รุ่นที่ ๔ มีนัยสำคัญต่อบทบาทในเอเชียไม่น้อย เมื่อทิศทางเศรษฐกิจโลกเคลื่อนย้ายมายังทวีปเอเชีย การรวมกลุ่มสร้าง วิถีแห่งเอเชียหรือ Asia Trend ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้กรอบของ ACD   โดยมีจีนเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันฝ่ายไทย ก็ได้รับผลจากการ ร่วมมือระหว่างกลุ่ม “เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน” ซึ่งจีนเองก็ต้องอาศัยไทยเป็นเมืองท่าทางเชื่อมต่อกับแถบอาเซียนและชาติอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธ-ศาสตร์เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งสินค้าโดยปริยาย

นครเชี่ยงไฮ้สอง   “นครฉงชิ่ง” ตั้งอยู่แถบตะวันตกของจีน ถูกวางไว้ให้เป็นนครเชี่ยงไฮ้สอง   ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวนมีประชากรรวม ๑๒๐ ล้านคน มีเมืองเฉินตู เป็นเมืองหลวง จีนพยายามที่จะสร้าง “นครฉงชิ่ง” ให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งทางน้ำ-บก-อากาศ เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง สามารถรับเรือระดับ ๑๐,๐๐๐ ตันได้ จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญรองจากเชี่ยงไฮ้ สามารถเชื่อมต่อกับเชี่ยงไฮ้ผ่านทางน้ำได้ปัจจุบันฉงชิ่งมีประชาชน๓๐ล้านคนนับว่าใหญ่ในระดับต้นๆจีน

สาเหตุที่จีนให้ความสำคัญกับแถบตะวันตกนั้น เนื่องจากจีนเห็นว่าสามารถเชื่องโยงกับประเทศต่างๆในแถบเอเซียใต้และอาเซียน และสามารถย่นระยะทางในการออกทะเลของสินค้า ผ่านทางทางบกและทางน้ำ ไทยจึงถูกจัดให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางคมนาคมโดยปริยาย เนื่องไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆในภูมิภาค และสามารถออกทะเลไปยังอันดามันได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าของจีนต่ำลง      

การสร้างเส้นทางจากนครฉงชิ่ง” เมืองท่าสำคัญของจีนแถบตะวันตกกับประเทศไทย พบว่า มีระยะห่างราว ๑,๓๐๐ กม.เท่านั้น ซึ่งขณะนี้จีนได้เริ่ม ก่อสร้างทางด่วน ๘ เส้นทางโดยมีถนนเชื่อมจาก “นครฉงชิ่ง” ไปยังเมือง “คุนหมิง” ระยะทางประมาณ ๑,๐๐๐ กม.นอกจากนี้แล้ว เส้นทางจาก”คุนหมิง”มายัง “เมืองเชียงรุ้ง” ผ่านแม่น้ำโขงมีระยะ ๓๐๐ กม.ขณะที่อีกเส้นทางหนึ่งผ่านประเทศลาว คือจาก “นครฉงชิ่ง”ไปยัง “เมืองบอเตน”(Boten)และไปยัง “เชียงของ”ประเทศไทยมีระยะทางเพียง๕๕๐กม.

ถนนจาก “เชียงของ”ไปยัง “นครฉงชิ่ง” รวมระยะทางประมาณ ๑,๐๐๐ กม. จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๐ ขณะที่แถบตะวันตกของจีนแล้วเสร็จพอดี ก็จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไปด้วย ยุทธศาสตร์ของจีนในการลดต้นทุนการขนส่งคมนาคม ทำให้ท่าเรือของไทยที่จังหวัดระนองจะมีบทบาทสำคัญ เพื่อขนถ่ายสินค้าไปยังประเทศต่างๆอาทิ แอฟริกา, ตะวันออกกลาง เป็นต้น
 
เส้นทาง กรุงธากา - ย่างกุ้ง    นอกจากการสร้างเส้นทางขนส่ง เชื่อมโยงแถบตะวันตกของจีนแล้ว พม่าและบังคลาเทศยืนยันแผนการสร้างถนนสายแรกที่เชื่อมระหว่างทั้งสองประเทศอันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสาย กรุงธากา จีนเพื่อใช้กระชับความสัมพันธ์กับชาติยักษ์ใหญ่ ด้านเศรษฐกิจทางฝั่งตะวันออกของประเทศ   นาย ชามเซอร์ โมบิน เชาว์ดูรี รัฐมนตรีต่างประเทศของบังคลาเทศแถลง(๐๔-๐๔-๐๔)ว่า นายกรัฐมนตรี”ขิ่นยุ้นต์”ของพม่า ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนบังคลาเทศเป็นเวลา ๓ วัน จะเดินทางไปวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างถนนระหว่างกรุงธากา - ย่างกุ้ง ในเขตรามู ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศในวันรุ่งขึ้น ถนนสายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่าง กรุงธากา - จีน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลบังคลาเทศ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลกรุงปักกิ่ง ชาติที่มีเศรษฐกิจขนาดมหึมาทางทิศตะวันออกของประเทศ
.
เส้นทาง แม่สอด-ย่างกุ้ง-มุกดาหาร-ดานัง โครงการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย-พม่า    รัฐบาลไทยได้มีนโยบายให้เร่งส่งเสริมความร่วมมือสร้างข่ายคมนาคมขนส่ง เชื่อมประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน  โดยมีแผนหลัก  คือการพัฒนาระบบจราจรและขนส่งฉบับที่  ๒  (พ.ศ.๒๕๔๕- ๒๕๔๙)  เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงาน โครงการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย-พม่า   เป็นโครงการสร้างถนนสายแม่สอด-เมียวดี-มะระแหม่ง  รวมระยะทาง  ๒๐๐  กิโลเมตร  ใช้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น ๗๐๐ ล้านบาท
 
โดยรัฐบาลไทยสนับสนุนเงินกู้ในการก่อสร้าง  เส้นทางนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่เข้าใกล้ศูนย์กลางเศรษฐกิจพม่าได้มากที่สุด  มีระยะทางจากแม่สอดถึงย่างกุ้งเพียง ๔๘๐ กิโลเมตร  และสามารถเชื่อมต่อ  อินเดีย  ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา ด้านตะวันตกของประเทศ และยังสามารถใช้เส้นทางเดิมภายในประเทศ แม่สอด-ตาก-สุโขทัย-ขอนแก่น เชื่อมสู่ด้านตะวันออก ที่จังหวัดมุกดาหาร ลาว ออกสู่ทะเลจีนที่ท่าเรือเมืองดานัง ในเวียตนาม เป้าหมายของประเทศไทยคือ  การเข้าไปเจาะตลาดประเทศแถบเอเซียใต้ และเชื่อมถึงเวียตนาม ออกทะเทจีนและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยประเมินผลทางเศรษฐกิจไว้ว่า   หากเส้นทางนี้เกิดขึ้น   จะเป็นการเข้าสู่ประตูการค้าขนาดใหญ่ประชากรรวมกันกว่า๒,๐๐๐ ล้านคน
.
การปรับปรุงเส้นทางภายในประเทศสายดังกล่าว    เพื่อเป็นเส้นทางรองรับการเติบโตและเชื่อมโยงระหว่างตะวันออกกับตะวันตกไทย East-west  Link  จากแม่สอด-ตาก-สุโขทัย-ขอนแก่น-มุกดาหาร ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจราจร และขนส่งของจังหวัดและเมืองชายแดนว่า  จะทำการปรับปรุงใน ๖ เส้นทาง ได้แก่  
.
ถนนหมายเลข๑๒ การปรับปรุงสุโขทัย-กม.๓๖ ดำเนินการปี๒๕๔๖-๒๕๔๗  ปรับปรุงถนนหมายเลข ๑๒ ช่วงตาก-สุโขทัย ๗๔กิโลเมตร    และช่วงวังทอง-หล่มสัก ๑๐๕  กิโลเมตร  จะดำเนินการปรับปรุง  ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๐ ปรับปรุงถนนหมายเลข ๑๐๕อำเภอ แม่สอด-อำเภอเมือง  จังหวัดตาก ๑๖ กิโลเมตร จะดำเนินการก่อสร้างปี๒๕๕๑-๒๕๕๕ปรับปรุงถนนช่วงชุมแพ-ขอนแก่น  ๑๐๓  กิโลเมตร  คาดว่าจะดำเนินการได้ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๕ และโครงการศึกษาความเหมาะสม   ทางรถไฟสายพิษณุโลก-แม่สอด  คาดว่าจะดำเนินการในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๕
.
๙, ตลาดพันธบัตรเอเชีย Asia Bond      การประชุม ACD ครั้งที่สอง เชียงใหม่เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายนความคืบหน้า ของการจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชีย โดยได้มีการประชุมระหว่างผู้บริหารของธนาคารกลาง ๑๑ แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิค และได้ตกลงที่จะจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชียในวงเงินขั้นต้นเป็นจำนวน ๑ พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ
 
ผู้บริหารเหล่านี้มาจากธนาคารกลางของประเทศออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย ในการนี้รัฐบาลไทยได้อนุมัติเงินจำนวน ๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเงินทุนสำรองเพื่อลงทุนในกองทุนพันธบัตรเอเชียโดยการลงทุนของประเทศไทยในขั้นต้นจะเป็นเงิน ๑๒๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทุนดังกล่าวจะอิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและอยู่ภายใต้การบริหารงานโดยแบงค์ออฟอินเตอร์เนชั่นแนลเซทเทิ่ลเม้นท์
                   
หลักปรัชญาพื้นฐานในการสถาปนาพันธบัตรเอเชีย คือการทำให้ประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า มีศักยภาพที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พันธบัตรเอเชียจะช่วยทำให้เงินทุนส่วนเกินของประเทศหนึ่งประเทศใดในเอเชีย สามารถนำไปสร้างความเจริญร่ำรวยแก่อีกประเทศหนึ่งได้ พันธบัตรเอเชียไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อเอเชียแต่เมื่อรวมกับตลาดพันธบัตรสหรัฐและยูโรจะช่วยส่งเสริมให้เกิดตลาดการเงินโลกที่มั่นคงและสมดุล
 
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด และประธานาธิบดีอาโรโย ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็ได้ให้การสนับสนุนพันธบัตรเอเชีย ภายใต้กรอบความร่วมมือ ACD หลังจากนั้น ๑๐ วัน ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐฯ และได้มีโอกาสเข้าพบประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และสมาชิกสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียนและหอการค้าสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน โดยนักธุรกิจสหรัฐฯ ก็ได้แสดงความยินดีต่อการจัดตั้งพันธบัตรเอเชียเช่นกัน
 
ผมมีความยินดีที่ได้รับทราบว่าได้มีการหารือกันอย่างแข็งขันเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียภายในกรอบการประชุม ACD และภายใต้คณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการเงินซึ่งมีขึ้นที่กรุงเทพฯเมื่อเดือนที่แล้ว ในวันนี้ผมขอชมเชยรัฐมนตรี ACD ทุกท่านซึ่งเป็นตัวแทนของหัวหน้าคณะรัฐบาลต่างๆ ที่ได้ให้การสนับสนุนทางการเมืองอย่างแข็งขันต่อการจัดตั้งพันธบัตรเอเชีย
 
ปฏิญญาเชียงใหม่ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นชอบกันไปนั้น ชี้ให้เห็นถึงการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของ ACD ปฏิญญาดังกล่าวจะส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังประชาคมโลกเพื่อให้เห็นว่าตลาดพันธบัตรเอเชียได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสมาชิก ACD ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงทางด้านการเงินและความมั่งคั่งของภูมิภาคเอเชีย
 
ปฏิญญาเชียงใหม่และตลาดพันธบัตรเอเชียจะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทางการเงินทั้งในตลาดเอเชียและตลาดโลก มาตรการทางด้านการเงินดังกล่าวนี้จะส่งผลให้ภูมิภาคเอเชีย ก้าวไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน อันเป็นสิ่งที่เราต้องการ และอยู่ในวิสัยที่จะทำให้สำเร็จ
 
นอกจากนั้นมาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่การวางพื้นฐานที่มั่นคงเพื่อการพัฒนา เพื่อการบูรณาการ และเพื่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจของพวกเราต่อไป การพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชียที่ประสบความสำเร็จแล้วจะกลายเป็น เสาหลักที่จะส่งผลให้เกิดความน่าเชื่อถืออย่างยิ่งต่อสิ่งที่เราได้ดำเนินการลงไป

๑๐, ไทยกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีสองฝ่าย หรือ FTA (Free Trade Agreement
)จากการเจรจาข้อตกลงทางการค้าในระดับพหุภาคีองค์การการค้าโลกหรือ WTO เป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากที่จะบรรลุข้อตกลงกันได้ 
 
ประเทศไทยเป็นชาติแรกๆที่ได้มีการเคลื่อนไหว เจรจาการค้าแบบทวิภาคี หรือ FTA กับประเทศต่างๆคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้แก่การทำข้อตกลง FTA กับหลายประเทศคู่ค้า อาทิ จีน บาห์เรน อินเดีย เปรู สหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้อตกลงการค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับคู่ค้าอื่นๆอย่างนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และเปรู กำลังคืบหน้าอย่างเข้มข้น
.
นักวิชาการและผู้ประกอบการ จากหลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเกรงว่า ไทยจะเสียประโยชน์มากกว่าได้ โดยเฉพาะเรื่อง  ทรัพย์สินทางปัญญา  จากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA ) กับสหรัฐ   ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่ปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศนี้มีสูงถึง .๘๙ ล้านล้านบาท มีสัดส่วนเท่ากับ ๑ ใน ๗ ของการค้าทั้งหมดที่ไทยมีกับทั่วโลกจำนวน ๖.๒๓ ล้านล้านบาท การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA ) กับจีนจะทำให้ สินค้าเกษตรของจีนที่ทะลักเข้ามาในไทยทำให้ราคาสินค้าเกษตรไทยต่ำลง เกษตรกรเดือดร้อน 
ขณะที่ภาครัฐบาลอ้างว่าจีนมีขนาดตลาดใหญ่กว่าไทย เกือบ ๒๐ เท่า การทำ FTA กับจีนไทยน่าจะได้ประโยชนมากกว่าเสีย
.
เช่นกรณีที่จีนสั่งซื้อยางพารา ทำให้ราคายางพารา ของไทยสูงขึ้นราวเกือบ ๓ เท่าตัว ราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น และด้านการท่องเที่ยว เมื่อเทียบประชากรจีน ๑,๓๐๐ ล้านคน กับไทยที่มีประชากร ประมาณ ๖๐ ล้านคน ไทยย่อมที่จะได้เปรียบจีน ฯลฯ   แต่ก็ยอมรับว่าสินค้าบางอย่างอาจเสียเปรียบจีน ซึ่งจะต้องมีการปรับตัว ในระยะยาวหากการปรับตัวได้แล้ว เชื่อว่าจีนที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยมหาศาล จะเป็นแหล่งตลาดสำคัญของไทย
 
 
 
 
 
บทสรุป
ทิศทางเศรษฐกิจ การเมืองไทย
ในเวทีระหว่างประเทศ
 
 
 
 
บาทบาทของไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ   จากการเคลื่อนของไทยในเวทีเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น การปฏิเสธทฤษฎี EAEM การนำเสนอทฤษฎี ACD และการเจรจาข้อตกลง FTA ของไทย จะดำเนินการไปอย่างรวดเร็วและได้รับการยอมรับโดยส่วนใหญ่ ยกย่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำไทย ว่าเป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ของชาติเอเชีย ในทศวรรษนี้ 
 
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังเห็นด้วยกับการที่ นโยบายต่างประเทศของไทยควรจะมุ่งเน้น สร้างความเข้มแข็งของไทยในระดับภูมิภาคเป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจุดแข็งของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแล้ว น่าจะเป็นการปูพื้นฐาน แก่ประเทศไทยให้มีระดับเศรษฐกิจ การเมืองที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง ก่อนการนำประเทศไทย ก้าวสู่เวทีในระดับสากลต่อไป
 
นโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการให้ความสำคัญในระดับภูมิภาค อันได้แก่ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขงGMS และ โครงการจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน” ฯลฯ จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจการเมืองไทยเกิดความเข้มแข็งแบบบูรณาการได้ในอนาคต ดังนี้
 
๑, ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง GMS     ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS (Greater Mekong Subregion) จากการประชุม GMS ครั้งที่๑ ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๕ เป็นการพบปะกันระหว่างผู้นำประเทศที่เกี่ยวข้อง ๖ ประเทศ     ด้แก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) 
.
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีไทย ได้เรียกร้องให้มีการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม มีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเน้นว่าทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง เพื่อให้มีการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง แม้ว่า ประเทศจีน ไทย กัมพูชา พม่าและลาวนั้นมีการพัฒนาเชื่อมโยงสะพานหรือถนน ก็จะไม่มีความหมายทางเศรษฐกิจหากไม่มีการเตรียมการที่จะปรับปรุงกฏระเบียบต่างๆขึ้นมารองรับและให้ความสะดวกระหว่างประเทศที่ชัดเจน
                   
 
 
โครงการ GMS เป็นความร่วมมือของ ๖ ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ (ค.ศ.๑๙๙๒) โดย ๖ ประเทศสมาชิกมีพื้นที่รวมกันประมาณ ๒ ล้าน ๓ แสน ตารางกิโลเมตร หรือประมาณพื้นที่ของยุโรปตะวันตก มีประชากรรวมกันประมาณ ๒๕๐ ล้านคน    ที่ http://www.mfa.go.th/web/1092.phpกระทรวงการต่างประเทศอ่านรายเอียด
 
โครงการพัฒนาประเทศลุ่มแม่น้ำโขงนั้นเป็นโครงการพัฒนาทางเศรษฐกิจร่วมกัน ต้องมีการทำงานร่วมกัน และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเช่นด้านคมนาคม และการขนส่งให้เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งในด้านการค้าและการลงทุน การผลิตในภูมิภาคและการท่องเที่ยว ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการหยิบยกการพัฒนาถนนหมายเลข๓ เพื่อเชื่อมโยงไทย ลาว และจีนเข้าด้วยกันและทั้งสามประเทศจะต้องถือว่านี่เป็นถนนทางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันด้วย

การประชุมในครั้งนี้ได้บ่งชี้เป็นสัญญานที่ชัดเจน ว่าประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีเจตนารมณ์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจที่จะพัฒนาให้การสนับสนุนโครงการร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกด้วยว่า ต่อไปภูมิภาคนี้จะมีความหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ  การพัฒนานี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงการคมนาคมโดยทางอากาศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายแดนของประเทศที่เกี่ยวข้อง ทางฝ่ายไทยนั้นเสนอที่จะให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางที่พร้อมจะรองรับการเชื่อมโยงด้านคมนาคมทางอากาศกับเป็นเมืองหลัก  และให้มีการพัฒนาเมืองรองที่สำคัญๆ อีกด้วย
 
 
,ข้อมูลศักยภาพทางเศรษฐกิจ GMS
ที่สำคัญเกี่ยวกับ อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง ดังนี้
 
 
 
 
 
 
 
 
๓,การประชุมระดับผู้นำว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ECS (Economic Cooperation Strategy) ๔ ประเทศ   ไทย ลาว พม่า และกัมพูชา จัดขึ้นที่เมืองพุกาม สหภาพพม่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายาน ๒๕๔๖ หลังสิ้นสุดการประชุม ได้มีการประกาศ ปฏิญญาพุกาม   
 
สรุปความร่วมมือ ๕ สาขา ได้แก่ ๑, การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ๒, ความร่วมมือด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม ๓, การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ๔, การท่องเที่ยว และ ๕, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และให้จัดการประชุมระดับผู้นำทุก ๒ ปี และระดับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่อาวุโสทุกปี
 
โดยพม่าจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโส ในปี ๒๕๔๗ และไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับผู้นำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโส ในปี ๒๕๔๘
.
๓.๑, ความแตกต่างจีดีพีของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานว่า จีดีพีของไทยกับอีก ๓ ประเทศเพื่อนบ้าน มีความแตกต่างกันมาก
โดยจีดีพีของไทยในปีที่ผ่านมา ๕.๕ ล้านล้านบาท ขณะที่จีดีพีของ ๓ ประเทศ รวมกันเพียง ๕ แสนล้านบาทเท่านั้น เท่ากับว่าจีดีพีของไทย มีสัดส่วนถึง ๙๑% ขณะที่จีดีพีกัมพูชา สัดส่วน ๓% หรือน้อยกว่า ๓๐ เท่า จีดีพีของลาว สัดส่วน ๕% หรือ ห่างกัน ๑๗ เท่า จีดีพีพม่า มีสัดส่วน ๑% หรือ ๖๓ เท่า   
เมื่อเทียบรายได้ต่อหัว พบว่า คนไทยมีรายได้ต่อหัว ๘ หมื่นบาทต่อคนต่อปี ขณะที่กัมพูชา ๑.๒ หมื่นบาทต่อคนต่อปี ลาว ๑.๔ หมื่นบาท และพม่า ๔,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี
.
๓.๒,โครงการจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน (E-conomic dam )    เนื่องจากความแตกต่างของรายได้ประชาชาติระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้านรวมกัน มีมากถึง ๑๐ เท่า รัฐบาลไทยเกรงว่าหากระดับจีดีพีของไทยเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย ความแตกต่างของรายได้ประชาชาติ จะทำให้มีการลักลอบเข้ามาขายแรงงานจากประเทศเพื่อนเป็นจำนวนมาก และยากแก่การควบคุม
 
จึงได้จัดทำ”โครงการจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน” (E-conomic dam ) หรือการสร้างเขื่อนเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการไหลบ่าของแรงงานจากเพื่อนบ้านในอนาคต    ด้วยการให้การช่วยเหลือพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านให้มีอัตตาการเติบทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆกับไทย
.
ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ   ประเทศไทยมีนโยบายพร้อมที่จะลดภาษีลงเหลือ ๐% และยืนยันว่าไทยไม่ใช่ "เทรดเดอร์" เหมือนสิงคโปร์ เน้นให้ความช่วยเหลือ เพื่อนบ้านและประกันราคาการรับซื้อสินค้าเกษตร พร้อมตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือพิเศษ หวังยกระดับจีดีพี-รายได้ต่อหัวให้สูงขึ้น 
.
นอกจากนั้นแล้วไทยยังได้ให้ความช่วยในด้านคมนาคม ด้วยการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อจากด่านการค้าชายแดนไทยเพื่อนบ้าน ถึงหัวเมืองใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพื่อความสะแก่การค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว
.
เช่นโครงการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อ ชายแดนไทย-พม่า มี ๖ จุด คือ ๑.อยู่ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย - ท่าขี้เหล็ก พม่า ๒.อ.แม่สอด จ.ตาก - เมืองเมียวดี ประเทศพม่า ๓.จ.ระนอง – เกาะสอง ๔.อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ - เมือง ปกเปี้ยน ๕.จ.กาญจนบุรี - เมืองทวาย และ ๖.เจดีย์สามองค์ - พญาตองซู 
.
ชายแดนไทย-ลาว มี ๗ จุด คือ ๑.เชียงของ-บ้านห้วยทราย ๒.เชียงแสน-ต้นผึ้ง ๓.ห้วยโก๋น-เมืองเงิน ๔.หนองคาย-ท่านาแล้ง ๕.นครพนม-ท่าแขก ๖.มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และ ๗.ช่องเม็ก-ปากเซ 
.
ชายแดนไทย-กัมพูชา มีเป้าหมายร่วม ๕ จุด คือ ๑.ตราด-เกาะกง ๒.อรัญประเทศ-ปอยเปต ๓.บ้านผักกาด-ไพลิน ๔.ช่องจอม-ภูมิสำโรง และ ๕.ช่องสะงำ-อันลอง ฯลฯ
.
บทสรุป ทิศทางประเทศไทยในเวที เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ จะเคลื่อนไหวต่อไปภายใต้กรอบ โครงการความร่วมมือระหว่างชาติในเอเชีย ACD (Asia Cooperation Dialogue) ซึ่งจะเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภาวะวิสัย ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสากล อนาคตประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านต่างๆ เช่น ด้านการค้า การลงทุน และด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ จังหวะก้าวของประเทศไทย ที่สำคัญควรจะเน้นการเคลื่อนไหวในเวที ด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ในระดับภูมิภาคในระยะเริ่มต้นก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากเงื่อนไขภายใน และเคลื่อนไหวในระดับสากลเป็นด้านรอง ทั้งนี้เนื่องจากกลไกเศรษฐกิจ การเมือง ในระดับสากล มีความสลับซับซ้อน เกินกว่าศักยภาพของไทยจะสามารถควบคุมกำกับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นกรณีวิกฤตเศรษฐกิจ”ต้มยำกุ้ง”ปี๒๕๔๐ ที่เป็นบทเรียนราคาแพง สำหรับประเทศและประชาชนไทย ที่ยังต้องจดจำบทเรียนครั้งนั้นไปอีกยาวนาน 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความคิดเห็น

  1. 1
    oakleys
    oakleys uggs@hotmail.com 28/12/2011 10:12

    HT2TFJWHBHQN I like it very much!

  2. 2
    oakleys
    oakleys uggs@hotmail.com 28/12/2011 10:12
    [url=http://top-sunglasses.org/]oakleys sunglasses[/url]

    [url=http://top-sunglasses.org/]oakleys[/url]

    HT2TFJWHBHQN I like it very much!

  3. 3
    anderson
    anderson georgeanderson.loanfirm255 @ gmail.com 01/06/2012 14:50

    ได้รับเงินกู้ในวันนี้ในอัตราที่ต่ำในขณะนี้ใช้การกู้ยืมเงินจะได้รับในอัตรา 3% ใช้
    ตอนนี้สามารถเพิ่มธุรกิจของคุณให้สูงมากขึ้น เราจะนำเสนอสินเชื่อ
    เพื่อธุรกิจและคนส่วนบุคคลถ้าคุณจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ
    หรือสินเชื่อเพื่อชำระค่าจะติดต่อเราผ่านทาง (georgeanderson.loanfirm255 @ gmail.com) ในขณะนี้และ
    ได้รับเงินกู้ยืมจาก บริษัท ของเรา ... ฉันจะแสดงผลที่ดีที่สุดบริการสินเชื่อ

  4. 4
    Coach Factory
    Coach Factory factoryoutlet@hotmail.com 24/09/2012 13:21

    With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important. Coach Outlet offers exactly what you want.Cheap Coach Purses are of high quality and aesthetic design. Yes, brand Coach Outlet Online name handbags are extremely attractive;However,the highest care is taken that every Coach Outlet Store Carriage Bags is both aesthetically beautiful and functional.
    Several days ago, my friends recommended Coach Factory online to me, which provides women with cheaper Coach goods, better service and faster delivery.Coach Factory Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.Many people like to go to Coach Factory Online, Some people like to designers and shiny metal or leather coach shoulder bags. However, the majority of women choose to safe the neuter color coach shoulder bags.

  5. 5
    Monster Headphones
    Monster Headphones zyl350@yahoo.com.cn 27/09/2012 20:24

    All kinds of moncler homme on sale on doudoune moncler, selects moncler homme or Moncler Outlet femme on our web site. the nice and cozy coat you wish, please develop one from doudoune moncler. you may Moncler Sale on the road if you wear these coats. Moncler femme have varied piece of Moncler Jackets, that what is more have multi-colored down jackets, cull made, selection dimensions accessible work no issue Monster Beats Headphones or fat body, low-cost moncler sale! Did you stop and stare upon a Moncler owing to the Monster Headphones price? Please don worry concerning it once more. we\'ll provide the foremost favorable coat for you. 

  6. 6
    north face outlet
    north face outlet jannyyan27@foxmail.com 25/10/2012 09:53

    By the time the brief Deena excitement had worn off, another camera crew was situating north face outlet themselves at the foot of the stairs. They must've been alerted somehow that JWOWW north face outlet locations and Pauly D were about to walk out the front door and go to work."Aww. She's beautiful. I love her eyes," Sammi said about my baby. It turns out that Sammi really is a sweetheart. And she was very dutiful, going above and beyond with helping my husband pick out a T-shirt color and everything.Save for the motel on the corner, the production company rented all of the property on that side of the block. To the right of the house, what looked like a parking north face outlet store lot had been turned into production HQ of sorts. 

  7. 7
    minella
    minella mins3158@gmail.com 30/10/2012 13:33







    You can thus buy designer clothes at affordable prices with the latest and unique patterns, latest and unique designs, unique color combinations, Moncler outlet arevery good quality cloth and also the fashion which sets you as a fashion icon amongst all others around you.It represented milestone moments for the Louboutin UK and embody the DNA of our house style.Hold on to your statement accessories and add a modern twist to your casual chic wardrobe with brand new style acquisitions. Hearing the name of Canada Goose UK will definitely make fashionistas sigh.This list is extremely long from where your can select different online bachelor college diplomas in Christian Louboutin Official Website studies in accordance with your choice.

  8. 8
    Coach Outlet
    Coach Outlet liming52000@hotmail.com 05/11/2012 18:13










    Attention!

    Coach Outlet


    is offering new products at favorable prices for August. Brighter colors, finer looks and newer designs, all bring you a whole new summer.

    Coach Factory


    Outlet offers you the modern and very comfortable coach bags. Since many women often do not know things and are daily buses to challenge their handbags handbag, also comprehensive.American

    Coach Outlet Store


    Online handbags fall in to the group of very affordable luxury. The purses or any other coach products is recognized being a brand name that may be priced superior adequate to be appreciated through the high-class, but concurrently low sufficient for that middle-class to purchase and experience worthy of.Coach bags enjoy high popularity throughout the world. I would like to share the

    Coach Factory Outlet Online


    with you. What are you waiting for? Just come to visit.

    Coach Outlet Online


    The staff was adamant about the policy even though they acknowledged there was nothing stopping us from coming in the next day and purchasing from another shop girl.With the great diversity of styles, patterns and sizes available nowadays, finding the right pieces to highlight your personality is quite important.

    Coach Outlet


    offers exactly what you want.


  9. 9
    north face clearance
    north face clearance xlmabc@gmail.com 06/11/2012 17:51

    Featuring an attached and fully adjustable, stowable hood with a wire-brim hood visor, the north face pink ribbon also has three pockets on the front for ample storage. Unlike other brand, north face pink ribbon jacket mainly display the fashionable, leisure,movement and personalized. Ideal for trekking or cycling, this north face clearance combines extreme breathability and durable wind protection with minimum weight and pack volume. 

  10. 10
    Moncler Jackets
    Moncler Jackets 1287635166@qq.com 14/11/2012 12:54

    I would once remind an unimaginable thing while anyone else talk about Moncler.As we know Moncler also be a famous brand for hangbags .There is a Moncler Jackets which all of the Jackets are on sale.It\'s really the lowest price I\'ve ever seen.There are large numbers of choice in Moncler Coats  ,and you are not only surprised at the price beyond your expection but also the quality .So what are you waitting for, seize the good opportunity and take actions right now.If you want to get the hang of more information about it,come into the Moncler Outlet without hesitation,we hope you may like it.With Smumer coming, http://www.monclerjacketsoutletsaleyd.com Jackets contracted low-key in and send out a high and luxuriant nature, simple fashion design let you walk at the forefront of fashion, full of strong ego style.

 1  2  3  4  5 [Next]

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

 
หน้าแรก เว็บบอร์ด
By Visit Surin Thailand “Land of Elephants” .  
Copyright 2005-2017 All rights reserved.
view